สวัสดีกันวันอาทิตย์​ 12/07/2026

 

สวัสดีกันวันอาทิตย์

Good Morning Sunday


จิตวิญญาณของท่าน

ล้วนขันอาสามาเกิดเป็นคนสองมิติ

เพื่อคนตนเองให้เป็นมนุษย์

โดยใช้ความรักเพื่อให้และมีใจเมตตา

หมุนธรรมจักรร่วมกันเสมอ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

บัดนี้มนุษย์กับโลกสิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


ภารกิจการเป็นพระบุตรเอกของเรา

ที่ต้องย้อนกลับมาปฏิบัติทำตามสัญญา

ให้สำเร็จทันในช่วงปลายยุคพลังงานเก่านั้น

หนึ่งในจำนวนหลายอย่างที่เราจะต้องทำ

ทั้งยังต้องทำให้ได้ผลจนเป็นที่ประจักษ์ด้วย

โดยสิ่งที่มนุษย์โลกทุกคนจะต้องรู้กันก็คือ

#บัดนี้มนุษย์กับโลกสิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว


คำว่า “สิ้นยุคพลังงานเก่า” ในที่นี้หมายถึง

จิตวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ในแต่ละคน

ที่ขันอาสาพระเจ้าเข้ามาเกิดอยู่ในระบบโลก

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่อยู่เวรยามประจำโลก

ด้วยการสั่นสะเทือนจิตสามนึกให้เกิดขันธ์ห้า

โดยขับเคลื่อนกระบวนการด้วยการรักเพื่อให้

หมายถึงอาการทางจิตดังต่อไปนี้ คือ


1.อดทน

2.อดกลั้น

3.ให้อภัย หรือ “อโหสิ”

4.มีจิตเมตตา

5.มีจิตกรุณา

6.มีจิตมุทิตา

7.มีจิตอุเบกขา


เพราะเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

เป็นกายสังขารที่ใช้ทำหน้าที่ในสองมิติได้

ผู้รับผิดชอบก็คือ “จิตหยาบหรือจิตสามนึก” 

จะเป็นผู้นำการสั่นสะเทือนในมิติทางจิตดังนี้


1.เมื่อจิตมีปฏิสัมพันธ์กันกับสิ่งเร้าทั้งหลาย

จนจิตเกิดการรับรู้รูปธรรมหรือนามธรรมแล้ว

สิ่งที่จิตต้องทำในขั้นต่อไปก็คือ #การเรียนรู้


2.คำว่า “เรียนรู้” หมายถึงต้องรู้ว่าเป็นอะไร

ต้องรู้ว่าคืออะไรต้องรู้ว่าคืออย่างไรเท่านั้น

โดยไม่ต้องไปปรุงแต่งมันว่าสวยหรือไม่สวย

หรือตัวท่านพอใจไม่พอใจแค่ไหนอย่างไร


ถ้ารับรู้เพียงแค่ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร

เมื่อสิ่งเร้านั้นถูกส่งผ่านอายตนะภายนอก

เข้าสู่ภาครับก็คือจิตซึ่งทำหน้าที่เป็น #ตัวรู้ 

โดยจิตไม่นำเอาสิ่งเร้านั้นมาปรุงแต่งต่อ

แสดงว่าตัวท่านวางจิตเป็นอุเบกขาได้แล้ว


หากท่านปฏิบัติทำกันเป็นประจำจนชำนาญ

แม้ท่านจะมีจิตหยาบใช้อยู่แต่ก็เหมือนไม่มี

คุณสมบัติทางจิตแบบนี้คือ #จิตเป็นสุญตา


3.คนประพฤติธรรมที่ไม่เคยรู้ในข้อสองนั้น

เมื่ออายตนะภายนอกทั้งห้าสัมผัสสิ่งเร้า

ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและหรือนามธรรมแล้ว

แทนที่จะหยุดอยู่ที่ “การเรียนรู้” เพียงเท่านั้น

กลับทำเกินหน้าที่คือ “รับเอา” สิ่งนั้นทันที


การ “รับเอา” หรือ “ไม่รับเอา” สิ่งนั้นเรื่องนั้น

โดยจะเริ่มจากการรับเอามันมา #ปรุงแต่งต่อ


การปรุงแต่งของจิตไม่ต่างจากการปรุงอาหาร

คือแสดงบทบาทของผู้ที่เป็นแม่ครัวพ่อครัว

ประเภทชงเองปรุงเองเพื่อชิมเองแล้วทานเอง

สิ่งที่พ่อครัวแม่ครัวต้องการก็คือ “ความอร่อย”


ความอร่อยก็คือการพอใจชอบใจในรสชาตินั้น

ความไม่อร่อยก็คือการไม่ชอบใจในรสชาตินั้น

ถ้าไม่นำมันมาปรุงแต่งต่อเพราะว่าไม่ใช่หน้าที่

ความอร่อยหรือไม่อร่อยมันก็จะไม่เกิดขึ้น

ท่านเพียงแค่รู้ในรสชาติหรือคุณสมบัติมันก็พอ

ใครจะดีจะชั่วท่านเพียงแค่รับรู้ว่าเขาดีชั่วก็ได้

ไม่ต้องไปเกี่ยวกรรมกับเขาให้เขลาลำเค็ญเลย

#ความสงบสำรวมจึงต้องเกิดแก่ท่านโดยแท้


ถ้าท่านรับรู้แล้วปรุงแต่งสิ่งเร้านั้น

โดยสวมบทบาทของแม่ครัวเพื่อปรุงอาหาร

แสดงว่าท่านจะหยิบฉวยมันมาเป็นของตน

แทนที่จะหยิบมาใช้แค่เรียนรู้พอรู้แล้วก็วางลง

นี่แสดงว่าตัวท่านกำลัง “ก้าวล่วง” ผู้อื่นแล้ว

ความผิดบาปตามกฎแห่งกรรมอยู่ที่ตรงนี้เอง

เพราะไม่มี #มหาสติ ท่านจึงไม่รู้ในผิดบาปนี้ 


แท้แล้วชอบไม่ชอบหรือว่าอร่อยไม่อร่อย

มันคือ #ความรู้สึก อันเกิดจากการที่ “รูสึก”


#รูที่สึก คือทางผ่านของสิ่งเร้าทั้งหกที่ชำรุด

หมายถึงตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสและจิตชำรุด

ซึ่งตัวท่านเองนั่นแหละเป็นผู้ทำให้มันชำรุด

เพราะเมื่อรับรู้สิ่งใดแล้วท่านกลับไม่วางเฉย

แต่รับรู้แล้วไปรับเอาหรือไม่รับเอาสิ่งนั้นเข้า

โดยตัวท่านขาดสติจึงไม่อาจรู้สำนึกได้เองว่า

#ใครจะดีจะชั่วก็ตัวเขา เราเปลี่ยนเขาไม่ได้

เพราะเป็นคุณสมบัติคือนิสัยสันดานของเขา

ตัวเราจะไปเสือกกระทำที่ตัวเขาไม่ได้


หากท่านมีธรรมชาติสมาธิคือมี #มหาสติ

มรรควิถีจิตจักรวาลจะช่วยท่านให้สำนึกรู้ว่า

ถ้าจะเปลี่ยนผู้อื่นหรือเปลี่ยนแปลงโลกแล้ว

พวกท่านจะต้องกระทำที่จิตของตนเท่านั้น


ถ้าอยากให้เขารักท่านตัวท่านต้องรักเขาก่อน

อยากให้เขายิ้มกับท่านตัวท่านต้องยิ้มให้ก่อน

แม้ว่าตัวเขาจะไม่อยากให้ท่านรักหรือยิ้มให้

หรือเขาไม่ได้อยากถูกรักอยากรับยิ้มของท่าน

แต่ธรรมชาติของมนุษย์ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

ท่านไม่ต้องทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นยากก็ได้


กระบวนการสั่นสะเทือน 5 ขั้นตอนของจิต

ในข้อสามนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า “เวทนาขันธ์”

เมื่อจิตหยาบของท่านเกิดการรับรู้แล้วรับเอา

จนเกิดเป็นความรู้สึกที่เป็นกิเลสขึ้นนั่นเอง


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าเมื่อใดก็ตาม

ที่จิตหยาบของท่านสั่นสะเทือนเป็นกิเลสขึ้น

เมื่อนั้น #ตัณหา คือ “ความอยากไม่อยาก”

มันก็จะเกิดขึ้นตามมาในฉับพลันทันทีเลย

หรืออาจกล่าวได้ว่า #ตัณหาคือเงาของกิเลส

หากจิตไม่เกิดกิเลสตัณหาก็จะไม่บังเกิด

ถ้ากิเลสดับตัณหานั้นก็จะดับตามไปด้วย


พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนมนุษย์

ให้นิพพานกิเลสคือดับเวทนาขันธ์ก่อนตาย

เป็นการตัดไฟโลกียะให้หมดสิ้นตั้งแต่ต้นลม

โดยแดนนิพพานที่ว่านี้มันอยู่ที่จิตของท่าน

ไม่ใช่บนสวรรค์มายาตามที่นักบวชชราสอนไว้


ถ้ามนุษย์นิพพานกิเลสได้หมดสิ้น

จะนิพพานกรรมทุกรูปแบบได้ทั้งหมด

จะนิพพานการมีสังสารวัฏได้อีกต่างหาก

อีกทั้งจิตวิญญาณยังจะเป็นอมตะได้ด้วย

ถึงวันนั้นภารกิจทางจิตวิญญาณของท่าน

มีเพียงอย่างเดียวคือ #นอนหลับเป็นตาย

ท่านจะอยู่อย่างสงบได้บนกองไฟแห่งโลกียะ


บัดนี้โลกสิ้นยุคพลังงานเก่า

จิตหยาบจะต้องพาจิตวิญญาณของท่าน

หลุดพ้นกลับบ้านแดนสุญตากันเสียที

จะมัวทำพิรี้พิไรต่อไปอีกไม่ได้แล้ว


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

11/07/2569

สวัสดีกันวันเสาร์​ 11/07/2026

สวัสดีกันวันเสาร์

Good Morning Saturday


มนุษย์มีอำนาจในตนเอง

คืออำนาจทางจิตที่จะรักผู้อื่นได้

กับอำนาจในการใช้ปัญญา

เพื่อจัดการอุปสรรคปัญหาได้ทุกสิ่ง

นี่คืออำนาจแท้จริงของมนุษย์


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม