พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
มีผู้หวังดีท่านหนึ่ง
ส่งข้อความข้างล่างนี้มาให้เรา
เพื่อจะแจ้งเราให้รู้ว่ามีผู้กล่าวพาดพิงถึง
#องค์จิตจักรวาล
เพื่อให้เราตรวจสอบว่า
เป็นคำกล่าวที่วิปริตผิดความจริงหรือไม่
เพราะเขาอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจ
เราจึงขอถ่ายทอดและตอบคำถามไว้ให้
โดยตัดตอนออกเป็นข้อๆเพื่อความสะดวก
ในการตอบแสดงความคิดเห็นไว้ดังต่อไปนี้
(ตอนนี้เป็นตอนที่ 5 ตอนสุดท้าย)
#มีผู้อวดรู้แต่ยังรู้ผิดอีกด้วยว่า
5.เมื่อเราปฏิบัติไปจนสุดสัจจะ
เราก็จะพบว่าจิตใหญ่แบบนั้นมีเป็นจำนวนมาก
พรหมทุกท่านทำได้แต่ไม่ทำกันอยู่ตลอดเวลา
เพราะส่วนใหญ่ท่านจะอยู่ในความสงบ
นี่เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร
ธรรมดาสำหรับท่านนะ
แต่อาจจะพิเศษสำหรับมนุษย์
เพราะการเห็นเพียงบางส่วนบางเวลา
ก็เลยไปสรุปผิดว่าเป็น #จิตจักรวาล
ที่ครองจักรวาล
Answer:
คนสอนธรรมคนนี้เป็นพวกที่ #คลั่งกรรมฐาน
แต่ปฏิบัติ “กรรมฐาน” ไม่เป็นเพราะถูกหลอก
สังเกตได้จากคำสอนลูกศิษย์ของตนตรงที่ว่า
“เมื่อเราปฏิบัติไปจนสุดสัจจะเราก็จะพบว่า
จิตใหญ่แบบพรหมนั้นมีเป็นจำนวนมาก...”
คำว่า “เรา” ในที่นี้ย่อมหมายถึง
ตัวตนของครูคนนั้นกับศิษย์สายกรรมฐาน
ไม่ว่าจะเป็นใครหรือจะเป็นคนไหนก็ได้
ถ้าฝึกนั่งส่องจิตออกไปนอกกายของตนแล้ว
จิตหยาบที่ทำหน้าที่เป็นอายตนะภายในด้วย
ก็จะเกิดอาการ “หลงมิติ” จะเป็นดั่งผู้วิเศษ
ประเภท #คนตาทิพย์ ขึ้นมาได้เหมือนกัน
ซึ่งผีโสโครกหลอกผ่านคนนำทางตาบอดไว้
ถ้าใครโง่ไปทำตามเข้าก็จะอุตริไปทันทีนั้น
เพราะความจริงแล้ว
กรรมฐานสมาธิของพระพุทธเจ้านั้น
จะมีการปฏิบัติอยู่ 2 ขั้นตอนเท่านั้นเอง
#ขั้นตอนแรก คือ “สมถะกรรมฐาน”
เพื่อฝึกการสำรวมจิตหยาบให้นิ่งสงบ
หรือฝึกการ “กำกับควบคุมจิตไว้” มิให้วอกแวก
เพราะธรรมชาติของจิตหยาบหรือจิตสามนึก
มันจะไม่เคยหยุดนิ่งเลยในยามที่ท่านตื่นอยู่
เดี๋ยวนึกออกเดี๋ยวนึกเอาแล้วเดี๋ยวก็นึกเอง
โดยจะนึกนั่นนึกโน่นนึกนี่ไปเรื่อยเปื่อย
พระเจ้าทรงประทาน “จิตสามนึก”
โดยให้จิตวิญญาณรับเอามาจากด่านนภาลัย
เพื่อถือมาให้ “จิตหยาบ” ได้ใช้เมื่อเป็นมนุษย์
แล้วต้องนำส่งคืนไว้ที่ “วิหารสีขาว” ตรงที่เดิม
ก่อนจะหลุดพ้นนิพพานกลับบ้านเกิดออกไป
เพื่อไปรวมตัวกันกับจิตจักรวาลดวงเล็กอีกครั้ง
การปฏิบัติสมถะกรรมฐานนี้
เป้าหมายในการปฏิบัติก็คือการฝึกจิตให้มีพลัง
พลังอำนาจของจิตจะได้จาก “ความนิ่งสงบ”
ถ้าจิตนั้นยิ่งนิ่งสงบได้มากและสงบนานเท่าใด
จิตนั้นก็จะมีพลังอำนาจสูงมากเท่านั้น
พลังอำนาจของจิตหยาบมีหน่วยวัดเป็น #ฌาน
ประโยชน์ของฌานที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นคือ
ทรงใช้ “พลังฌาน” นำไปสร้าง “พลังญาณ”
เพื่อการสร้างพลังอำนาจทางปัญญาต่อไป
เพราะการฝึก “สมถะกรรมฐาน”
เพื่อให้เกิดพลังฌานขั้นสูงตามต้องการนี้นั้น
ผู้ปฏิบัติคือนักพรตหรือนักบวชทั้งหลาย
ต้องใช้เวลาฝึกทักษะกันต่อเนื่องอย่างยาวนาน
กว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือได้ผลตามต้องการ
พระพุทธองค์จึงทรงเรียกปฏิบัติการขั้นแรกนี้ว่า
สมถะกรรมฐานสมาธิหรือสมถะสมาธิ
ที่มีคำว่า “สมาธิ” มาต่อท้ายก็เพราะเหตุว่า
ท่านต้องปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องยาวนานนั่นเอง
#ขั้นตอนที่สอง คือ “วิปัสสนากรรมฐาน”
เพื่อนำเอาพลังจิตที่เข้าถึงได้แล้วนั้น
ไปสั่นสะเทือนเซลล์สมองในการคิดพิจารณา
ในสิ่งที่ตนนั้นกำลังกำหนดคิดพิจารณาอยู่
เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องตรงจริงต่อไป
ดังนั้น
ถ้าท่านมีฌานสูงระดับสติปัญญาก็จะสูงตาม
ไม่ต่างจากการที่ตัวท่านมีแรงมากเท่าไหร่
ท่านก็จะสามารถยกของหนักได้มากเท่านั้น
พระกับนักพรตในอดีตกาลที่ผ่านมา
พวกเขาจึงหมกมุ่นอยู่กับการนั่งปฏิบัติสมาธิ
เพื่อเข้าถึงพลังทางจิตปัญญาให้สูงสุดให้ได้
เพราะเป้าหมายแห่งการเป็น #พุทธะ ก็คือ
การเป็นผู้มีพลังอำนาจทาง “จิตตปัญญา”
นำมาใช้ในการวิเคราะห์และสังเคราะห์สัจธรรม
เพื่อคุณประโยชน์แก่ตนและเพื่อนมนุษย์ต่อไป
ถ้าเป็นพระหรือนักบวชก็นับว่ายากกว่าฆราวาส
เพราะจะต้องทำตนเป็น #ครูสอนตนเอง
โดยต้องสร้างประเด็นเพื่อการกำหนดคิดฝึกคิด
เนื่องจากสมองมันจะคิดเองเออเองไม่ได้เลย
ถ้าจิตไม่สามารถกำหนดให้สมองคิดตามได้
คือมนุษย์ต้องนึกด้วยจิตแล้วคิดต่อด้วยสมอง
สมองจะทำงานอย่างโดดเดี่ยวโดยไร้จิตไม่ได้
ผีโสโครกสวมรอยเพื่อชักใบให้เรือเสีย
เมื่อแลเห็นจุดอ่อนของพระหรือนักพรตก็ตรงนี้
นั่นคือหลอกให้ผู้ปฏิบัติกรรมฐาน “เพ่งจิต”
ตอนแรกก็ให้เพ่งกายภายในของตัวเองก่อน
ตอนต่อมาก็สอนให้เพ่งอสุภภายนอกด้วย
นานวันเข้าก็ฝึกจิตให้เห็นสีเห็นแสงเห็นนั่นนู่นนี่
ทั้งที่จิตหยาบหรือจิตสามนึกของตนเองนั้น
มันทำหน้าที่เป็น #ตาภายใน อยู่ด้วยแล้ว
คำว่าจิตเป็น “ตาภายใน” หมายถึง
จิตหยาบจะทำหน้าที่รับรู้ผัสสะจากภายนอก
ที่กลไกอายตนะทั้งห้าคือตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส
ถ่ายทอดรหัสสัญญาณการสัมผัสเข้าไปให้
แปลว่านอกจากจิตหยาบจะเป็นจิตสามนึกแล้ว
#จิตหยาบจะมีหน้าที่ในการรับรู้เท่านั้นเอง
แต่พวกคลั่งกรรมฐานไปหลงเชื่อตามมารเข้า
แทนที่จะฝึกการนึกด้วยจิตแล้วคิดต่อด้วยสมอง
กลับไปสอนจิตให้มันทำผิดหน้าที่ไป
การสอนจิตให้ทำผิดหน้าที่ก็คือ
สอนให้จิตออกมาสัมผัสสิ่งต่างๆที่ภายนอก
ด้วยการเห็นนั่นเห็นโน่นเห็นนี่จนจิตไม่สงบ
เพราะพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้ทำเช่นนั้น
แต่ทรงเน้นให้ใช้กรรมฐานเข้าถึง #พุทธปัญญา
มิใช่มุ่งใช้ตาทิพย์หูทิพย์ที่เป็นอุตริปาฏิหาริย์
การที่บวชนานแต่ยังนิพพานกิเลสตัณหาไม่ได้
หรือยังบรรลุมรรคผลสูงสุดคือหลุดพ้นไม่ได้
ก็เพราะตกม้าตายกันในประเด็นนี้ไงล่ะท่าน
คนที่อวดตนเป็นครูสอนธรรมคนนี้
ก็เป็นหนึ่งในคนจำนวนมากที่หลงทางอยู่
ท่านสังเกตตรงประโยคที่เขาตอบลูกศิษย์ว่า
“เมื่อเราปฏิบัติไปจนสุดสัจจะเราก็จะพบว่า
จิตใหญ่แบบพรหมนั้นมีเป็นจำนวนมาก...”
ประโยคของเขาที่กล่าวนี้หมายความว่า
ถ้าใครปฏิบัติจิตจนสุดฤทธิ์สุดอำนาจที่ทำได้
ก็จะพบคือ “นึกเห็น” ว่าจิตใหญ่แบบพรหมนั้น
มีอยู่เป็นจำนวนมาก
การสอนศิษย์แบบนี้คือสอนแบบ “เจ้าเล่ห์”
ถ้าศิษย์คนไหนยังไม่บรรลุฌานขั้นสูงมากพอ
ที่ยังไม่อาจรู้เห็นมายาของพรหมที่ว่านั้นได้
ศิษย์โง่คนนั้นก็จะถูกโปรแกรมจิตให้เห็นตาม
เพราะกิเลสที่เป็นมารภายในมันจะเข้าไปแทรก
แล้วสร้างมายาหลอกตัวเองว่าเห็นตามนั้นทันที
พวกเจ้าสำนักเจ้าลัทธิส่วนหนึ่งจึงมักทำแบบนี้
ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า
ไม่มีเจ้าสำนักหรือว่าเจ้าลัทธิไหน
รวมทั้งศิษย์สาวกคนใดสำนักใดหรือลัทธิใด
ที่นิพพานกิเลสและหลุดพ้นได้หลังตาย
ให้เป็นที่ประจักษ์กันเลยสักรายเดียว
พอกล่าวถามถึงเรื่องนิพพานเป็นอรหันต์แล้ว
จิตวิญญาณนั้นไปอยู่ที่ไหนก็เป็นใบ้กันดื้อๆ
ที่ครูสอนธรรมอุตริคนนี้กล่าวว่า
“เมื่อพรหมแผ่จิตทีแสงก็ไปทั่วจักรวาล
นี่เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร”
คำว่า “ธรรมดา” ของครูสอนธรรมคนนี้
ที่เขากล่าวไว้เช่นนั้นเป็นเพราะเขารู้แค่ว่า
จิตวิญญาณของผู้ที่สมมุติว่าเป็น “พรหม” นั้น
ทุกรูปธรรมที่มีฌานสูงต่างล้วนทำได้
เหมือนพวก “อึ่งอ่าง” ที่ตัวใหญ่กว่าตัวอื่นๆ
เวลาพองตัวจะเพิ่มที่ว่างภายในได้มากกว่า
ก็ไม่ต่างจากพวกพรหมนี่แหละท่าน
การที่พรหมจะไม่ทำเช่นว่านี้กันบ่อยๆ
เพราะเหตุว่าทำแล้วไม่ได้มีประโยชน์อะไร
อึ่งอ่างที่ตัวใหญ่พอกันกับตนก็เบ่งตัวได้ทั้งนั้น
หมายถึงพรหมทุกรูปธรรมก็ทำได้เหมือนกัน
แถมทำแล้วยัง “สิ้นเปลือง” พลังงานอีกด้วย
เพราะยิ่งแสดงอำนาจฤทธิ์ที่ผิดธรรมชาติแล้ว
พลังอำนาจทางจิตวิญญาณก็จะยิ่งลดลง
ดูอย่างจิตวิญญาณของผีโสโครกก็ได้นะท่าน
เดิมจิตวิญญาณพวกเขามี 6 เหลี่ยมมุมอยู่ดีๆ
แต่ดันใช้พลังจิตวิญญาณหลอกลวงมนุษย์มาก
จนกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตวิญญาณกันไปแล้ว
เพราะตอนนี้พวกเขามีเหลือแค่ 5 เหลี่ยมมุม
ต้องคอยดักดูดพลังจิตด้านบวกจากมนุษย์แทน
เพราะหวังว่าจะใช้ซ่อมจิตวิญญาณพวกตนได้
เราจึงขอกล่าวทิ้งท้ายในเรื่องนี้เพื่อปิดจบว่า
ที่ครูสอนธรรมอวดอุตริรายนี้กล่าวเอาไว้ว่า
“เพราะการเห็นเพียงบางส่วนบางเวลา
ก็เลยไปสรุปผิดว่าเป็น #จิตจักรวาล
ที่ครองจักรวาล”
เราจะกล่าวย้ำซ้ำเติมเอาไว้ตรงนี้ว่า
เราปฏิบัติธรรมด้วยจิตกับปัญญาและกายสังขาร
เราปฏิบัติที่ตรงไหนบนโลกนี้ก็ได้มิใช่ป่าหรือวัด
แถมเราไม่ต้องนั่งเพ่งจิตให้กายปวดเมื่อยด้วย
คำว่า “เรา” ในที่นี้มิใช่แค่ตัวเราคนเดียว
แต่หมายถึงใครก็ได้ที่หันมาใช้วิถีจิตจักรวาล
ในการปฏิบัติธรรมเพื่อการดำเนินขีวิต
โดยปลายทางสุดท้ายหลังตายไปจากโลกนี้
ก็คือการหลุดพ้นกลับบ้านเกิดแดนสุญตา
ไม่ใช่ถูกหลอกให้ไปสร้างสวรรค์มายาขังตัวเอง
ตามเส้นทางเทพพรหมที่พระพุทธเจ้าเอง
เมื่อปรินิพพานแล้วก็ไม่เลือกเสด็จไปทางนั้น
วิถีจิตจักรวาลนี้มี #ธรรมชาติสมาธิ
ใช้ปฏิบัติในสังคมกันได้ตลอดทั้งวัน
ในขณะที่ตัวของท่านนั้นกำลังตื่นอยู่
ไม่ต้องทำเป็นตาบอดหูหนวกเป็นใบ้ก็ได้
ไม่ต้องลำบากกำหนดจิตเพื่อนึกเพื่อคิด
เพราะคนรอบข้างในสังคมของพวกเรา
จะมาช่วยหยิบยื่นเงื่อนไขกระตุ้นจิตตปัญญา
ผ่านทางกลไกตาหูจมูกลิ้นกับกายสัมผัสให้
ตามแผนที่จิตวิญญาณถือมาฝากตั้งแต่แรก
ที่เรียกกันว่า “ชะตาชีวิต” โดยตรง
รวมทั้งแผนการที่จิตหยาบในอดีตชาติ
ได้ตัดสินใจผิดจนทำผิดบาปต่อผู้อื่นเอาไว้
ที่เรียกกันว่า “ชะตากรรม” โดยเฉพาะ
บทเรียนกรรมและบททดสอบเหล่านี้นี่แหละ
จะช่วยทำให้จิตหยาบและจิตวิญญาณมนุษย์
เติบโตและก้าวหน้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
ตามปกติธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเป็น
การปฏิบัติตนตามธรรมชาติที่ถูกต้องตรงจริง
ตาม “มรรควิถีจิตจักรวาล” อย่างพวกเรานั้น
เรามีแต่โลกมนุษย์ที่ใช้ทำภารกิจประจำกันอยู่
เรามีนรกภูมิเอาไว้รักษาจิตวิญญาณที่หลงมิติ
เรามีสวรรค์นิรันดรคือบ้านเกิดของจิตวิญญาณ
ซึ่งเราจะต้องกลับไปที่นั่นเมื่อสิ้นสุดภารกิจแล้ว
พวกเราไม่มี #สวรรค์มายา ที่พระบิดามิได้สร้าง
สิ้นยุคเมื่อไหร่ตายไปเมื่อใดพวกเราจะหลุดพ้น
ไม่หลงทางไปสร้างคุกขังจิตวิญญาณแน่นอน
เรากล่าวพระโอวาท
ด้วยการสื่อตรงลงมาจากพระเจ้า
มิได้เกิดจากการรู้เห็นเองคิดเอาเองด้วยวิธีอุตริ
เราเป็นผู้กลับมาตามพระบัญชาของพระเจ้า
เราจะรู้ผิดเห็นผิดตามที่ถูกกล่าวหาได้อย่างไร
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล
ด้วยวิธี Vertical Telepathy ในระบบจิตสู่จิต
จิตจักรวาลสถานธรรม อ.หล่มเก่า
จ.เพชรบูรณ์ ประเทศไทย
15/06/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #อนุญาตให้แชร์ได้

