พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เราเปิดเผยความจริงที่เกี่ยวกับงานสร้างเอกภพ
ให้เป็น “ห้องทดลอง” ของพระเจ้าที่เล่ามานั้น
ทำให้ทั้งหลายได้เรียนรู้กันแล้วว่า #เอกภพ นี้
#หลักการสร้าง ที่ทรงถือปฏิบัติมี 3 อย่าง คือ
1.ต้องสมดุล
2.ต้องมั่นคง
3.ต้องยั่งยืน
ทั้ง 3 ประการนี้จักต้องสัมพันธ์กันตลอด
หมายความว่าเอกภพคือห้องทดลองใหญ่
ต้องมีคุณสมบัติทั้งสามอย่างนี้ครบถ้วนตลอด
ไม่ว่าจะทรงกำหนดสร้างสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นมา
สิ่งใหม่หรือว่าระบบใหม่นั้นจะต้องสมดุล
จะต้องมั่นคงและดำรงอยู่ในเอกภพอย่างยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน
สิ่งที่ทรงสร้างขึ้นมาใหม่หรือว่าระบบใหม่นั้น
จะต้องไม่ทำให้เอกภพของพระองค์
เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของความเป็นเอกภพ
ทั้งสามประการที่เคยมีอยู่แต่เดิมแล้วไปด้วย
นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า เอกภพ โดยแท้
นัยความหมายสำคัญของคำว่า “เอกภพ” นี้
เราเคยใช้ประโยคสั้นกล่าวถึงเอกภพเอาไว้ว่า
ถ้าเกิดมีที่ใดที่หนึ่งภายในเอกภพอันไพศาลนี้
มีค่าพลังงานเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม
จะมีอีกที่หนึ่งจะมีค่าพลังงานลดลงเองเสมอ
เพื่อทำให้ระบบใหญ่ยังคงสมดุลอยู่ตลอดไป
นี่คือหลักการของเอกภพที่พระเจ้าทรงสร้างไว้
ถ้าใครยังคิดแบบจิตมนุษย์ก็คงยากที่จะเข้าใจ
เราจึงขอสรุปสั้นๆไว้ตรงนี้ว่า
เพราะพระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะทำให้
ห้องทดลองใหญ่หรือเอกภพของพระองค์นั้น
ดำรงคงอยู่ได้อย่างสมดุลมั่นคงและยั่งยืนแล้ว
พระองค์จึงต้องทรงกำหนดสร้างกลไกต่างๆขึ้น
ภายใต้หลักการทั้งหมดที่เรากล่าวมาแล้วนั้น
โดยทรงสร้างเป็นลำดับดังต่อไปนี้ คือ
1.ทรงสร้างกาแล็กซี “ธารสายน้ำนม”
ให้เป็นกาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุดของเอกภพ
เพื่อให้เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวระนาบ
ของห้องทดลองที่จะทรงสร้างขึ้น
2.ทรงต้องทำให้กาแล็กซีเส้นผ่านศูนย์กลาง
มีการเหวี่ยงหมุนรอบแกนกลางของระบบได้
ด้วยการกำหนดสร้างสองระบบสุริยะขึ้นไว้
บนปลายปีกทั้งสองข้างของกาแล็กซีใหญ่นี้
โดยทรงออกแบบให้มี “ดาวพลูโต”
ทำหน้าที่เป็น เศษส่วนของเมอริเดี้ยน
เพื่อสร้างสมดุลกันระหว่างทั้งสองระบบสุริยะ
ในลักษณะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดของระบบ
ด้วยการ “โล้ไปโล้มา” เหมือนการโล้ชิงช้า
เมื่อดาวพลูโตย้ายไปจากระบบสุริยะของตนเอง
จะทำให้ดาวเคราะห์เดิมที่มี 9 ดวงซึ่งสมดุลอยู่
ลดลงไปหนึ่งจึงเหลือแค่เพียง 8 ดวงไปทันที
ทำให้เดิมที่เคยสมดุลอยู่ต้องเสียสมดุลไปด้วย
ทั้งนี้ไม่ได้เสียสมดุลภายในระบบสุริยะของตน
แต่ทำให้สองระบบสุริยะแต่เดิมที่สมดุลกันอยู่
ต้องพลอยเสียสมดุลตามกันไปด้วยอีกต่างหาก
3.เพื่อทำให้เอกภพระบบใหญ่ของพระองค์
สามารถดำรงอยู่อย่างสมดุลมั่นคงและยั่งยืนได้
จึงต้องทำให้กาแล็กซีธารสายน้ำนมดังกล่าวนี้
เหวี่ยงหมุนรอบแกนกลางอย่างต่อเนื่องให้ได้
ซึ่งมันจะยังผลให้กาแล็กซีน้อยใหญ่ในระบบ
พลอยหมุนตามอย่างต่อเนื่องต่อไปชั่วนิรันดร
จึงทรงกำหนดสร้างดาวพลูโตขึ้นมาดังกล่าว
หลักการขั้นต่อไปของพระเจ้าก็คือ
จะทรงทำให้ดาวพลูโตย้ายไปย้ายมา
ระหว่างสองระบบสุริยะอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้
โดยให้มีทิศทางการย้ายระบบและการโคจร
เป็นแบบเครื่องหมาย “อินฟินิตี้” โดยตลอด
จะทรงบันดาลให้เกิดผลดังกล่าวนี้ได้อย่างไร
4.เพื่อให้ทรงบรรลุผลตามที่ทรงปรารถนา
จึงทรงออกแบบให้ดาวโลกของจักรวาลระบบนี้
ทำหน้าที่เป็น #ดวงดาวแห่งผู้นำ ของทั้งระบบ
เป็นผู้ชักพาให้ดาวเคราะห์ของระบบอีกแปดดวง
โคจรหมุนวนไปรอบดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน
ตามที่พวกท่านรู้เห็นกันอยู่จนทุกวันนี้นั่นแหละ
หากตราบใดที่ดาวโลกดวงนี้ไม่เสียสมดุล
สุริยะจักรวาลของโลกทั้งระบบก็จะไม่เสียสมดุล
ผลลัพธ์คือพลูโตซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้โล้ไปมานั้น
ก็จะคงความสมดุลเพื่อทำหน้าที่ของตนต่อไป
ตราบเท่าที่ดาวเคราะห์โลกยังคงสมดุลดังเดิม
5.ถ้าพระองค์จะทรงทำให้ดาวเคราะห์โลก
มีความสมดุลอย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป
เพื่อช่วยสนับสนุนดาวพลูโตให้โล้ไปมาอยู่ได้
จนทำให้กาแล็กซีน้อยใหญ่พันกว่าล้านระบบ
สามารถทำงานกันอย่างต่อเนื่องเป็นนิรันดร์ได้
ทรงมีเพียงวิธีเดียวคือต้องทำให้โลกหมุน
การหมุนรอบตัวเองของโลกอย่างต่อเนื่อง
ด้วยอัตราเร็วคงที่เป็นคำตอบที่พระองค์ทรงรู้ได้
จึงเป็นที่มาของการสร้างเพื่อนร่วมงานของโลก
ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยทำหน้าที่ในการทำให้โลกหมุน
โดยทรงติดตั้งเอาไว้ภายในระบบโลกนี้เลย
เบื้องต้นทรงกำหนดสร้างต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาก่อน
ภายหลังก็ทรงสร้างสัตว์ประจำโลกต่างๆขึ้นมา
ทั้งหมดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช่วยผลิตพลังงานไฟฟ้า
ป้อนให้แก่ดาวโลกเพื่อใช้เป็นพลังขับเคลื่อน
จนทำให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้ถึงบัดนี้
แต่มาภายหลัง
หลักการและเหตุผลที่ทรงใช้ในการสร้าง
โดยระบบและกลไกต่างๆของพระองค์นั้น
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สม่ำเสมอ
โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบโลกนี่แหละ
เช่นสัตว์ใหญ่พวกไดโนเสาร์กินสัตว์เล็ก
ภัยธรรมชาติจากดินน้ำลมไฟสิ่งแวดล้อม
ทำให้ภูมิประเทศของโลกเปลี่ยนไป
จนมีผลกระทบต่อต้นไม้ใหญ่และสัตว์โดยตรง
พลังงานชีวิตที่โลกจะต้องได้จากทุกสรรพสิ่ง
จึงขาดความสมดุลไม่มั่นคงและไม่ยั่งยืน
พระองค์จึงต้องกำหนดสร้างมนุษย์ขึ้นมา
เพื่อให้จิตวิญญาณเข้ามาเกิดอยู่ในระบบโลก
ให้มาช่วยกันใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก
โดยเกิดแล้วไม่ต้องตายคือนานหกหมื่นปีโลก
เพราะถ้าตายแล้วเหลือแต่จิตวิญญาณนั้น
พวกท่านจะผลิตพลังงานช่วยค้ำจุนโลกไม่ได้
จะทำหน้าที่ได้ต้องมี #สองมิติ ครบถ้วนเท่านั้น
(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
30/04/2569
30 เมษายน 2569
วิธีสร้างความสมดุลของเอกภพ ตอนที่ 3
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)