วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กระบวนการ " ไซโคโชว์ " ของปริญญา เป็นทางเลือกสุดท้ายของมนุษย์ ที่ช่วยเหลือคนในชาติได้


สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า

ท่านอย่าเชื่อตาม "คนนำทางตาบอด"
ที่กล่าวสอนท่านให้หยุดการเวียนว่ายตายเกิด
หยุดการมีสังสารวัฏในภพภูมิมนุษย์
เพราะเห็นว่าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

แต่...ชี้นำให้ท่านไปเกิดอยู่บนสวรรค์มายา
เพราะเข้าใจว่าหลุดลอยไปอยู่บนนั้น
มันคือการ นิพพาน ทางจิตวิญญาณแล้ว
ซึ่ง "ความเชื่อ" ดังกล่าวนี้ไม่เป็น "ความจริง"
เพราะยิ่งจิตวิญญาณลอยไปติดค้างอยู่บนนั้น
มันจะยิ่งทำให้ท่านเกิดทุกข์มากขึ้นไปอีก

เนื่องจากท่าน....
  • ไม่รู้ว่าตรงนั้น คือ ที่ไหน
  • ไม่รู้ว่าอยู่ตรงนั้นแล้วจะไปต่อกันอย่างไร
  • ไม่รู้ว่าอยู่ตรงนั้นแล้วท่านต้องทำอะไรบ้าง
เพียงไม่รู้แค่สามอย่างนี้ก็เกิดทุกข์มากแล้ว

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจึงขอกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

ในภพชาติแรกนั้น
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านทั้งหลาย
ขันอาสาพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ถือพันธะสัญญา 6 มาเกิดเป็น คนสองมิติ
เพื่อทำการคนตนเองให้เป็น "มนุษย์"
หรือ หมุนธรรมจักร เพื่อแทรกแซงขันธ์ 5
ด้วยการใช้ "ความรักเพื่อให้" ค้ำจุนสมดุลโลก
ร่วมกันกับพี่ๆน้องๆและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

ในภพชาติแรก
จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
จึงจับกลุ่มกันมาเกิดเป็น "ครอบครัว"
เพื่อใช้ชีวิตอยู่ใน "สังคม" เดียวกัน
โดยวางแผนและกำหนดบทละครหรือชะตาชีวิต
ถือติดตัวมาเกิดเพื่อจะแสดงร่วมกันด้วย
ซึ่ง "บทละคร" ที่ร่วมกันขีดเขียนมาแสดงนั้น
คือ "เงื่อนไข" ที่จะช่วยให้การหมุนธรรมจักร
เป็นไปได้จริงและประสบผลสำเร็จตามต้องการ

เงื่อนไขที่เรากล่าวมานี้
หมายถึง "เหตุการณ์" หรือ "สถานการณ์"
หรือ "เรื่องราว" ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ที่คนใกล้ตัวท่านสร้างขึ้นแล้วหยิบยื่นให้ท่าน
กับที่ตัวท่านสร้างขึ้นแล้วหยิบยื่นให้คนรอบข้าง
ซึ่งต่างต้องเผชิญกันทั้งแบบชั่วคราวหรือถาวร
โดย "เงื่อนไข" ที่พวกท่านต้องร่วมกันแสดงนี้
จะมีทั้ง "เงื่อนไข" ด้านบวกที่เป็นเรื่องดีๆ
ซึ่งตัวท่านเองและคนอื่นๆพอใจชอบใจและถูกใจ
กับ "เงื่อนไข" ด้านลบที่เป็นเรื่องไม่ดี
ซึ่งตัวท่านเองและคนอื่นๆไม่พอใจไม่ชอบใจ
เงื่อนไขเหล่านี้
พวกท่านแต่ละคนจะสามารถสัมผัสรับรู้ได้
ผ่านกลไกอายตนะภายนอกทั้งห้า
คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสภายนอก
ผ่านสู่การรับรู้ของจิตเพื่อการเรียนรู้
แล้ว "ฉลาด" สั่นสะเทือนตอบสนองสิ่งเร้านั้นๆ
ไม่ว่ามันจะเป็นเงื่อนไขด้านลบหรือบวก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านจะพอใจหรือไม่พอใจ
ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเบาๆสบายๆแบบชิวๆ
หรือว่ามันจะเป็นเรื่องร้ายแรงสุดๆในชีวิตท่าน

หน้าที่ของจิตหยาบของท่าน
จักต้องสั่นสะเทือนตอบสนองด้านบวกเท่านั้น
คือ ต้องรักให้ได้ ให้อภัยเป็น ไม่เห็นแก่ตัว
โดยต้องไม่ทำชั่วตอบโต้หรือต่อต้านกลับคืน
โดยต้องไม่ทำร้ายจิตใจเขาด้วย "ปาก"
ไม่ทำร้ายชีวิตเขาด้วย "ปืน" หรือศาสตราวุธ

ซึ่งท่านจะทำตามที่เราเฉลยให้ทราบได้
ก็ต่อเมื่อท่านต้องเป็นผู้ครอง มหาสติ
กับมี ปณิธานแห่งนิพพาน เท่านั้น

เพราะการจะเข้าถึงความรักและปัญญา
เพื่อการอดทน อดกลั้น และให้อภัย
ต่อบุคคลรอบข้างที่สร้างเงื่อนไขลบมาให้นั้น
ถ้าท่านเกิดอาการ สติแตก เสียก่อนแล้ว
แผนการของจิตวิญญาณที่พวกท่านเขียนมา
ก็จะเกิดการล้มเหลวพังไม่เป็นท่าทันที

พวกท่านจะพากันล้มเหลว
ในภารกิจของจิตวิญญาณที่ขันอาสาพระองค์มา
เพียงแค่พวกท่าน "สติแตก" ควบคุมจิตใจไม่ได้
เมื่อคนรอบข้างทำชั่วต่อท่านแล้วท่านก็ชั่วตอบ
เพราะท่านเป็นประเภท "ถึงชั่วก็ไม่ชัง" ไม่ได้
เพราะขาดทักษะการควบคุมจิตตนเอง
และยังบกพร่องด้านจิตสามนึก
เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้รับการฝึกฝน
โครงสร้างทางจิตใจจึงไม่แข็งแกร่งพอ

เพียงแค่นี้ยังเสียหายไม่พอ
พวกท่านจะต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้านกันอย่างรุนแรง
จนยังผลให้จิตหยาบต้องหมุนกรรมจักรร่วมกัน
ด้วยการโกรธเกลียดเคียดแค้นอาฆาตพยาบาท
ไปตามเงื่อนไขด้านลบหนักเบาที่ถูกกระทำด้วย

พวกท่านก็จะก่อกรรมขึ้นมาใหม่
ทั้งวิบากกรรมที่ไม่ดีที่ท่านจักต้องรับผิดชอบ
และ "ชะตากรรม" ที่พวกท่านต้องเรียนรู้ร่วมกัน
เพราะมีการ "เกี่ยวกรรม" ทำผิดบาปต่อกันไว้

ดังนั้น
พวกท่านจึงมี "เวรกรรม" ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
เพื่อการ "แก้ไข" สิ่งที่เคยทำผิดบาปให้ถูกต้อง
เพื่อการทำผลกรรมด้านลบให้เป็นโมฆะกรรม
พวกท่านจึงต้องการ "โอกาส" จากพระบิดา
ให้มีเวลามากพอที่จะ "แก้ไข" ตนเองให้ถูกต้อง
ให้มีเวลามากพอที่จะกำจัดผลกรรมทางพลังงาน
ที่ตัวท่านเองได้ก่อขึ้นไว้ในมิติของจิตวิญญาณ
ในรูปของอีเล็คตรอนอิสระที่เป็น "ขยะ" จักรวาล
พวกท่านต้องรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้

เมื่อความจริงมันเป็นเช่นนี้แล้ว
การรังเกียจที่จะเป็นมนุษย์โลก
จนพยายามสร้างทางเบี่ยงไปเกิดเป็นเทพเทวา
เพราะมองเห็นปัญหาชีวิตเป็นบ่อเกิดแห่ง "ทุกข์"
มองเห็นการมีสังสารวัฏเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
แทนที่จะมองเห็นปัญหาเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา
แทนที่จะมองเห็นวิกฤตเป็นโอกาส
จึงพยายามจะพาจิตวิญญาณตนเองหนีทุกข์
ด้วยการแยกตนเองออกจากสังคมไปถือสันโดด
พาตนเองออกจากสังคมไปปลีกวิเวก
เพื่อหมายจะไปสวรรค์ "มายา" เพียงลำพัง

นอกจากจิตวิญญาณต้องหลุดลอยค้างฟ้า
หาหนทาง "นิพพานแท้" เพื่อหลุดพ้นไม่ได้แล้ว
ยังเป็นการละทิ้งภารกิจของจิตวิญญาณ
ยังเป็นการผิดสัจจะต่อพระบิดาผู้ให้มาเกิด
ยังพาตนเองไปเป็น "ขยะพลังงาน" ในจักรวาล
ที่จิตวิญญาณซึ่งหลงมิติจำนวนมากมายเหล่านี้
จะถูกฑูตสวรรค์ชำระให้ระเบิดแตกสลาย
เพื่อคืนสมดุลให้แก่อนันตจักรวาล
เมื่อวันชำระโลกคาบสุดท้ายมาถึง

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

ภพชาติปัจจุบันของท่านนี้มิใช่ภพชาติแรก
เพราะจิตวิญญาณของพวกท่านนั้น
ได้ผ่านการเกิดภพชาติแรกกันมาแล้วทั้งสิ้น

การที่ท่านยังพาจิตวิญญาณมาเกิดกันอยู่
จนนับภพชาติกันไม่ถ้วนในภพภูมิมนุษย์นี้
ไม่ว่าจะได้รับ "โอกาส" มากี่ภพชาติแล้วก็ตาม
ก็นับเป็นความโชคดีของพวกท่านแท้ๆ
มิได้เป็นความโชคร้ายตามที่คนนำทางตาบอด
พยายามจะพร่ำบอกท่านตลอดมาแต่อย่างใด

เพราะพระบิดาทรงอนุญาตให้
ท่านทั้งหลายมาเกิดเป็นมนุษย์
มิได้ให้มาเกิดเป็นเทพเทวา
มิได้ให้มาเกิดเป็นสัตว์ประจำโลก
มิได้ให้มาเกิดเป็นอะไรอื่นนอกจากเป็นมนุษย์
พวกท่านจึงต้องเป็น "มนุษย์นิยม"
มิใช่ใฝ่ที่จะเป็น "เทวนิยม" หรือ "สัตวนิยม"
แล้วหลงผิดคิดว่าวิถี "จิตจักรวาล" เป็นเทวนิยม

ทั้งๆที่...
องค์จิตจักรวาล 
เป็นพระผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ของมนุษย์โลกทุกคน
เป็นพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งในอนันตจักรวาลนี้
เป็นผู้ทรงอนุญาตและให้โอกาสพวกท่านมาเกิด
พระองค์เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของทุกสิ่ง

พระองค์มิใช่ผู้หลุดลอย
ไปติดค้างอยู่บนสวรรค์มายา
แล้วสมมติตนเองว่าเป็นเทพเทวา

ทั้งๆที่ยังหาหนทางหลุดพ้นไม่พบเจอ
แต่ก็พากันฝักใฝ่ที่จะก้าวไปเส้นทางตันนั้น
ด้วยมองว่า "สวรรค์มายา" ที่พระบิดามิได้สร้าง
เป็นเส้นทางเป็นสถานที่วิเศษกว่าภพภูมิมนุษย์
จิตวิญญาณผู้หลงทางเหล่านี้ต่างหาก
คือ พวกเทวนิยมจนสุดโต่ง

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

จ่าปืนโหดจากกรณี "โคราชโมเดล"
เขาเป็น "ครู" ตัวอย่างของท่านทั้งหลาย
มิได้เป็นแค่ฆาตกรหรืออาชญากรใจร้ายเท่านั้น

จ่าทหารปืนโหดท่านนี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง
ของความล้มเหลวทางจิตวิญญาณ
ที่สอบตกบททดสอบในบทละครที่เขียนมา
เพื่อร่วมแสดงกับคนรอบข้าง
เพราะจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของจ่า
เมื่อได้เผชิญกับเงื่อนไขด้านลบที่รุนแรง
ตามบทละครที่ร่วมกันขีดเขียนกันมาเอง
ในภพภูมิมนุษย์ในภพชาติที่ผ่านมา
ปรากฏว่า "จ่า" นำพาจิตวิญญาณของตน
สอบตกบททดสอบ "สติ" และจิตสามนึกมาแล้ว

บททดสอบของจ่าที่ขีดเขียนมา
เป็นเงื่อนไขด้านลบที่ค่อนข้างรุนแรงต่อจิตมาก
ตอนที่จิตวิญญาณร่วมกันเลือกบทนี้
เพราะเชื่อมั่นว่าตนจะต้อง "สอบผ่าน" มันไปได้
เนื่องจากได้กำหนดบทบาทตนเองเล่นเป็นนักรบ
ซึ่งมีทั้งความกล้าหาญ มีทั้งความฉลาด
และมีทั้งคุณธรรมความดีงามเป็นต้นทุน

นอกจากนั้นจิตวิญญาณของจ่ายังมั่นใจว่า
ถ้าตนเองสามารถเอาชนะ "ความชั่ว"
ที่คนใกล้ตัวพากันหยิบยื่นมาให้
ด้วยการ "เอาชนะใจฝ่ายต่ำ" ของตนเอง
จนสามารถสั่นสะเทือนจิตใจทางด้านบวกได้
พลังงานความรักที่ตนจะหมุนธรรมจักร
เพื่อช่วยค้ำจุนโลกที่ผลิตสร้างออกมา
มันจะมีปริมาณสูงกว่าปกติหลายเท่า
จ่าจึงเขียนบทละครและบททดสอบตนเอง
ที่เป็นด้านลบรุนแรงด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อน

ในอดีตชาติที่ผ่านๆมา
จ่าจึงสอบตกบททดสอบตนเอง
และล้มเหลวในการเรียนรู้ที่จะคนตนเอง
เพื่อเป็นมนุษย์ตลอดมา
ขณะที่จิตวิญญาณของจ่าที่ป่วยด้วยหลงมิติ
กว่าจะออกจากโรงพยาบาลกลับมา
เพื่อ "รับโอกาส" ที่พระบิดาทรงประทานให้
ได้เผชิญกับเงื่อนไขแบบเดิมๆในชาตินี้
เพื่อเรียนรู้ที่จะสอบให้ผ่านมันไปให้ได้
ก็ต้องเปลืองเวลาโลกไปเนิ่นนานไม่น้อยเลย

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เพราะ "จ่า" ไม่รู้ อนุตรธรรม ความจริง
ที่เรากล่าวมาในบทสนทนาตอนนี้มาก่อน
เพราะคนนำทางตาบอดที่จ่าก้าวตามนั้น
พวกเขาทั้งหลายไม่มีใครรู้สัจธรรมนี้
เมื่อจ่าไม่รู้ว่าความจริงที่จริงแท้คืออะไร
ความจริงที่จริงแท้ในด้านบทละครที่ไม่จริง
ที่จิตวิญญาณของจ่าขีดเขียนมาคืออะไร
ขณะที่จ่าก็ไม่รู้ว่าจะสอบผ่านมันไปได้อย่างไร
จิตหยาบของจ่าจึงพาจิตวิญญาณหลงมิติ
ไปอีกคำรพหนึ่งแล้วในภพชาตินี้

  • เพราะไม่รู้ความลับเบื้องหลังมิติโลก
  • เพราะยึดติดพระศาสดาองค์เดียว
  • เพราะเชื่อคนนำทางตาบอด
ให้ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้ากับพระบุตรเอก
ซึ่ง "รัก" บุตรมนุษย์ทุกคนอย่างจริงใจ
จนยากจะหาใครเสมอเหมือนพระองค์ได้

เพราะจ่าเป็นคนเก่ง ฉลาด กล้าหาญ
เป็นคนดีของชาติและเป็นทหารพระเจ้าอยู่หัว
แต่น่าเสียดายที่จ่าสอบตกบททดสอบตนเอง
เพียงแค่เพราะจ่า "สติแตก" ทนไม่ไหว
เมื่อถูกยั่วยุด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ที่รุนแรง

บทละครกับบททดสอบ
ซึ่งเป็นทั้งชะตาชีวิตและชะตากรรม
ที่จ่าต้องเผชิญก็คือ...
1.ถูกเบี้ยวเงินที่ตนต้องได้ถึงหลักแสน
2.ถูกโกงค่านายหน้าถึงหลายหมื่น
3.เมื่อไปทวงกลับถูกสั่งขังคุก-ตัดเบี้ยเลี้ยง
4.ที่กู้เงินมาซื้อบ้านก็เพื่อต้องการให้แม่อยู่
5.ตนเองมีฐานะไม่ร่ำรวยแต่ถูกเอาเปรียบ
6.หาทางออกจาก "ปัญหา" ไม่ได้

การกดดันตนเองเมื่อเผชิญเงื่อนไขร้ายๆนี้
จึงยังผลให้คนดีๆอย่างจ่าเกิดอาการสติแตก
เพราะทนต่อการบีบคั้นทางจิตไม่ไหว
จนไม่สามารถใช้ความเก่ง ความฉลาด
ความเป็นคนดี และความกล้าหาญ
เพื่อสอบผ่านบททดสอบร้ายๆไปให้ได้

คนรอบข้างและผู้เกี่ยวข้อง
ที่ช่วยสร้างเงื่อนไขลบให้กับจ่า
จึงกลายเป็นเหยื่อที่ต้องถูกกำจัดทิ้ง
เพราะเมื่อขาดสติหรือสติแตก
การใช้อารมณ์ด้านลบ
จึงถูกหยิบมาใช้แทนสติปัญญา

ถ้าสังคมมนุษย์
ยังไม่หันมาใส่ใจโครงสร้างทางจิตใจ
ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักให้โครงสร้างอื่นยึดเกาะ
ด้วยการฝึกอบรมให้มีทักษะในการครองสติ
เมื่อเผชิญต่อปัญหายั่วยุจากคนรอบข้างแล้ว

การฆ่าตัวตาย การฆ่าคนอื่นตาย
การทำร้ายคนรอบข้าง
มันจะปรากฏถี่ขึ้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นนักบวชนักธรรม
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดีหรือคนพาลสันดานชั่ว
ถ้าสติไม่แกร่งพอจิตใจอ่อนไหวง่ายเกินไป
โอกาสที่จะเป็นฆาตกร อาชญากร ล้วนมีด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว
รัฐผู้รับผิดชอบประเทศชาติ
จะออกมากล่าวเอาใจสังคมว่า
"...เราจะดูแลความปลอดภัย   ในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่...."

ประชาชนเจ็ดสิบกว่าล้านคน  
ท่านจะกางปีกป้องภ้ยให้พวกเขาอย่างไร ?

เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐที่จะดูแลประชาชน
เพิ่มเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้
เพิ่มงบประมาณของชาติที่ต้องใช้
แต่ไม่เพิ่มจิตสามนึกของเจ้าหน้าที่
เหมือนในทุกหน่วยงานราชการที่ผ่านมา
ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรการลงทุนสูงมาก

ทำไมไม่คิดสร้างสติและจิตสามนึก  
ให้กับช้าราชการทุกภาคส่วนและประชาชน

เพื่อป้องกันหรือลดปัญหาอาชญากรรม
จากการเสียสติหรือสติแตก
จากการขาดจิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์
จากการขาดจิตสำนึกรักชาติรักสถาบัน
จากการขาดจิตสำนึกแห่งการพึ่งพาอาศัยกัน
จากการขาดจิตสำนึกยอมรับความแตกต่าง
ฯลฯ

ทำไมไม่ทำ  
ทั้งๆที่งบประมาณการฝึกอบรม 
เพื่อพัฒนาคนในหน่วยงานราชการ
ในแต่ละปีนั้นมีมากมายจนใช้กันไม่หมด

ที่ใช้จ่ายลงทุนพัฒนาคนไปแล้วทุกปีๆ
มันสร้างคุณภาพและศักยภาพคนในองค์กร
ได้คุ้มค่ากันกับการใช้เงินงบประมาณ
จากเงินภาษีของ ปชช. จริงหรือเปล่า
ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง
เคยติดตามประเมินผลและค้นหาวิธีการ
ยกระดับจิตปัญญาพัฒนาจิตสามนึก
ของประดาข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชา
ด้วยกลยุทธที่ถูกต้องได้ผลเป็นรูปธรรม
แทนวิธีการแบบเดิมๆกันบ้างหรือไม่

อย่ามัวแต่เล่นการเมืองกันเอง
เพื่อสร้างพรรคสร้างพวกสร้างประโยชน์
โปรดหันกลับมา "เล่นกับประชาชน" ของท่าน
เพื่อการ "สร้างชาติ" ก่อนสิ้นชาติกันดีมั้ย
เพราะคนที่จะ "สติแตก" ขั้นรุนแรงรายต่อๆไป
ที่พร้อมจะเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติ
รวมทั้งผู้จะเป็นภัยต่อตัวท่านนายกฯเอง
มิใช่จำเพาะแต่ ผอ.โรงเรียน (คนดี) นักปล้นฆ่า
กับจ่าทหาร (คนดีของชาติ) ฆาตกรปืนโหด
ที่เป็นตัวชี้วัดความอ่อนแอด้านจิตใจ
ของพี่น้องประชาชนคนในชาติได้ดีว่า
มันตกต่ำมากแค่ไหนแล้ว
ท่านนายกฯจะรู้มั้ยว่า...

กระบวนการ " ไซโคโชว์ " ของปริญญา
 เป็นทางเลือกสุดท้ายของมนุษย์
 ...ที่ช่วยเหลือคนในชาติได้...
 
 ช่วยตอบโจทย์ท่านที่ต้องการสร้างจิตสำนึก
ให้แก่บริวารผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน 
ที่ท่านกล่าวออกอากาศอยู่เป็นประจำ

เราขออภัยที่กล่าวต่อท่านในที่สาธารณะ
เพื่อให้พี่ๆน้องๆในสังคมนี้ได้รู้ว่า...
เราในฐานะคนไทยคนหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่ 
ตากับหูและจิตสามนึกของท่านและคณะ 
ยังเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม 
สำหรับประเทศชาติและประชาชนอยู่รึเปล่า

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
12/02/2020





วิธีฝึกอบรมเพื่อฝึกทักษะการครองสติ
และสร้างจิตสามนึก ด้วยกระบวนการไซโคโชว์
โดย อ.ปริญญา ตันสกุล

ณ ห้องประชุมสุริยันจันทรา
สถาบันฝึกอบรมฯ HBMI
ในโครงการจิตจักรวาลสถานธรรม ภูกระต่าย
อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ Tel.081-9349789