วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2564

จิตวิญญาณและจิตหยาบ

“ ถ้าท่านไม่รู้ว่า

จิตวิญญาณของท่านต้องการให้

จิตหยาบทำอะไร

ไม่ทำอะไร 

การตายแล้วเกิดใหม่ก็มิอาจเลี่ยงพ้น  

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564

สนทนาประสาจิตจักรวาล

สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
หน้าที่สำคัญสูงสุดของ "จิตหยาบ"
ในการดำเนินชีวิตประจำวันตั้งแต่ 3 ขวบ
จนตลอดสิ้นอายุขัยมีดังนี้ คือ
1.การเรียนรู้ที่จะมีชีวิตรอดปลอดภัย
2.การเรียนรู้ที่จะใช้อายตนะและอวัยวะ
3.การเรียนรู้ที่จะใช้จิตสัญชาตญาณ
4.การเรียนรู้ที่จะใช้จิตตปัญญาของสมอง
5.การเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
6.การเรียนรู้ที่จะใช้ความรักเพื่อให้กับทุกคน
ในประดาหน้าที่สำคัญทั้ง 6 ประการนี้
ท่านทั้งหลายมีเวลาให้เรียนรู้ได้
เท่าที่เวลาแห่งชีวิตของท่านยังมีให้ใช้อยู่
ซึ่งมันจะเริ่มต้นเรียนรู้กันอย่างจริงจังได้
ก็ตั้งแต่สมองสองซีกซ้ายขวาของท่าน
มันเชื่อมโยงกันเรียบร้อยแล้วเมื่อครบ 3 ขวบ
การเรียนรู้เพื่อจะพัฒนาตนเอง
ของจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านทั้งหมดนั้น
ล้วนเป็นการกระทำเพื่อจิตวิญญาณทั้งสิ้น
เพราะ "จิตหยาบ" เป็นตัวแทนของ "แก่นแท้"
คือ จิตวิญญาณ ผู้มาเกิดเป็นท่านนี่แหละ
โดยจิตวิญญาณได้แบ่งภาคตนเองออกมา
เป็นกลุ่มพลังงานรวมทั้งสิ้น 189 กลุ่ม
ให้ช่วยทำหน้าที่ขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งกรรม
ที่เป็นรูปธรรมมนุษย์ทั้งชายและหญิงแทนตน
ขณะดำรงชีวิตอยู่ในระบบโลกเสรีนี้
ท่านจักต้องรู้ว่า
รูปธรรมทางพลังงานที่เป็นจิตวิญญาณของท่าน
ผู้เดินทางมาจากแดนจิตจักรวาลนอกด่านนภาลัย
เข้ามาข้างในอนันตจักรวาลเพื่อเกิดเป็นมนุษย์นั้น
ได้ทำการแบกขนพลังงานความรักบริสุทธิ์
จากพระผู้เป็นเจ้าคือ องค์จิตจักรวาล มาด้วย
เพื่อนำข้ามมิติเข้ามามอบให้โลกและทุกสรรพสิ่ง
ในพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง
แต่เนื่องจากเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ที่พวกท่านเรียกขานกันว่า กายสังขาร นั้น
พระบิดาทรงกำหนดให้สร้างขึ้นไว้ในระบบโลก
เพื่อให้จิตวิญญาณหรือพระจิตใช้เป็นเปลือกนอก
หุ้มห่อตนเองไว้ขณะทำหน้าที่อยู่ในระบบโลก
เพราะภารกิจของจิตวิญญาณจะทำสำเร็จได้
ต้องอาศัยเครื่องยนต์แห่งกรรมหรือ "กายหยาบ"
เป็นเครื่องมือแทบทั้งสิ้น
การที่พระบิดาทรงอนุญาตให้จิตวิญญาณ
แบ่งภาคพลังงานตนเองออกมาเป็น "จิตหยาบ"
เพื่อดูแลรับผิดชอบกายหยาบแทนตนนั้น
เหตุผลข้อหนึ่งก็คือเพื่อป้องกันมิให้จิตวิญญาณ
สูญเสียความบริสุทธิ์สมดุลไปจากคุณสมบัติเดิม
มิเช่นนั้นจิตวิญญาณจะหลุดพ้นกลับบ้านมิได้
ดังนั้น
จิตหยาบในแต่ละภพชาติของท่าน
จะเป็นกลุ่มพลังงานกลุ่มใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลย
จิตหยาบจึงจำต้องเรียนรู้โลกในทุกสิ่งทุกด้าน
โดยเฉพาะทั้ง 6 ประการที่เรากล่าวไว้ข้างต้นนั้น
ต้องเรียนรู้เพื่อการทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณ
ให้ประสบความสำเร็จทั้งสองมิติให้ได้
คือมิติทางกายภาพซึ่งเป็นมิติของกายหยาบ
กับมิติทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นมิติของแก่นแท้
หมายความว่า "จิตหยาบ" ของท่าน
จะต้องคนตนเองทั้งสองมิติก็คือ
ดูแลทั้งเครื่องยนต์แห่งกรรมและจิตวิญญาณ
ให้มีการสั่นสะเทือนร่วมกันให้จงได้นั่นเอง
ซึ่งจิตหยาบกับจิตวิญญาณจะเป็นหนึ่งเดียวได้
ความลับก็คือ "จิตหยาบ" ต้องรักเพื่อให้เท่านั้น
จิตหยาบจะสั่นสะเทือนเป็นคุณสมบัติอื่นๆมิได้
จิตหยาบจะสั่นสะเทือนเป็นอาการอื่น
เช่น ตัณหา ราคะ อารมณ์ขยะโลภโกรธหลง
อิจฉา ริษยา ลังเล สงสัย ระแวง เศร้าหมอง ฯลฯ
รวมทั้งความใคร่อันหมายถึง รักเพื่อเอา
จะทำให้จิตหยาบเข้าถึงจิตวิญญาณไม่ได้ทั้งสิ้น
ดังนั้น
ทุกลมหายใจของท่านทั้งหลายตลอดวัน
ท่านจึงต้องเรียนรู้ที่จะรักเพื่อให้กับทุกๆคน
เรียนรู้ที่จะรักจนเป็นนิสัยธรรมชาติของตนให้ได้
เพื่อเปิดประตูมิติให้จิตวิญญาณของท่าน
นำเอาความรักที่อุตส่าห์แบกขนมาจากพระเจ้า
ออกมามอบให้กับโลกเพื่อช่วยให้โลกหมุน
ออกมามอบให้ท่านเองและเพื่อนร่วมโลก
เพื่อช่วยให้โลกและทุกสิ่งสมดุลชั่วกาลนิรันดร์
ถ้าจิตหยาบคือตัวท่านเอง
ไม่สามารถสั่นสะเทือนจิตสามนึกด้านบวก
เพื่อรักคนไม่น่ารักให้ได้
อดทน อดกลั้น ให้อภัยแก่คนที่ร้ายๆไม่เป็น
ไม่มีจิตเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย
จิตวิญญาณของท่านจะเศร้าหมองยิ่งนัก
เพราะเสมือนถูกกักขังอยู่ข้างใน
เนื่องจากจิตหยาบไร้สำนึกทางวิญญาณ
ทำให้ต้องเสียชาติเกิดไปอีกหนึ่งภพชาติ
เพราะมาเกิดได้แต่ทำหน้าที่ของตนไม่ได้
ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้ว่า
การทำอะไรตามความพอใจของตนเอง
เพื่อตอบสนองความต้องการนั่นแหละ
คืออุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นความเป็นหนึ่งเดียว
ระหว่างจิตหยาบกับจิตวิญญาณไว้
การเป็นหนึ่งเดียวกันของสองจิต
มันจะเกิดขึ้นได้ด้วย แรงสั่นสะเทือน ด้านบวก
โดยจิตหยาบต้องยกระดับสภาวะจิต
จากการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นหยาบๆความถี่ต่ำ
จำพวกอารมณ์ขยะรายวันต้องเลิกสั่นมันให้สิ้น
ยิ่งสั่นทางด้านบวกมากเท่าใดยิ่งดีมากเท่านั้น
แต่ถ้าวันๆหนึ่งพวกท่านยังตกเป็นทาสกิเลส
โอกาสเข้าถึงจิตวิญญาณก็จักยิ่งริบหรี่
เท่ากับจิตวิญญาณเสียโอกาสฟรีไปอีกหนึ่งรอบ
จำนวนภพชาติแห่งการเกิดใหม่ของท่านในอดีต
ที่มันต้องมีมากจนนับภพชาติกันไม่ถ้วนนั้น
ล้วนเป็นผลมาจากสาเหตุนี้นี่แหละท่าน
ดังนั้น
จงจำให้ขึ้นใจและจงทำให้ชำนาญด้วยว่า
การสั่นสะเทือนจิตสามนึกเป็น "รักเพื่อให้"
ที่ถูกต้องถ่องแท้ที่จิตวิญญาณต้องการคืออะไร
เพราะเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของท่าน
ที่จะช่วยให้จิตวิญญาณสำเร็จในการนำรักมาให้
และจะช่วยส่งจิตวิญญาณให้หลุดพ้นนิพพาน
คืนกลับบ้านแดนจิตจักรวาลภายนอกเอกภพได้
ภายในภพชาติสุดท้ายนี้ได้เลย
เพราะจิตวิญญาณของท่านทำหน้าที่สำเร็จแล้ว
โดยมีจิตหยาบคือตัวท่านเป็นผู้ช่วยเหลือ
กราบพระบาทพระบิดาฯทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
12/01/2021

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564

สนทนาประสาจิตจักรวาล


สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
การที่ท่านทั้งหลาย
มีจิตวิญญาณมาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกเสรีนี้
มิได้พากันมาเกิดเพราะความบังเอิญ
มิได้มาเกิดกันแบบลมพัดลมเพ
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านทั้งหลายนั้น
มิใช่จิตวิญญาณที่ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยเปื่อย
จู่ๆก็โผล่เข้าไปปฏิสนธิในครรภ์มารดา
พอได้เวลาก็คลอดออกมาเกิดเป็นทารก
พอเติบใหญ่ขึ้นมาก็พบว่า
การมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นมันมีแต่ความทุกข์
ชีวิตประจำวันช่างมากมายด้วยปัญหา
ตั้งแต่เกิดมาจนเฒ่าแก่แลเห็นแต่ทุกข์ทั้งนั้น
อยู่คนเดียวก็ทุกข์ อยู่กับครอบครัวก็ทุกข์
อยู่กับคนมากมายในสังคมก็ยิ่งทุกข์
มองทางไหนก็ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น
จนชวนให้คิดว่า
เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์โลกเสรีนี้ล้วนมีแต่ทุกข์
แล้วจะมาเกิดกันให้ทุกข์ไปทำไม
ตายแล้วจิตวิญญาณไม่ต้องกลับมาเกิดอีกดีกว่า
จึงพยายามค้นหาวิธีที่จะตายแล้วไม่กลับมาเกิดอีก
อันหมายถึงต้องหยุดการมีสังสารวัฏให้ได้นั่นเอง
พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย
ความคิดของพวกท่านดังกล่าวนั้น
เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง
ที่มันผิดพลาดเพราะท่านไม่รู้ความจริงว่า
1.จิตวิญญาณของท่านตั้งใจมาเกิดเป็นมนุษย์
มิใช่มาเกิดเป็นมนุษย์เพราะความบังเอิญ
2.จิตวิญญาณของท่านมาจากแดนจิตจักรวาล
ซึ่งอยู่นอกเอกภพหรือที่เรียกว่า "อนันตจักรวาล"
มิใช่จิตวิญญาณพเนจร
3.จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
เป็นผู้ขันอาสาพระบิดาผู้ให้กำเนิดท่าน
เข้ามาทำหน้าที่มอบความรักให้โลกและทุกสิ่ง
ในบทบาทของ "คนสองมิติ"
4.การได้มาเกิดเป็นมนุษย์ของจิตวิญญาณท่าน
จักต้องเป็นผู้ได้รับโอกาสเท่านั้นจึงจะมาเกิดได้
ซึ่งจิตวิญญาณของพวกท่านจะได้รับโอกาส
ก็ต่อเมื่อพวกท่านต้องรับสัจจะจากพระบิดาฯว่า
ท่านจะยินยอมปฏิบัติตาม พันธะสัญญา 6
ตามที่เราเคยกล่าวต่อพวกท่านไว้บ่อยครั้งแล้ว
โดยจะปฏิบัติอย่างจริงจังมิให้ขาดพร่อง
และสัญญาว่าถ้าครบ 6 หมื่นปีโลกคือสิ้นยุคแล้ว
พวกท่านจะนำพาจิตวิญญาณหลุดพ้นกลับบ้านให้ได้
5.โดยหน้าที่หลักของจิตวิญญาณของท่าน คือ
ต้องการให้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านนี่แหละ
ทำหน้าที่แทนตนเองขณะมีชีวิตเป็นมนุษย์
นั่นคือให้เรียนรู้ที่จะยกระดับจิตสามนึกทางด้านบวก
ด้วยการสั่นสะเทือนเป็นความรักเพื่อให้
เช่น อดทน อดกลั้น และให้อภัย ต่อผู้อื่นเสมอ
จิตที่สั่นสะเทือนเป็นความรักนี่แหละ
จะผลิตสร้างคลื่นพลังงานด้านบวกออกมา
มอบให้แก่โลกและเพื่อนร่วมโลก
ตามภารกิจของจิตวิญญาณของท่านเอง
พลังงานจิตด้านบวกก็คือ ความรักเพื่อให้
ซึ่งอยู่ในรูปของคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก
ชนิดเดียวกันกับคลื่นความถี่สนามแม่เหล็กโลก
6.เพื่อให้จิตหยาบสามารถผลิตพลังงานความรัก
ออกมามอบให้แก่โลกและทุกสรรพสิ่งได้
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านทั้งหลาย
จึงต้องวางแผนออกอุบายเอาไว้
ตั้งแต่ภพชาติแรกก่อนจะเข้ามาเกิดยังโลกเสรีนี้
ด้วยการสร้างบททดสอบจิตสามนึกตนเองขึ้นมา
โดยให้จิตวิญญาณที่พร้อมจะเล่นละครร่วมกัน
เป็นสามีภรรยาบุตรบริวารทั้งหลายในครอบครัว
ช่วยยื่นเงื่อนไขในแผนการทดสอบนั้นๆให้กันและกัน
7.บททดสอบจิตสามนึก
ซึ่งเป็นเงื่อนไขนี้จะมีทั้งด้านลบและด้านบวก
โดยพวกท่านกับคนใกล้ตัวเป็นผู้เขียนกันเอง
เป็นผู้เลือกที่จะเผชิญมันเองด้วยกันทั้งสิ้น
พระบิดาทรงเรียกบทละครของพวกท่าน
ที่ต้องแสดงร่วมกันเป็นครอบครัวนี้ว่า ชะตาชีวิต
บทละคร "ชะตาชีวิต" นี่้
นอกจากจะประกอบด้วยบทบาทที่แต่ละคน
จะต้องเล่นต้องแสดงต้องเลือกที่จะเป็นกันมาแล้ว
มันยังต้องมีเงื่อนไขบททดสอบและบทเรียนต่างๆ
ที่จิตวิญญาณของท่านต้องการเรียนรู้รวมอยู่ด้วย
บททดสอบต่างๆที่พวกท่านเขียนกันมาแสดง
จะถูกใช้เป็นเงื่อนไขกระตุ้นหรือปลุกเร้าให้
จิตหยาบของท่านสั่นสะเทือนเป็นด้านบวกให้ได้
ไม่ว่าเงื่อนไขนั้นจะเป็นลบซึ่งท่านไม่ชอบไม่ถูกใจ
ก็จะต้องสั่นสะเทือนเป็นรักให้ได้อภัยให้เป็นเท่านั้น
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่าน
ชอบที่จะสร้างเงื่อนไขทดสอบตนเองที่ยากๆ
ซึ่งจิตหยาบของท่านจักต้องรับรู้ไว้ด้วยว่า
บททดสอบที่เป็นเงื่อนไขด้านร้ายๆยากๆ
ที่สมาชิกในครอบครัวของท่านทุกคน
จะผลัดกันแสดงออกหรือกระทำต่อท่านนั้น
มันเป็นบทละครที่ตัวท่านเป็นผู้เขียนขึ้นมาเอง
แล้ว "ร้องขอ" ให้พวกเขาช่วยแสดงบทบาทนั้น
เพื่อต้องการทดสอบจิตสามนึกของท่านทั้งสิ้น
ที่ท่านเขียนบทละครร้ายๆกันมา
ก็เพื่อปรารถนาจะผลิตสร้างความรักให้โลก
ในปริมาณที่มากกว่าปกตินั่นเอง
เพราะแก่นแท้ของท่านรู้ดีว่า
ถ้าพวกท่านจะให้อภัยต่อกันและกันได้
เมื่อมีการกระทำไม่ถูกต้องไม่ดีงามต่อกันนั้น
มันจะต้องใช้พลังอำนาจแห่งรักค่อนข้างมาก
ซึ่งความรักที่มากกว่าปกตินี่แหละ
เป็นสิ่งที่จิตวิญญาณของท่านต้องการ
เพื่อมอบให้โลกมากกว่าความรักตามปกติทั่วไป
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
ปัญหาชีวิตส่วนตัวในครอบครัวของท่าน
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านมองว่า
มันเป็นความทุกข์ระทมขมขื่นซึ่งพวกท่านไม่ชอบ
เพราะไม่รู้ความจริงว่ามันเป็นหน้าที่ของท่าน
เมื่อเผชิญกับปัญหาที่คนใกล้ตัวหยิบยื่นมาให้
ท่านจะต้องตอบสนองด้วย ความรัก และปัญญา
มิใช่เห็นปัญหาแล้วเกิดทุกข์เกิดเบื่อหรือเกิดบ้า
เหมือนในอดีตกาลที่ผ่านมา
เพราะท่านรักไม่ได้ ให้อภัยไม่เป็น
เพราะท่านไม่รู้ว่ามันเป็นบทละคร "ชะตาชีวิต"
จึงได้กระทำการต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้าน
คนที่ยื่นเงื่อนไขร้ายๆมาให้ท่านด้วยร้ายเช่นกัน
พวกท่านจึงก่อ "ชะตากรรม" ตามกฎแห่งกรรม
ขึ้นมาทับซ้อน "ชะตาชีวิต" เข้าให้อีก
เพราะ "สอบตกบททดสอบ" ของตนเอง
แล้วโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทกันแทนที่จะรักกัน
นี่ไงล่ะ...คือ ความจริงเบื้องหลังมิติโลก
พวกท่านเห็นบทละครชีวิตและบททดสอบ
ที่ขีดเขียนกันมาเองตามที่เรากล่าวมา
ว่าเป็น "ความทุกข์" ที่ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น
โดยเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงจนสุดโต่ง
จนเป็นเหตุให้พวกท่านพากัน หลงทางนิพพาน
เพราะต้องการหนีไปจากการเกิดเป็นมนุษย์โลก
ด้วยเหตุแห่งการ ติดทุกข์ ติดสุข
จนพากันหลุดลอยไปติดค้างอยู่บนฟ้า
แล้วสร้างแดนสวรรค์มายาขึ้นมารองรับตนเอง
ที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้
เป็นสัจธรรมระดับ อนุตรธรรม
ซึ่งไม่มีพระศาสดาที่เกิดจากโลกพระองค์ใด
จะกล่าวความจริงนี้แก่ท่านทั้งหลายได้
นอกจากพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของพวกท่าน
จะทรงสื่อผ่านเรามาให้กล่าวต่อท่านเท่านั้น
เพราะเหตุนี้แหละ
มนุษย์โลกทั้งหลายจึงมิอาจหลุดพ้นนิพพานได้
เพราะไม่รู้ว่านิพพานแท้คืออย่างไร
และจากการพยายามจะหนีไปจากโลก
ก็เป็นการละทิ้งหน้าที่ละทิ้งพันธสัญญา
ที่ให้ไว้ต่อพระบิดาอย่างน่าตำหนิอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง
จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
จึงไม่มีทางที่จะหลุดพ้นนิพพานได้เลย
ไม่ว่าจะอีกนานสักเท่าใดก็ตาม
หากจิตหยาบของพวกท่านยังงมงายเหลวไหล
และยังไม่ใส่ใจความจริงที่เรากล่าวมานี้
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
11/01/2021