สวัสดีกันวันอาทิตย์
Good Morning Sunday
จิตวิญญาณของท่าน
ล้วนขันอาสามาเกิดเป็นคนสองมิติ
เพื่อคนตนเองให้เป็นมนุษย์
โดยใช้ความรักเพื่อให้และมีใจเมตตา
หมุนธรรมจักรร่วมกันเสมอ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
สวัสดีกันวันอาทิตย์
Good Morning Sunday
จิตวิญญาณของท่าน
ล้วนขันอาสามาเกิดเป็นคนสองมิติ
เพื่อคนตนเองให้เป็นมนุษย์
โดยใช้ความรักเพื่อให้และมีใจเมตตา
หมุนธรรมจักรร่วมกันเสมอ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
ภารกิจการเป็นพระบุตรเอกของเรา
ที่ต้องย้อนกลับมาปฏิบัติทำตามสัญญา
ให้สำเร็จทันในช่วงปลายยุคพลังงานเก่านั้น
หนึ่งในจำนวนหลายอย่างที่เราจะต้องทำ
ทั้งยังต้องทำให้ได้ผลจนเป็นที่ประจักษ์ด้วย
โดยสิ่งที่มนุษย์โลกทุกคนจะต้องรู้กันก็คือ
#บัดนี้มนุษย์กับโลกสิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว
คำว่า “สิ้นยุคพลังงานเก่า” ในที่นี้หมายถึง
จิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ในแต่ละคน
ที่ขันอาสาพระเจ้าเข้ามาเกิดอยู่ในระบบโลก
เพื่อเข้ามาทำหน้าที่อยู่เวรยามประจำโลก
ด้วยการสั่นสะเทือนจิตสามนึกให้เกิดขันธ์ห้า
โดยขับเคลื่อนกระบวนการด้วยการรักเพื่อให้
หมายถึงอาการทางจิตดังต่อไปนี้ คือ
1.อดทน
2.อดกลั้น
3.ให้อภัย หรือ “อโหสิ”
4.มีจิตเมตตา
5.มีจิตกรุณา
6.มีจิตมุทิตา
7.มีจิตอุเบกขา
เพราะเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เป็นกายสังขารที่ใช้ทำหน้าที่ในสองมิติได้
ผู้รับผิดชอบก็คือ “จิตหยาบหรือจิตสามนึก”
จะเป็นผู้นำการสั่นสะเทือนในมิติทางจิตดังนี้
1.เมื่อจิตมีปฏิสัมพันธ์กันกับสิ่งเร้าทั้งหลาย
จนจิตเกิดการรับรู้รูปธรรมหรือนามธรรมแล้ว
สิ่งที่จิตต้องทำในขั้นต่อไปก็คือ #การเรียนรู้
2.คำว่า “เรียนรู้” หมายถึงต้องรู้ว่าเป็นอะไร
ต้องรู้ว่าคืออะไรต้องรู้ว่าคืออย่างไรเท่านั้น
โดยไม่ต้องไปปรุงแต่งมันว่าสวยหรือไม่สวย
หรือตัวท่านพอใจไม่พอใจแค่ไหนอย่างไร
ถ้ารับรู้เพียงแค่ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร
เมื่อสิ่งเร้านั้นถูกส่งผ่านอายตนะภายนอก
เข้าสู่ภาครับก็คือจิตซึ่งทำหน้าที่เป็น #ตัวรู้
โดยจิตไม่นำเอาสิ่งเร้านั้นมาปรุงแต่งต่อ
แสดงว่าตัวท่านวางจิตเป็นอุเบกขาได้แล้ว
หากท่านปฏิบัติทำกันเป็นประจำจนชำนาญ
แม้ท่านจะมีจิตหยาบใช้อยู่แต่ก็เหมือนไม่มี
คุณสมบัติทางจิตแบบนี้คือ #จิตเป็นสุญตา
3.คนประพฤติธรรมที่ไม่เคยรู้ในข้อสองนั้น
เมื่ออายตนะภายนอกทั้งห้าสัมผัสสิ่งเร้า
ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและหรือนามธรรมแล้ว
แทนที่จะหยุดอยู่ที่ “การเรียนรู้” เพียงเท่านั้น
กลับทำเกินหน้าที่คือ “รับเอา” สิ่งนั้นทันที
การ “รับเอา” หรือ “ไม่รับเอา” สิ่งนั้นเรื่องนั้น
โดยจะเริ่มจากการรับเอามันมา #ปรุงแต่งต่อ
การปรุงแต่งของจิตไม่ต่างจากการปรุงอาหาร
คือแสดงบทบาทของผู้ที่เป็นแม่ครัวพ่อครัว
ประเภทชงเองปรุงเองเพื่อชิมเองแล้วทานเอง
สิ่งที่พ่อครัวแม่ครัวต้องการก็คือ “ความอร่อย”
ความอร่อยก็คือการพอใจชอบใจในรสชาตินั้น
ความไม่อร่อยก็คือการไม่ชอบใจในรสชาตินั้น
ถ้าไม่นำมันมาปรุงแต่งต่อเพราะว่าไม่ใช่หน้าที่
ความอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็จะไม่เกิดขึ้น
ท่านเพียงแค่รู้ในรสชาติหรือคุณสมบัติมันก็พอ
ใครจะดีจะชั่วท่านเพียงแค่รับรู้ว่าเขาดีชั่วก็ได้
ไม่ต้องไปเกี่ยวกรรมกับเขาให้เขลาลำเค็ญเลย
#ความสงบสำรวมจึงต้องเกิดแก่ท่านโดยแท้
ถ้าท่านรับรู้แล้วปรุงแต่งสิ่งเร้านั้น
โดยสวมบทบาทของแม่ครัวเพื่อปรุงอาหาร
แสดงว่าท่านจะหยิบฉวยมันมาเป็นของตน
แทนที่จะหยิบมาใช้แค่เรียนรู้พอรู้แล้วก็วางลง
นี่แสดงว่าตัวท่านกำลัง “ก้าวล่วง” ผู้อื่นแล้ว
ความผิดบาปตามกฎแห่งกรรมอยู่ที่ตรงนี้เอง
เพราะไม่มี #มหาสติ ท่านจึงไม่รู้ในผิดบาปนี้
แท้แล้วชอบไม่ชอบหรือว่าอร่อยไม่อร่อย
มันคือ #ความรู้สึก อันเกิดจากการที่ “รูสึก”
#รูที่สึก คือทางผ่านของสิ่งเร้าทั้งหกที่ชำรุด
หมายถึงตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสและจิตชำรุด
ซึ่งตัวท่านเองนั่นแหละเป็นผู้ทำให้มันชำรุด
เพราะเมื่อรับรู้สิ่งใดแล้วท่านกลับไม่วางเฉย
แต่รับรู้แล้วไปรับเอาหรือไม่รับเอาสิ่งนั้นเข้า
โดยตัวท่านขาดสติจึงไม่อาจรู้สำนึกได้เองว่า
#ใครจะดีจะชั่วก็ตัวเขา เราเปลี่ยนเขาไม่ได้
เพราะเป็นคุณสมบัติคือนิสัยสันดานของเขา
ตัวเราจะไปเสือกกระทำที่ตัวเขาไม่ได้
หากท่านมีธรรมชาติสมาธิคือมี #มหาสติ
มรรควิถีจิตจักรวาลจะช่วยท่านให้สำนึกรู้ว่า
ถ้าจะเปลี่ยนผู้อื่นหรือเปลี่ยนแปลงโลกแล้ว
พวกท่านจะต้องกระทำที่จิตของตนเท่านั้น
ถ้าอยากให้เขารักท่านตัวท่านต้องรักเขาก่อน
อยากให้เขายิ้มกับท่านตัวท่านต้องยิ้มให้ก่อน
แม้ว่าตัวเขาจะไม่อยากให้ท่านรักหรือยิ้มให้
หรือเขาไม่ได้อยากถูกรักอยากรับยิ้มของท่าน
แต่ธรรมชาติของมนุษย์ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
ท่านไม่ต้องทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นยากก็ได้
กระบวนการสั่นสะเทือน 5 ขั้นตอนของจิต
ในข้อสามนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า “เวทนาขันธ์”
เมื่อจิตหยาบของท่านเกิดการรับรู้แล้วรับเอา
จนเกิดเป็นความรู้สึกที่เป็นกิเลสขึ้นนั่นเอง
ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าเมื่อใดก็ตาม
ที่จิตหยาบของท่านสั่นสะเทือนเป็นกิเลสขึ้น
เมื่อนั้น #ตัณหา คือ “ความอยากไม่อยาก”
มันก็จะเกิดขึ้นตามมาในฉับพลันทันทีเลย
หรืออาจกล่าวได้ว่า #ตัณหาคือเงาของกิเลส
หากจิตไม่เกิดกิเลสตัณหาก็จะไม่บังเกิด
ถ้ากิเลสดับตัณหานั้นก็จะดับตามไปด้วย
พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนมนุษย์
ให้นิพพานกิเลสคือดับเวทนาขันธ์ก่อนตาย
เป็นการตัดไฟโลกียะให้หมดสิ้นตั้งแต่ต้นลม
โดยแดนนิพพานที่ว่านี้มันอยู่ที่จิตของท่าน
ไม่ใช่บนสวรรค์มายาตามที่นักบวชชราสอนไว้
ถ้ามนุษย์นิพพานกิเลสได้หมดสิ้น
จะนิพพานกรรมทุกรูปแบบได้ทั้งหมด
จะนิพพานการมีสังสารวัฏได้อีกต่างหาก
อีกทั้งจิตวิญญาณยังจะเป็นอมตะได้ด้วย
ถึงวันนั้นภารกิจทางจิตวิญญาณของท่าน
มีเพียงอย่างเดียวคือ #นอนหลับเป็นตาย
ท่านจะอยู่อย่างสงบได้บนกองไฟแห่งโลกียะ
บัดนี้โลกสิ้นยุคพลังงานเก่า
จิตหยาบจะต้องพาจิตวิญญาณของท่าน
หลุดพ้นกลับบ้านแดนสุญตากันเสียที
จะมัวทำพิรี้พิไรต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
11/07/2569
Good Morning Saturday
มนุษย์มีอำนาจในตนเอง
คืออำนาจทางจิตที่จะรักผู้อื่นได้
กับอำนาจในการใช้ปัญญา
เพื่อจัดการอุปสรรคปัญหาได้ทุกสิ่ง
นี่คืออำนาจแท้จริงของมนุษย์
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม