วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หลักการสร้างมิตร

จงรักคนที่เขาไม่รักท่าน
เพื่อเปิดโอกาสให้ท่านได้ทำตนให้พวกเขาเห็นว่า
แท้จริงแล้วท่านนั้นน่ารักกว่าที่เขาคิด 
นี่คือหลักการสร้างมิตร

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

กรรมหนอบาปหนอ

“                                 
จงอย่าดีแต่จะตอบโต้ผู้อื่น
ที่เขาทำไม่ถูกต้องต่อตนเอง
ขณะที่ตนเองกลับไม่เคยระวังปาก
มิให้มีคำกล่าวก้าวล่วงผู้อื่น
กรรมหนอบาปหนอ
                                                               

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ความโลภที่เกิดขึ้นในจิตใจ

ความโลภที่เกิดขึ้นในจิตใจท่าน
คือ การอยากได้ในบางสิ่งที่มากเกินพอ
...ในส่วนที่เกินนั้น...
มันคือสิ่งที่ขาดของคนอื่น
การแย่งเขามาจึงผิดบาป

เหตุแห่งความขัดแย้ง

เพราะมุ่งทำตามอารมณ์
รู้สึกนึกคิดต้องการของตนเท่านั้น 
จึงเกิดความขัดแย้งกันเสมอ 
จงแคร์ความต้องการคนอื่นบ้าง 
สุขสงบจะบังเกิด

ท่านไม่กลัวจะผิดบาปหรือ

ท่านปฏิบัติต่อพระ-นักบวช
อย่างนอบน้อมสำรวม 
เพราะกลัวผิดบาปได้ 
ใยจึงทำเช่นนั้นกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นไม่ได้ 
ท่านไม่กลัวจะผิดบาปหรือ

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

คุณสมบัติของผู้หลุดพ้น


คุณสมบัติของผู้หลุดพ้น
...คือ...
ต้องทำสามเหลี่ยมกับพระบิดา
จิตต้องว่างจากกิเลสตัณหา
ใช้ความรักและปัญญาดำเนินชีวิตเท่านั้น


วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

อนุตรธรรมจากพระโอวาทแห่งองค์จิตจักรวาล


คำสอนซึ่งมนุษย์สอนต่อๆกันมา
ถือปฏิบัติมานานแต่นิพพานไม่ได้
อนุตรธรรมจากพระโอวาทแห่งองค์จิตจักรวาล
เป็นขนมปังที่กินแล้วไม่ต้องตาย

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ผู้เผยพระวจนะเท็จจะปรากฎและแสดงหมายสำคัญ


ผู้เผยพระวจนะเท็จจะปรากฏ
และแสดงหมายสำคัญว่า 
ตนสนทนากับพระเจ้าได้ 
ก็จงอย่าไปเชื่อ  
ของเน่าอยู่ที่ไหน
แร้งกาจะออกันอยู่ที่นั่น

หมายสำคัญว่าจะสิ้นยุค

ก่อนถึงวันนั้น
มนุษย์จะหันหลังให้กับความเชื่อ
จะทรยศหักหลังกัน
จะสู้รบกัน
จะกันดารอาหาร
และแผ่นดินไหว
...นี่คือหมายสำคัญว่าจะสิ้นยุค...

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ฑูตสวรรค์จะมากำจัดต้นเหตุแห่งบาป และคนทำชั่วออกจากระบบโลก

สิ้นยุคแล้ว
ฑูตสวรรค์จะมากำจัดต้นเหตุแห่งบาป
และคนทำชั่วออกจากระบบโลก
ซึ่งเป็นอาณาจักรของพระองค์

แล้วโยนลงไปในบึงไฟที่ลุกโชน 

ถ้าพวกเขาหันกลับมา เราจะช่วยรักษาพวกเขาให้หาย


แม้ได้ดูแต่พวกเขาก็ไม่เห็น 
แม้ได้ฟังแต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจ 
เพราะจิตใจพวกเขาดื้อด้าน 
ถ้าพวกเขาหันกลับมา
เราจะช่วยรักษาพวกเขาให้หาย

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้เราเป็นความสว่างสำหรับแผ่นดินด้านนี้

องค์จิตจักรวาล 
พระผู้เป็นเจ้า
ทรงบัญชาให้เราเป็นความสว่าง
สำหรับแผ่นดินด้านนี้ 
เพื่อจะนำพาความรอด 
ไปจนถึงสุดปลายแห่งแผ่นดินโลก

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563

ถ้าเลือกทางพระบิดา

ถ้าเลือกทางพระบิดา
จงอย่าต่อสู้กับคนชั่วแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
เพราะท่านจะชั่วตามเขาไปด้วย
ผู้ใดตบแก้มขวาก็จงอย่าตบตอบให้มือท่านสกปรก

จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์


ความรัก คือ การให้
ความรักบริสุทธิ์ คือ ให้หรือรัก
โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน

เราต้องรักเขาได้เสมอ 
แม้ว่าเขาจะทำตัวไม่น่ารักกับเราอยู่ก็ตาม

ตราบใดที่ท่านยังรู้สึก "เจ็บปวด"
ที่ถูกเขากระทำไม่ถูกต้องต่อตัวท่านอยู่
แสดงว่าท่านยังรักไม่เป็น...ยังรักไม่จริง
จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์
คือ การมีสำนึกรักตนเอง รักผู้อื่นและสังคม
และการมีสำนึกรักโลกของพระบิดาฯ
ท่านก็ยังคงบกพร่องยังต้องแก้ไขอยู่

ท่านจะอ้างว่ารักได้ทุกคน....
แต่ยกเว้นอีเวรนี่...ไม่ได้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30/04/2020

บททดสอบ "จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์"



ตอบคำถาม : Thaitaishop Karaked

Question :
ไม่ได้เกลียดแต่ก็แค่ไม่อยากอยู่ร่วมกัน
รู้สึกไม่ดีที่อยู่ใกล้ๆ
ก็พยายามหาทางออกห่าง
เพราะเรารู้ว่าฝืนใจตัวเอง
ไปทำให้จิตสามนึกตนเองบกพร่องไปเรื่อยๆ
แบบนี้จะถือว่าเราทำหน้าที่บกพร่องไหมคะ

Answer:
1.มโนกรรม คือ "ไม่อยากอยู่ร่วมกัน"
กายกรรม คือ พยายามหาทางออกห่าง
พฤติกรรมที่แสดงออกถือว่า "ตรงกัน"
ทั้งพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายใน
จึงมิได้เป็นคนไม่มีสัจจะ ไม่ผิดสัจจะ

2.มโนกรรม คือ "รู้สึกไม่ดีที่อยู่ใกล้ๆ"
กายกรรม คือ พยายามหาทางออกห่าง
พฤติกรรมที่แสดงออกถือว่า "ตรงกัน"
ทั้งพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายใน
จึงมิได้เป็นคนไม่มีสัจจะ ไม่ผิดสัจจะ

3.แม้จะสอบผ่านบททดสอบ "สัจจะ" ทั้ง 2 ข้อ
แต่ท่านมาสอบตกบททดสอบอีกบทหนึ่ง
นั่นคือ บททดสอบ
"จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์"

จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์
หมายถึง ต้องรักตนเอง รักผู้อื่น
รักสังคม และรักโลกของพระบิดาฯ

การที่ท่านยังรู้สึกไม่ดีต่อผู้อื่น
การที่ท่านยังไม่อยากอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น
มันก็ไม่ได้ต่างไปจากการที่ตัวท่าน
อดทน อดกลั้น ให้อภัย
ในความไม่น่ารักของเขาไม่ได้นั่นเอง

ต่อให้ท่านปลีกตัวเองออกห่างเขาแล้ว
หรือยังหาทางหนีออกห่างเขาอยู่
ถ้าในจิตใจท่านยังรักคนไม่น่ารักคนนี้ไม่ได้
โดยไม่ต้องถามท่านหรอกว่า
ท่านเกลียดเขารึไม่

เพียงแค่ "ความรังเกียจ" ที่อยู่ในใจท่าน
มันก็ทำให้จิตสามนึกท่านบกพร่องแล้วล่ะ
เมื่อจิตสามนึกบกพร่องท่านก็เป็นมนุษย์ยังไม่ได้

เมื่อเป็นมนุษย์ยังไม่ได้
ท่านก็จะยังนิพพานกรรมไม่ได้

พยายามฝึกต่อไปนะ
เราขอเอาใจช่วย

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30/04/2020

ศาสตร์แห่งอริยะ



"ศาสตร์แห่งอริยะ"
*************************
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

บนเส้นทางแห่งอริยะ
ผู้ปรารถนาจะนำพาจิตวิญญาณของตน
สู่การหลุดพ้นนิพพานไปจากอนันตจักรวาลนั้น

การเป็นสัตว์สังคมอาจทำให้ท่านยุ่งยาก
ในการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นๆอย่างสันติสุข
เนื่องจากท่านต้องใส่ใจในความรู้สึกนึกคิด
และความต้องการไม่ต้องการของคนอื่นๆด้วย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ท่านจงอย่าละทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง
ด้วยการฝืนใจกระทำบางสิ่งเพื่อคนอื่น
เพราะมันจะทำให้ท่านบกพร่องด้านจิตสามนึก
ในข้อหาไม่มีสัจจะและไม่ซื่อตรงนั่นเอง
เนื่องจากปากกับใจท่านมันไม่ตรงกัน

จิตวิญญาณของท่านขันอาสามาเกิดเป็นมนุษย์
เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
จักต้องซื่อต้องตรงตั้งฉากกับพื้น
เพื่อยื่นเหยียดเศียรเกล้าน้อมถวายพระบิดาฯเสมอ
ถ้าท่านมีวาจากับการกระทำไม่ตรงกับใจ
แม้ท่านจะแสดงออกหรือกระทำต่อผู้ใดก็ตาม
มันคือความไม่ซื่อตรงต่อพระองค์ด้วยเช่นกัน
พฤติกรรมมนุษย์มิอาจพ้นจากสายพระเนตรไปได้
แม้มนุษย์จะหลับหูหลับตากระทำชั่วก็ตาม

ดังนั้น
ท่านทั้งหลายจึงต้องรักษาสัจจะ
ด้วยการกล่าวตรงใจทำจริงจังตามที่คิดเสมอ
รู้ก็บอกว่ารู้ จริงก็บอกว่าจริง ใช่ก็บอกว่าใช่
กล่าววาจาออกไปให้ตรงกับที่คิดในใจเท่านั้น

ถ้าหากพิจารณาแล้วว่า
การกล่าวความจริงออกไปจะมีผลเสียเกิดขึ้น
ท่านก็เลือกที่จะไม่กล่าวหรือกล่าวไม่ครบ
โดยเลือกกล่าวความจริงเพียงบางส่วนก็ได้
มันก็ยังมิได้ทำให้ท่านผิดสัจจะหรือไม่ซื่อสัตย์
เพราะท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อไว้ไมตรีต่อกัน
เพื่อรักษาหน้ารักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้
มิได้ทำไปเพื่อหาประโยชน์ส่วนตนแต่อย่างใด
ความผิดบาปก็จะไม่เกิดขึ้นต่อจิตวิญญาณท่าน

นอกจากนั้น
ปัญหาในการใช้ชีวิตเป็นสังคมของมนุษย์
อีกสาเหตุหนึ่งก็คือการไม่เชื่อใจในกันและกัน
คำว่า "ไม่เชื่อใจ" มันมาจากคำสองคำรวมกัน
คือคำว่า "ไม่เชื่อถือ" กับคำว่า "ไม่ไว้ใจ"

เหตุแห่งการไม่เชื่อถือและไม่ไว้ใจมีมากมาย
เช่น ไม่เชื่อถือเพราะเคยโกหกเขามาแล้ว
ที่ไม่เชื่อถือเพราะเขาเคยทำตามแล้วล้มเหลว

เหตุแห่งการไม่ไว้ใจก็มีหลายอย่าง
เช่น ไม่ไว้ใจเพราะเป็นคนแปลกหน้
ไม่ไว้ใจเพราะบุคลิกลักษณะท่าทางมีพิรุธ
ไม่ไว้ใจเพราะมีบางสิ่งชวนสงสัย เป็นต้น

หากท่านสังเกตให้ดีก็จะพบว่
เหตุแห่งการไม่เชื่อถือก็คือเป็นผู้มีประวัติไม่ดี
เหตุแห่งการไม่ไว้ใจเพราะความระแวงสงสัย
ซึ่งใครจะห้ามใครให้เชื่อใจใครไม่เชื่อใจใคร
ก็คงจะห้ามกันขอร้องกันคงจะไม่ได้

ทางออกของคนส่วนใหญ่
ที่มิใช่พฤตินิสัยแห่งผู้เป็นอริยะสมควรทำ
แต่ก็มักจะปฏิบัติกันก็คือการใช้วิธี สาบาน


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

โบราณว่าไว้ว่าวาจาจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
คนที่พูดความจริงก็ไม่ต้องตาย
ถ้าฉลาดใช้ปัญญาในการพูด
คือต้องคิดทุกครั้ง คิดหน้าคิดหลัง
คิดอย่างรอบครอบก่อนที่จะพูดออกมา
มิใช่นึกแล้วพูดโดยพูดทุกสิ่งที่ท่านนึกคิด

ที่ท่านต้องคิดพิจารณาก่อนจะพูดอะไรออกมา
ก็เพื่อค้นหาคำพูดที่สั้นกระชับเข้าใจง่าย
เมื่อกล่าวออกไปแล้วไม่ทำให้คนฟังสับสน
กล่าวออกไปแล้วไม่ทำให้คนฟังเข้าใจผิด
กล่าวออกไปแล้วไม่ทำให้คนฟังเสียสมดุล
กล่าวแล้วจะเข้าใจตรงความต้องการของท่าน

ท่านจงอย่ากล่าวคำสาบานเลย
เช่น สาบานว่าข้าฯขอ "เอาหัว" เป็นประกัน
ถ้าท่านยังไม่สามารถสั่งเส้นผมของท่าน
ให้เปลี่ยนจากสีดำไปเป็นสีหงอกขาว
หรือเปลี่ยนจากสีหงอกขาวให้เป็นสีดำ
ได้ตามสั่งแม้แต่เพียงเส้นเดียว

ท่านจงอย่ากล่าวคำสาบานเลย
เช่น อ้างเอาสวรรค์มาสร้างความเชื่อใจ
เอาสวรรค์ของสูงมาเป็นสักขีพยาน
เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า
ซึ่งท่านมิบังควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

ท่านจงอย่ากล่าวคำสาบานเลย
เช่น อ้างเอาพระธรณีมาเป็นสักขีพยาน
เพราะพระธรณีเป็นที่วางพระบาทของพระองค์
ซึ่งท่านก็มิบังควรกระทำเช่นเดียวกัน

ท่านทั้งหลายจึงต้องรักษาสัจจะ
ด้วยการกล่าวตรงใจทำจริงจังตามที่คิดเสมอ
รู้ก็บอกว่ารู้ จริงก็บอกว่าจริง ใช่ก็บอกว่าใช่
กล่าววาจาออกไปให้ตรงกับที่คิดในใจเท่านั้น

ถ้ากล่าวเกินไปจากที่ว่านี้แล้ว
คำกล่าวนั้นก็มาจาก "มาร"
มิได้เกิดจาก "ท่าน" แล้วล่ะนะ

กราบพระบาทพระบิดาฯที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30/04/2020