วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2563

ถ้าเลือกทางพระบิดา

ถ้าเลือกทางพระบิดา
จงอย่าต่อสู้กับคนชั่วแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
เพราะท่านจะชั่วตามเขาไปด้วย
ผู้ใดตบแก้มขวาก็จงอย่าตบตอบให้มือท่านสกปรก

จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์


ความรัก คือ การให้
ความรักบริสุทธิ์ คือ ให้หรือรัก
โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน

เราต้องรักเขาได้เสมอ 
แม้ว่าเขาจะทำตัวไม่น่ารักกับเราอยู่ก็ตาม

ตราบใดที่ท่านยังรู้สึก "เจ็บปวด"
ที่ถูกเขากระทำไม่ถูกต้องต่อตัวท่านอยู่
แสดงว่าท่านยังรักไม่เป็น...ยังรักไม่จริง
จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์
คือ การมีสำนึกรักตนเอง รักผู้อื่นและสังคม
และการมีสำนึกรักโลกของพระบิดาฯ
ท่านก็ยังคงบกพร่องยังต้องแก้ไขอยู่

ท่านจะอ้างว่ารักได้ทุกคน....
แต่ยกเว้นอีเวรนี่...ไม่ได้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30/04/2020

บททดสอบ "จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์"



ตอบคำถาม : Thaitaishop Karaked

Question :
ไม่ได้เกลียดแต่ก็แค่ไม่อยากอยู่ร่วมกัน
รู้สึกไม่ดีที่อยู่ใกล้ๆ
ก็พยายามหาทางออกห่าง
เพราะเรารู้ว่าฝืนใจตัวเอง
ไปทำให้จิตสามนึกตนเองบกพร่องไปเรื่อยๆ
แบบนี้จะถือว่าเราทำหน้าที่บกพร่องไหมคะ

Answer:
1.มโนกรรม คือ "ไม่อยากอยู่ร่วมกัน"
กายกรรม คือ พยายามหาทางออกห่าง
พฤติกรรมที่แสดงออกถือว่า "ตรงกัน"
ทั้งพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายใน
จึงมิได้เป็นคนไม่มีสัจจะ ไม่ผิดสัจจะ

2.มโนกรรม คือ "รู้สึกไม่ดีที่อยู่ใกล้ๆ"
กายกรรม คือ พยายามหาทางออกห่าง
พฤติกรรมที่แสดงออกถือว่า "ตรงกัน"
ทั้งพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายใน
จึงมิได้เป็นคนไม่มีสัจจะ ไม่ผิดสัจจะ

3.แม้จะสอบผ่านบททดสอบ "สัจจะ" ทั้ง 2 ข้อ
แต่ท่านมาสอบตกบททดสอบอีกบทหนึ่ง
นั่นคือ บททดสอบ
"จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์"

จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์
หมายถึง ต้องรักตนเอง รักผู้อื่น
รักสังคม และรักโลกของพระบิดาฯ

การที่ท่านยังรู้สึกไม่ดีต่อผู้อื่น
การที่ท่านยังไม่อยากอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น
มันก็ไม่ได้ต่างไปจากการที่ตัวท่าน
อดทน อดกลั้น ให้อภัย
ในความไม่น่ารักของเขาไม่ได้นั่นเอง

ต่อให้ท่านปลีกตัวเองออกห่างเขาแล้ว
หรือยังหาทางหนีออกห่างเขาอยู่
ถ้าในจิตใจท่านยังรักคนไม่น่ารักคนนี้ไม่ได้
โดยไม่ต้องถามท่านหรอกว่า
ท่านเกลียดเขารึไม่

เพียงแค่ "ความรังเกียจ" ที่อยู่ในใจท่าน
มันก็ทำให้จิตสามนึกท่านบกพร่องแล้วล่ะ
เมื่อจิตสามนึกบกพร่องท่านก็เป็นมนุษย์ยังไม่ได้

เมื่อเป็นมนุษย์ยังไม่ได้
ท่านก็จะยังนิพพานกรรมไม่ได้

พยายามฝึกต่อไปนะ
เราขอเอาใจช่วย

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30/04/2020

ศาสตร์แห่งอริยะ



"ศาสตร์แห่งอริยะ"
*************************
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

บนเส้นทางแห่งอริยะ
ผู้ปรารถนาจะนำพาจิตวิญญาณของตน
สู่การหลุดพ้นนิพพานไปจากอนันตจักรวาลนั้น

การเป็นสัตว์สังคมอาจทำให้ท่านยุ่งยาก
ในการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นๆอย่างสันติสุข
เนื่องจากท่านต้องใส่ใจในความรู้สึกนึกคิด
และความต้องการไม่ต้องการของคนอื่นๆด้วย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ท่านจงอย่าละทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง
ด้วยการฝืนใจกระทำบางสิ่งเพื่อคนอื่น
เพราะมันจะทำให้ท่านบกพร่องด้านจิตสามนึก
ในข้อหาไม่มีสัจจะและไม่ซื่อตรงนั่นเอง
เนื่องจากปากกับใจท่านมันไม่ตรงกัน

จิตวิญญาณของท่านขันอาสามาเกิดเป็นมนุษย์
เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
จักต้องซื่อต้องตรงตั้งฉากกับพื้น
เพื่อยื่นเหยียดเศียรเกล้าน้อมถวายพระบิดาฯเสมอ
ถ้าท่านมีวาจากับการกระทำไม่ตรงกับใจ
แม้ท่านจะแสดงออกหรือกระทำต่อผู้ใดก็ตาม
มันคือความไม่ซื่อตรงต่อพระองค์ด้วยเช่นกัน
พฤติกรรมมนุษย์มิอาจพ้นจากสายพระเนตรไปได้
แม้มนุษย์จะหลับหูหลับตากระทำชั่วก็ตาม

ดังนั้น
ท่านทั้งหลายจึงต้องรักษาสัจจะ
ด้วยการกล่าวตรงใจทำจริงจังตามที่คิดเสมอ
รู้ก็บอกว่ารู้ จริงก็บอกว่าจริง ใช่ก็บอกว่าใช่
กล่าววาจาออกไปให้ตรงกับที่คิดในใจเท่านั้น

ถ้าหากพิจารณาแล้วว่า
การกล่าวความจริงออกไปจะมีผลเสียเกิดขึ้น
ท่านก็เลือกที่จะไม่กล่าวหรือกล่าวไม่ครบ
โดยเลือกกล่าวความจริงเพียงบางส่วนก็ได้
มันก็ยังมิได้ทำให้ท่านผิดสัจจะหรือไม่ซื่อสัตย์
เพราะท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อไว้ไมตรีต่อกัน
เพื่อรักษาหน้ารักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้
มิได้ทำไปเพื่อหาประโยชน์ส่วนตนแต่อย่างใด
ความผิดบาปก็จะไม่เกิดขึ้นต่อจิตวิญญาณท่าน

นอกจากนั้น
ปัญหาในการใช้ชีวิตเป็นสังคมของมนุษย์
อีกสาเหตุหนึ่งก็คือการไม่เชื่อใจในกันและกัน
คำว่า "ไม่เชื่อใจ" มันมาจากคำสองคำรวมกัน
คือคำว่า "ไม่เชื่อถือ" กับคำว่า "ไม่ไว้ใจ"

เหตุแห่งการไม่เชื่อถือและไม่ไว้ใจมีมากมาย
เช่น ไม่เชื่อถือเพราะเคยโกหกเขามาแล้ว
ที่ไม่เชื่อถือเพราะเขาเคยทำตามแล้วล้มเหลว

เหตุแห่งการไม่ไว้ใจก็มีหลายอย่าง
เช่น ไม่ไว้ใจเพราะเป็นคนแปลกหน้
ไม่ไว้ใจเพราะบุคลิกลักษณะท่าทางมีพิรุธ
ไม่ไว้ใจเพราะมีบางสิ่งชวนสงสัย เป็นต้น

หากท่านสังเกตให้ดีก็จะพบว่
เหตุแห่งการไม่เชื่อถือก็คือเป็นผู้มีประวัติไม่ดี
เหตุแห่งการไม่ไว้ใจเพราะความระแวงสงสัย
ซึ่งใครจะห้ามใครให้เชื่อใจใครไม่เชื่อใจใคร
ก็คงจะห้ามกันขอร้องกันคงจะไม่ได้

ทางออกของคนส่วนใหญ่
ที่มิใช่พฤตินิสัยแห่งผู้เป็นอริยะสมควรทำ
แต่ก็มักจะปฏิบัติกันก็คือการใช้วิธี สาบาน


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

โบราณว่าไว้ว่าวาจาจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
คนที่พูดความจริงก็ไม่ต้องตาย
ถ้าฉลาดใช้ปัญญาในการพูด
คือต้องคิดทุกครั้ง คิดหน้าคิดหลัง
คิดอย่างรอบครอบก่อนที่จะพูดออกมา
มิใช่นึกแล้วพูดโดยพูดทุกสิ่งที่ท่านนึกคิด

ที่ท่านต้องคิดพิจารณาก่อนจะพูดอะไรออกมา
ก็เพื่อค้นหาคำพูดที่สั้นกระชับเข้าใจง่าย
เมื่อกล่าวออกไปแล้วไม่ทำให้คนฟังสับสน
กล่าวออกไปแล้วไม่ทำให้คนฟังเข้าใจผิด
กล่าวออกไปแล้วไม่ทำให้คนฟังเสียสมดุล
กล่าวแล้วจะเข้าใจตรงความต้องการของท่าน

ท่านจงอย่ากล่าวคำสาบานเลย
เช่น สาบานว่าข้าฯขอ "เอาหัว" เป็นประกัน
ถ้าท่านยังไม่สามารถสั่งเส้นผมของท่าน
ให้เปลี่ยนจากสีดำไปเป็นสีหงอกขาว
หรือเปลี่ยนจากสีหงอกขาวให้เป็นสีดำ
ได้ตามสั่งแม้แต่เพียงเส้นเดียว

ท่านจงอย่ากล่าวคำสาบานเลย
เช่น อ้างเอาสวรรค์มาสร้างความเชื่อใจ
เอาสวรรค์ของสูงมาเป็นสักขีพยาน
เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า
ซึ่งท่านมิบังควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

ท่านจงอย่ากล่าวคำสาบานเลย
เช่น อ้างเอาพระธรณีมาเป็นสักขีพยาน
เพราะพระธรณีเป็นที่วางพระบาทของพระองค์
ซึ่งท่านก็มิบังควรกระทำเช่นเดียวกัน

ท่านทั้งหลายจึงต้องรักษาสัจจะ
ด้วยการกล่าวตรงใจทำจริงจังตามที่คิดเสมอ
รู้ก็บอกว่ารู้ จริงก็บอกว่าจริง ใช่ก็บอกว่าใช่
กล่าววาจาออกไปให้ตรงกับที่คิดในใจเท่านั้น

ถ้ากล่าวเกินไปจากที่ว่านี้แล้ว
คำกล่าวนั้นก็มาจาก "มาร"
มิได้เกิดจาก "ท่าน" แล้วล่ะนะ

กราบพระบาทพระบิดาฯที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30/04/2020

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

เมื่อมีคำถาม ก็มีคำตอบ



ตอบคำถาม : LoveIs All Around

กราบเรียนถามท่านอาจารย์ค่ะ

ในการรักษาสัจจะ
โดยต้องพูดให้ตรงกับใจที่คิด 
กับการไม่เบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก 
มุ่งถือศีล กินเจ ปฏิบัติธรรม

ก่อนที่จะได้พบเจอท่านอาจารย์ยังกินเนื้อสัตว์ 
เกิดมาแล้วก็ถือปฏิบัติตามครอบครัว ตามสังคม 
โดยไม่ได้นึกคิดสิ่งใด ปฏิบัติตามๆกันมา 
จนได้มาเรียนรู้จากท่านอาจารย์และจิตจักรวาล 
จึงมุ่งปฏิบัติตามวิถีจิตจักรวาล 
ละการเบียดเบียน

แต่ในขณะที่ทำอาหาร
ก็ยังติดในรสชาติและรสสัมผัส
ของอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ 
จึงทำเลียนแบบ หรือในบางครั้ง บางแว่บ 
เจออาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์แล้ว
มีความอยากทานอาหารนั้นขึ้นมา 
ก็พยายามปลอบใจ ข่มใจ สอนใจ 
ที่จะลด ละ เลิก หลีกเลี่ยงที่จะเบียดเบียน 
โดยใช้คำสอนของท่านอาจารย์
มาเป็นหลักที่จะไม่เบียดเบียน
พี่น้องเพื่อนร่วมโลก

Question 1 :
ช่นนี้แล้ว 
ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับใจ 
เป็นการผิดสัจจะเป็นการทำผิดบาป
โดยการหลอกลวงตนเองหรือไม่คะ
กับการทำตามใจเมื่อมีความอยากผุดขึ้นมา 
ก็จัดการอาหารตรงหน้าให้ตรงกับทึ่ใจคิด

Answer :

1.ถ้าใจ "อยาก" จะกินเลือดเนื้อสัตว์
แล้วใช้วิธีบังคับ "ข่มใจ" ที่กำลังอยากจะกินนั้นไว้
มิให้แสดงพฤติกรรมการกินไปตามความอยาก
ตามที่มรรควิถีจิตจักรวาลสอนไว้
ก็ยังถือเป็นความ "ผิดบาป" แน่นอน

เพราะกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นที่ "มโนกรรม"
ตรงที่จิตอยากจะกินเลือดเนื้อของสัตว์นั้นไปแล้ว
แม้กายกรรมจะยังมิได้แสดงออกหรือกระทำ
เพราะถูกเก็บกดเอาไว้ก็ตาม

2.ถ้าใจ "อยาก" จะกินเลือดเนื้อของสัตว์
แล้วใช้วิธี "สอนจิตตนเอง" ที่กำลังอยากจะกิน
ให้รู้สำนึกว่ามันเป็นสิ่งอันไม่ควรประพฤติ
โดยมีเหตุผลให้ตนเองและตนยอมรับเหตุผลนั้นได้
จนฆ่าความอยากจะกินหมดสิ้นไปจากใจได้จริง
ก็ไม่ถือเป็นการ "ผิดบาป" แต่อย่างใด

3.การผิดสัจจะก็คือ
การพูดหรือทำไม่ตรงกับสิ่งที่ตนกำลังนึกคิดอยู่
แต่การนึกอยากจะกินแล้วเปลี่ยนใจเป็นไม่กิน
แล้วท่านก็ไม่กินเนื้อสัตว์นั้นจริงๆ
ตามที่จิตสุดท้ายสั่งว่าไม่กินตามเงื่อนไขข้อ 2.นั้น
ท่านคิดว่ามันผิดสัจจะที่ตรงไหนล่ะ

Question 2 :
การคิดว่าไม่คิด 
คือ การหลอกตนเองหรือไม่คะ
ในขณะที่บางแว่บผุดขึ้นมาในความคิด 
ควรสอนตนเองอย่างไรคะ

Answer :

การคิดว่า "ไม่คิด" มิใช่การหลอกตนเอง
แต่เป็นการ "บอกตนเอง" ว่าไม่คิด

เป็นนิสัยของพวกที่ "ไม่อะไรกับอะไร"
จนทั้งชีวิตไม่มีการเรียนรู้อะไรเลย
การพัฒนาจิตปัญญาจึงไม่เกิดขึ้น
ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณจึงไม่มี
เพราะกลัวว่าถ้าไปอะไรกับอะไรเข้าแล้ว
มันจะทำให้จิตตกสติแตก

คนพวกนี้จึงบกพร่อง 2 อย่าง คือ
1.บกพร่องด้านการเรียนรู้
2.บกพร่องด้านการฝึกมหาสติ
เพราะกลัวว่า "จิต" จะไปมีอะไรกับอะไรเข้า

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
26/04/2020

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563

กรรมอันเกิดจากการ " ก้าวก่ายล่วงเกิน " ผู้อื่น

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

กรรมที่ท่านทั้งหลายในระบบโลกเสรีนี้กระทำผิดบาปต่อกันมากที่สุด 
คือกรรมอันเกิดจากการ ก้าวก่ายล่วงเกิน ผู้อื่น
แล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียสมดุลทางจิตใจ
ไม่ว่าจะกระทำไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
ล้วนแล้วแต่เป็นความผิดบาป
ที่จิตวิญญาณของท่านต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น

เนื่องจากมนุษย์เป็น "คนสองมิติ"
คือมิติของกายหยาบกับมิติของจิตวิญญาณ
พฤติกรรมของการก้าวก่ายล่วงเกินกันและกัน
จึงมีผลกรรมเกิดขึ้นทั้งสองมิติเสมอ

ถ้าท่านก้าวก่ายล่วงเกินกันในมิติโลกด้านกายภาพ
ที่ทั้งเขาและเราสัมผัสรู้ดูเห็นได้ด้วยอายตนะ
ซึ่งเป็นการแสดงออกด้วยการกระทำและคำพูด
จะเป็น" เงื่อนไข" ให้ฝ่ายผู้ที่ถูกท่านกระทำ
เกิดการสั่นสะเทือนทางจิตใจไปทางด้านลบ
เป็นความโกรธเคืองขุ่นใจไม่พอใจไปด้วย

อาการทางจิตด้านลบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ
เกิดจาก "เงื่อนไขลบ" ที่ท่านกระทำต่อเขา
จนยังผลให้จิตของเขาที่สงบสมดุลอยู่แต่เดิม
ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนสูงสุดทางด้านบวกอยู่
ถูกกระตุกหรือกระชากให้สั่นสะเทือนไปทางต่ำ
จิตจะเปลี่ยนจากสุขสงบเป็นอารมณ์ "ขยะ" แทน

พฤติกรรมการ "ก้าวก่ายล่วงเกิน" กัน
เรามีตัวอย่างให้ท่านได้เรียนรู้ดังนี้ คือ

1.การทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่น
ให้เกิดความทุกข์ทรมาน

2.การโกหกหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อ
เพื่อประโยชน์สุขของตนหรือความคึกคะนอง

3.การก้าวก่ายผู้อื่นที่มิใช่หน้าที่ของตนเอง
จนทำให้เขาไม่สามารถทำหน้าที่ของเขาได้
เพราะไปทำให้เขาเกิดความสับสนวุ่นวายใจ
หรือทำให้เขาเกิดความไม่พอใจ
ในการ เสือกแส่ ของท่านเอง

4.การใช้อำนาจเหนือนำผู้อื่น
เพื่อให้เขาจำต้องตกเป็นทาสของท่าน
คือเขาต้องทำตามความต้องการของท่านโดยไม่สามารถจะเป็นตัว
ของตัวเองได้

ส่วนมากมนุษย์จะเรียกวิธีการนี้ว่า
การจูงใจ (Motivation) ซึ่งมี 2 แบบ คือ
การจูงใจ หมายถึง การใช้ "รางวัลด้านบวก"
ชักจูงให้ผู้อื่น "อยากได้" รางวัลที่นำมาล่อลวง
โดยแลกกับการให้เขาทำในสิ่งที่ท่านต้องการ

การจูงใจ หมายถึง การใช้ "รางวัลด้านลบ"
ชักจูงให้ผู้อื่น "ไม่อยากได้" รางวัลที่นำมาขู่
เช่น ขู่ว่าจะถูกลงโทษ ขู่ว่าจะเสียประโยชน์
โดยแลกกับการที่เขาต้องไม่ทำ
ในสิ่งที่ท่านไม่ต้องการให้เขาทำนั่นเอง

หากท่านสังเกตให้ดีจะเห็นว่า
ไม่ว่าจะเป็นรางวัลด้านบวกหรือลบ
จากการใช้วิธีจูงใจในแบบที่ว่านี้
มันเป็นการใช้อำนาจภายนอกของคนๆนั้น
ไปบังคับข่มขืนใจให้เขาต้องทำหรือไม่ทำ
ในสิ่งที่ท่านต้องการหรือที่ท่านไม่ต้องการ
อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง

โดยที่เขาจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของท่าน
จนมิอาจใช้จิตสามนึกของตัวเองได้เลยว่า
ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์นั้นๆ
เขาควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใดบ้าง
เขาควรทำในสิ่งที่สมควรทำนั้นอย่างไร
ทำไมเขาจึงต้องทำหรือต้องไม่ทำสิ่งนั้น

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

การใช้อำนาจเหนือด้วยวิธีจูงใจผู้อื่น
ให้ทำตามสิ่งที่ท่านต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือว่าด้านลบ
มันผิดบาปตรงที่ตัวผู้ใช้อำนาจเหนือ
ปิดกั้นการใช้ จิตสามนึก หรือ จิตตปัญญา
ของพี่ๆน้องๆของท่านเอง
จนเป็นอุปสรรคต่อการเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
เพราะพวกท่านทุกคนมีหน้าที่ต้องคนตนเอง
ให้เป็นมนุษย์ที่ใช้สติปัญญาของตนเองได้
ในการดำเนินชีวิตประจำวันร่วมกันกับผู้อื่น

ถ้าท่านเป็นเหตุให้คนอื่นๆเป็นมนุษย์ไม่ได้
พี่ๆน้องๆของท่านจะเป็นมนุษย์ไม่สำเร็จ
จะเป็นได้แค่สัตว์ประจำโลกเหมือนสัตว์ทั่วไป
เพราะสัตว์ไม่มีจิตสามนึกหรือจิตปัญญาให้ใช้
พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยสัญชาตญาณ
และทำตามมนุษย์ได้ด้วยรางวัลจูงใจ
ที่เป็นอาหารมาล่อหรือไม่ก็ไม้เรียวคอยเฆี่ยนตี

แน่นอนว่า
ทั้งมนุษย์ทั้งสัตว์นั่นแหละ
ไม่มีผู้ใดหรอกที่จะพอใจเมื่อถูกบังคับ
ที่จะเต็มใจทำในสิ่งที่ตนไม่อยากทำ
พวกเขาจะเสียสมดุลทางจิตใจแน่นอน

แม้แต่รายที่ดูเหมือนจะพอใจทำตาม
ในสิ่งที่ท่านต้องการ
แต่แท้จริงแล้วพฤติกรรมของเขาแค่ภาพลวงตา
เนื่องจากเขาจำใจทำเพราะอยากได้รางวัลที่ล่อ
ถ้าไม่มีรางวัลให้เขาก็จะไม่ทำหรือไม่ขยันทำ
ถ้าให้รางวัลล่อใจน้อยๆเขาก็จะทำแต่น้อย
อีกทั้งยังเป็นการบังคับให้พวกเขาไม่มีสัจจะ
โดยสิ่งที่เขาแสดงออกมาภายนอกกับที่อยู่ในใจ
มันไม่สอดคล้องตรงกันนั่นแหละท่าน

วิธีการจูงใจผู้อื่นให้ทำตามท่าน
โดยปิดกั้นความเป็นตัวของตัวเองของผู้อื่นไว้
มันจึงเป็นความผิดบาปทั้งผู้จูงและผู้ถูกจูง
ซึ่งความผิดบาปจากกรรมก้าวล่วงที่ว่านี้
มนุษย์ส่วนใหญ่ที่นิยมการจูงใจเป็นเครื่องมือ
และผู้ที่ยินยอมพร้อมใจให้เขาจูง
ล้วนก่อกรรมทำผิดบาปกันมาซ้ำซากมากมาย

ต่อให้ประพฤติตนเป็นคนดีมีศีลธรรมแค่ไหน
หากกรรมก้าวล่วงในข้อนี้ยังมีอยู่
อย่างไรเสียท่านผู้นั้นก็ยังหลุดพ้นมิได้
ซึ่งหากพิจารณาให้ดีแล้วกรรมที่ว่านี้
มันมากพอๆกับการชอบ "เสือก-แส่" เรื่องผู้อื่น
ทั้งๆที่มิใช่กงการอะไรของตัวเองนั่นแหละ

"เสือก" สอนสังฆราช
"แส่" หาเรื่องใส่ตัว
"สอด" รู้สอดเห็น

พฤติกรรมขยะเหล่านี้เกิดได้ง่ายมาก
เมื่อเกิดแล้วกระทำแล้ว
จิตวิญญาณของท่านจะเกี่ยวกรรมกัน
กับผู้ที่ท่านไปเสือก-แส่-สอด 
จนเกิดวิบากกรรมส่วนตน
บนชะตากรรมร่วมกันทับซ้อนกันต่อไป
ซึ่งจะต้องจูงมือกันมาเกิดใหม่
เพื่อปรับปรุงแก้ไขตนเองให้สิ้นกรรม

ดังนั้น
ตลอดเวลาที่ท่านใช้ชีวิตอยู่ในสังคม
สิ่งที่ท่านต้องไม่ประพฤติโดยเด็ดขาด คือ

1.อย่าเที่ยวเสือกเรื่องของคนอื่นพร่ำเพรื่อ

2.อย่า "ปากพล่อย" เที่ยววิตกวิจารณ์คนอื่น
โดยไม่พิจารณาความจริงให้ถ่องแท้ก่อน
หรือยังมีภูมิรู้ ภูมิธรรม ภูมิปัญญา ไม่แข็งแรง

ส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมปากพล่อย
ซึ่งเป็น "พฤติกรรมขยะ"
(Un-acceptable Behavior)
มันเกิดที่ปากซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมาก
เพราะคนปากพล่อยมักไม่คิดก่อนพูด
เพราะมีสติพอที่จะพูดอะไรออกมาได้
แต่ไม่มีสัมปชัญญะปัญญา
จึงไม่รู้ว่าไหนควรพูดไหนไม่ควรพูด

พวกนักพูดนักวิจารณ์นักบริหาร
ที่ตกม้าตายมามากมายกลายเป็นปากพาจน
ก็เป็นคนในแบบที่เราว่ามานี้ทั้งนั้น

ดังนั้น
จงระวังให้จงหนักเถิดว่า...อย่าปากพล่อย
เที่ยวแส่ สอด เสือก เรื่องของคนอื่น
เพราะว่าร้อนวิชา-อวดรู้
เพราะว่าอยากมีส่วนร่วมแต่ไม่สำรวม
เพราะว่าปากหม... (ปีจอ) เห่าไปเรื่อย
ฯลฯ

3.อย่าทำเป็นคนอวดรู้โดยขาดการถ่อมใจ
เพราะท่านมีหน้าที่เรียนรู้อะไรๆในโลกนี้
มิใช่ให้ทำตนอวดผู้อื่นว่าท่านรู้อะไรๆ
อันจะยังความหมั่นไส้ให้กับผู้อื่นได้
ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นเขาเสียสมดุลไป

4.จงอย่าอิจฉาตาร้อนผู้อื่น
เมื่อเห็นเขาเก่งกว่า ฉลาดกว่า มีมากกว่า
เพราะมันจะทำให้ท่านจิตตกคือเสียสมดุล
อันเป็นบาปกรรมที่กระทำผิดต่อตัวเอง
ด้วยความโง่เง่าและงี่เง่าเป็นที่สุด

5.จงอย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น
เพราะมันจะทำให้จิตวิญญาณของท่านเอง
และของผู้ที่ถูกท่านนินทาว่าร้ายไม่มีความสุข
เนื่องจากจิตวิญญาณของพวกท่าน
สามารถสื่อสารถึงกันได้ตลอดเวลา
แม้ว่าจิตหยาบจะไม่รู้เรื่องกันก็ตาม

คำว่า "นินทา" หมายถึงการกล่าวร้าย
การพูดถึงเรื่องไม่ดีไม่เป็นมงคลของคนอื่น
โดยเจ้าตัวที่ถูกกล่าวถึงมิได้อยู่ตรงนั้นด้วย
ซึ่งเขาคนนั้นไม่อาจแก้ต่างแก้ตัวแก้ไข
ในสิ่งที่เขากำลังถูกนินทาว่าร้ายนั้นได้

6.จงอย่าอวดฉลาดทำแต่เรื่องโง่ๆ
เห็นคนอื่นเขามีข้อขัดข้องขัดแย้งกัน
ก็เข้าไปเกี่ยวกรรมกับพวกเขาด้วย
โดยใช้อารมณ์รู้สึกนึกคิดและมุมมองของตน
ไปยืนแอ่นลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เพราะว่ามีบางสิ่งของฝ่ายที่ตนเข้าข้างนั้น
มัน "ถูกจริต" ต้องใจของท่านเป็นอันมาก

นอกจากท่านจะผิดบาปและต้องเกี่ยวกรรม
กับฝ่ายที่ไม่พอใจการกระทำของท่าน
จนจะทำให้จิตวิญญาณของท่านเดือดร้อน
ตามกฎแห่งกรรมของโลกแล้ว
คุณค่าความเป็นมนุษย์ของท่านก็จะเสื่อม
จนกลายเป็นขยะอีกชิ้นหนึ่งบนโลกเสรีนี้

เพราะมนุษย์ที่สมดุลและสมบูรณ์
ซึ่งมีคุณค่าต่อโลกเสรีนี้
ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ
1.เป็นคนเก่งจริง
2.เป็นคนฉลาดในทุกมิติ
3.เป็นคนดีแท้
4.เป็นคนกล้าหาญ

กราบพระบาทพระบิดาฯทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
24/04/2020