วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สนทนาประสาจิตจักรวาล


สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
ทรงเป็นผู้ใช้ให้เรากลับมาจุติยังโลกเสรีอีกครั้ง
เพื่อกลับมากล่าว #อนุตรธรรม ความจริง
ในบทบาทพระบุตรเอกของพระองค์
ให้ท่านทั้งหลายได้รู้ความจริงอันสูงสุดนี้
เพราะเป็นความจริงที่พวกท่านทุกคนต้องรู้
ถ้าไม่รู้ก็จะมีอาจหลุดพ้นนิพพานได้ทันเวลา
ก่อนที่พระองค์จะทรงเปลี่ยนโลกสู่ยุคพลังงานใหม่
เนื่องจากความจริงระดับ "อนุตรธรรม" นี้
มนุษย์โลกเสรีทั้งหลายไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้มาก่อน
ไม่มีผู้ใดรู้เป็นเวลายาวนานนับพันๆปีมาแล้ว
เพราะมันเป็นความจริงที่องค์สัพพัญญูก็รู้เองมิได้
นอกจากนั้น
พระองค์ยังทรงมีพระบัญชาให้เรา
มาเปิดเผยความจริงให้รู้ว่าโลกถึงกาลสิ้นยุคแล้ว
มันจะเกิดมหันตภัยพิบัติที่รุนแรงยิ่งกว่ายุคโนอาห์
ซึ่งพวกท่านทั้งโลกจะหนีการเผชิญหน้ามิได้เลย
มีเพียงทางเลือกเดียวคือทุกท่านจะทำอย่างไร
จึงจะเป็นปลาตัวที่ถูกชาวประมงลากอวนมาขึ้นฝั่ง
แล้ว "คัด" ปลาตัวที่ดีมีอนาคตขึ้นเรือ
ส่วนตัวที่เหลือก็จะถูกคัดทิ้งกลับลงไปในทะเล
แน่นอนว่า
พระบิดาฯมิได้ส่งเรามาเพื่อจะพิพากษา
คนที่ได้ยินคำกล่าวพระโอวาทของเราแล้วไม่ทำตาม
เพราะว่าเรามิได้มีหน้าที่มาพิพากษาโลก
แต่เรามาเพื่อจะช่วยให้โลกและท่านทั้งหลายรอด
ให้มีความปลอดภัยจากภัยพิบัติในปฏิบัติการชำระโลก
เนื่องในวาระสิ้นยุคพลังงานเก่า
เพื่อจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่
ถ้าใครปฏิเสธเรา ไม่ยอมรับฟังคำของเรา
ในวันสุดท้ายนั้น "พระโอวาท" พระบิดา
ที่เรากล่าวไว้ทั้งหมดแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขา
เพราะทุกคำกล่าวเรามิได้กล่าวตามใจของเราเอง
แต่เรากล่าวตามพระบิดาฯที่ทรงสื่อผ่านเรามา
ดังนั้น
พระโอวาททุกคำที่เรากล่าวในพระนามพระองค์
จึงเป็นสัจจะความจริงทุกประการ
ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนได้
พระองค์ทรงบัญชาให้เรากล่าวว่าอย่างไร
เราก็กล่าวไปตามที่พระองค์ทรงสื่อถ่ายทอดมา
คำสอนของเรา คือ การชี้ทางรอด
เพื่อให้ท่านปลอดภัยจากการถูกชำระด้วยภัยพิบัติ
และชี้ทางหลุดพ้นนิพพานไปทาง #ด่านนภาลัย
โดยให้ก้าวตามมรรควิถีจิตจักรวาลอย่างมั่นตรง
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้กล่าวความจริงไว้ว่า
( #ยอห์น 12:47-50 )
"เราไม่พิพากษา
คนที่ได้ยินถ้อยคำของเราแล้วไม่ทำตาม
เพราะว่าเรามิได้มาเพื่อพิพากษาโลก
แต่เรามาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด
ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา
จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา
คำที่เรากล่าวนั่นแหละ
จะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย
เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง
แต่พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
เป็นผู้บัญชาเราว่าจะกล่าวอะไรหรือพูดอะไร
เรารู้ว่าพระบัญญัติของพระองค์เป็นนิรันดร์
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดนั้น
เราก็พูดตามที่พระบิดาทรงบอกเรา"
กราบพระบาทพระบิดาฯ
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30/11/2020

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สนทนาประสาจิตจักรวาล


สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ทุกถ้อยธรรมที่เรากล่าวต่อท่านทั้งหลาย
เรากล่าวในพระนามของพระบิดาฯ
ทุกคำกล่าวจึงเป็นพระโอวาทของพระองค์
ทุกคำกล่าวจึงเป็น #สัจธรรม ความจริง
ที่พระองค์ทรงบัญชาให้เรากลับมาอีกครั้ง
เพื่อเข้ามาฉุดช่วยจิตวิญญาณของท่าน
ให้หลุดพ้นนิพพานได้ทันก่อนวันเปลี่ยนยุค
ด้วยการเข้ามาบอกกล่าวเล่าความให้ท่านรู้
ในสิ่งที่ท่านทั้งหลายยัง "ไม่รู้ว่าไม่รู้" แต่ต้องรู้
มิเช่นนั้นจิตวิญญาณของท่านจะหลงทาง
จะลอยเคว้งคว้างอยู่ในอนันตจักรวาลนี้
เพราะหาทางกลับบ้านไม่พบเจอนั่นเอง
โดยเฉพาะสัจธรรมระดับ #อนุตรธรรม
ที่เราเคยกล่าวย้ำต่อท่านทั้งหลายอยู่เนืองๆว่า
ถ้าไม่รู้ความจริงและไม่ยอมรับในเรื่องเหล่านี้
ต่อให้ท่านเป็นคนดี มีศีลธรรม
สั่งสมบุญสร้างทานบารมีเอาไว้มาก
และรักการนั่งกรรมฐานสมาธิเป็นชีวิตจิตใจ
ท่านก็พาจิตวิญญาณหลุดพ้นนิพพานไม่ได้
เรื่องที่ท่านทั้งหลายจะต้องรู้และยอมรับก็คือ
1.จิตวิญญาณของท่านเป็นใคร มาจากไหน
2.จิตวิญญาณของท่านได้รับอนุญาตจากใคร
3.จิตวิญญาณของท่านมาเกิดเป็นมนุษย์ทำไม
4.จิตวิญญาณของท่านมีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดบ้าง
5.จิตวิญญาณของท่านจะทำหน้าที่นั้นๆได้อย่างไร
ความทั้ง 5 ประการนี้
เป็นความจริงขั้นสูงสุดระดับ "อนุตรธรรม"
ที่องค์สัพพัญญูก็ไม่สามารถกล่าวให้ท่านรู้ได้
นอกจากพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
พระผู้เป็นเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งเท่านั้น
ที่จะสามารถบอกกล่าวต่อท่านทั้งหลาย
ด้วยการสื่อผ่านพระบุตรเอกซึ่งเป็นบุตรมนุษย์
ที่เป็นบุตรโทนเพียงคนเดียวของพระองค์ได้
อนุตรธรรมสำคัญทั้งห้าประการนี้
ท่านทั้งหลายจะปฏิเสธโดยไม่รับรู้ไม่ได้
ท่านทั้งหลายเมื่อรับรู้แล้วจะต่อต้านก็ไม่ได้
ท่านทั้งหลายเมื่อรับรู้แล้วจะทำวางเฉยก็ไม่ได้
เราจะขอกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
ถ้าท่านปฏิเสธอนุตรธรรมความจริงทั้งห้านี้
เท่ากับท่านปฏิเสธต้นกำเนิดของตัวท่านเอง
ปฏิเสธการมีพระผู้ให้กำเนิดของตนเอง
ปฏิเสธการมีภูมิลำเนาบ้านเกิดของตนเอง
ปฏิเสธหน้าที่ทางจิตวิญญาณของตนเอง
ปฏิเสธการปฏิบัติตามพันธสัญญา 6
ที่เคยให้สัจจะไว้ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
การปฏิเสธในสิ่งเหล่านี้
มันจะยังผลให้การมาเกิดต้องล้มเหลว
เพราะท่านเป็นเหตุให้จิตวิญญาณของท่าน
1.เป็นผู้พเนจร ไม่มีบ้านเกิดเมืองนอน
2.เป็นลูกกำพร้า เพราะจำพ่อแม่ไม่ได้
3.เป็นคนเหลวไหลเพราะไม่รู้หน้าที่ของตน
4.เป็นคนล้มเหลวเพราะทำหน้าที่ไม่สำเร็จ
5.เป็นผู้ที่จะถูกคัดทิ้งเพราะไร้สัจจะต่อพระองค์
จากการลืมพันธสัญญา 6 นั่นเอง
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เมื่อท่านเป็นเหตุให้จิตวิญญาณของท่าน
กลายเป็นคนไม่มีบ้าน
ท่านจึงจะนิพพานเพื่อหลุดพ้นกลับบ้านไม่ได้
เมื่อท่านเป็นเหตุให้จิตวิญญาณของท่าน
ต้องกลายเป็นลูกกำพร้าไม่มีพ่อแม่
ท่านจึงเป็นเพียงคนพเนจรนอนไหนก็ได้
เพราะไม่มีพ่อแม่ให้โอบอุ้ม
เมื่อท่านเป็นเหตุให้จิตวิญญาณของท่าน
ละเลยหน้าที่ในพันธสัญญา 6
จนเป็นผู้ผิดสัจจะต่อพระผู้เป็นเจ้า
เท่ากับทำให้จิตวิญญาณของท่าน
ผิดบาปอย่างร้ายแรงจนยากแก่การเยียวยา
เพียงเท่านี้จิตวิญญาณของท่าน
ก็มิอาจหลุดพ้นนิพพานได้แล้ว
แต่ถ้าท่านรับฟังพระโอวาทแล้วเกิดสติ
ก็จงเร่งปรับเปลี่ยนจิตสามนึกของท่าน
แล้วยอมรับอนุตรธรรมทั้งหมดที่เรากล่าว
เพื่อปฏิบัติตามมรรควิถีจิตจักรวาล
ด้วยการก้าวเดินไปตามธารสายน้ำนมสีขาว
ซึ่งพระผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณของท่าน
ทรงประทับรอพวกท่านอยู่ที่นั่นตั้งนานแล้ว
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอยืนยันต่อท่านทั้งหลายว่า
แม้ว่าฟ้า​และ​ดิน​จะ​ล่วง​ไป
แต่​บรร​ดา​ถ้อย​คำ​ของ​เรา​ที่กล่าวต่อท่าน
มันจะ​ไม่​สูญ​หาย​เลย....
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
26/11/2020

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ในเครื่องยนต์แห่งกรรม
หรือ "กายสังขาร" ของท่านทั้งหลายนั้น
ทรงประทับอยู่ในแผ่นดินสวรรค์
อันหมายถึงแดนสุญตาที่อยู่นอกเอกภพ
พระองค์ทรงเป็นเสมือนเจ้าของ #สวนองุ่น
และสวนองุ่นของพระองค์ก็คือ #โลกเสรี นี้
การที่พระองค์ส่ง #พระบุตรเอก
เดินทางเข้ามาจุติเป็นมนุษย์ในระบบโลก
ก็เพื่อทำหน้าที่กล่าวพระโอวาทต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามของพระองค์นั่นเอง
ที่ทรงกล่าวต่อมวลมนุษย์ผ่านพระบุตรเอก
อันเป็นอาหารของจิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
ที่ทุกคนต้องรับประทานเพราะทานแล้ว
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านจะไม่ต้องตาย
จิตวิญญาณของท่านจะเป็นผู้มีชีวิตนิรันดร์
การมีชีวิตนิรันดร์หมายถึง
ท่านทั้งหลายจะมีอายุขัยยืนยาว
โดยฝ่ายเนื้อหนังจะไม่มีการเสื่อมสลาย
ท่านจะห่างไกลจากความเฒ่าชรา
พวกท่านจะไม่มีคำว่า #สังสารวัฏ
เมื่อครบ 6 หมื่นปีแล้ว
จิตวิญญาณของท่านก็จะทิ้งกายสังขาร
แล้วเดินทางกลับบ้านด้วยการหลุดพ้น
เพื่อกลับไปกราบพระบาทพระบิดาฯที่ทรงรออยู่
พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย
สัจธรรมจากพระโอวาท
ที่ทรงกล่าวผ่านพระบุตรเอกนั้น
เปรียบดั่งผลองุ่นอันหวานละมุนช่อใหญ่ๆ
จาก "เถาองุ่น" ก็คือ "พระบุตรเอก" นั่นเอง
แต่ที่ผ่านมานานนับพันปีจนบัดนี้
คนส่วนใหญ่มักปฏิเสธอาหารของพระองค์
ที่ทานแล้วจิตวิญญาณจะมีชีวิต
กลับเลือกทานแต่อาหารบำรุงเนื้อหนัง
ซึ่งผลบั้นปลายที่ได้รับคือความตาย
เมื่อตายแล้วก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ไปเรื่อยๆ
อาหารบำรุงเนื้อหนังที่เรากล่าวนี้ก็คือ
สิ่งอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของท่าน
ที่ได้จากการใช้กิเลสตัณหาของจิตหยาบ
แสวงหามันมานั่นแหละท่าน
พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านอีกด้วยว่า
พระองค์ทรงมอบหมายให้
จิตวิญญาณแก่นแท้
ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เข้ามาจุติในระบบโลกเสรีนี้
เพื่อปฏิบัติตามพันธะสัญญา 6 ให้ลุล่วง
โดยทรงอนุญาตให้ท่านทั้งหลายมาทำหน้าที่
ภายในระยะเวลา 6 หมื่นปีโลกเท่านั้น
ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดให้เป็น 1 ยุค
ความจริงที่ท่านต้องรู้ก็คือ
ภายในระยะเวลา 1 ยุค คือ 6 หมื่นปีนี้
จิตวิญญาณผู้ขันอาสาพระองค์เข้ามาจุตินั้น
มิได้เดินทางเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด
แต่ทะยอยกันเดินทางข้ามมิติเข้ามา
ไม่ต่างจากวันทำงานวันเดียวกัน
บางคนก็เริ่มทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า
บางคนก็เข้างานในเวลาเที่ยงวัน
ขณะที่อีกบางคนก็เข้างานในเวลาสี่โมงเย็น
ซึ่งเป็นเวลาชั่วโมงเดียวก่อนเลิกงานเท่านั้น
แต่ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ความจริงไว้ด้วยว่า
ไม่ว่าใครคนไหนจะเข้าทำงานเวลาใดก็ตาม
จะทำงานเต็มวันหรือแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมง
ทุกคนก็จะได้รับค่าจ้างค่าแรงเท่ากันทั้งหมด
จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
ผู้ขันอาสาพระบิดาฯ
เข้ามาทำงานอยู่ในระบบโลกก็เช่นกัน
ใครมาเกิดในภพชาติแรกก่อนหลังใคร
ใครมีจำนวนภพชาติการเกิดมากน้อยกว่าใคร
พระองค์ก็จะทรงจ่ายค่าจ้างให้เท่ากันทั้งนั้น
ค่าจ้างในการมาเกิดเป็นมนุษย์
เพื่อทำหน้าที่ตามพันธะสัญญา 6 ประการ
ก็คือ "การหลุดพ้นกลับบ้าน" แดนจิตจักรวาล
เพื่อกลับไปกราบพระบาทพระบิดาฯ
อย่างพร้อมหน้ากันในวันสิ้นยุคพลังงานเก่า
แต่เรามีความจริงอีกอย่างหนึ่ง
ที่จะขอกล่าวต่อท่านทั้งหลายว่า
จงดูเอาเถิด....
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านที่มาปลายยุค
จะ "หลุดพ้น" ออกไป
จากโลกและอนันตจักรวาลได้ก่อน
รายที่ได้รับโอกาสให้มาเกิดก่อนหรือเป็น "คนต้น"
คนพวกนี้จะหลุดพ้นกลับออกไปได้ทีหลัง
เหตุผลก็คือ "คนต้น"
ซึ่งเป็นจิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านผู้มาใหม่
คนพวกนี้จะมีจิตหยาบที่เปรียบได้ดั่งทุ่งนา
ที่เพิ่งหว่านเมล็ดข้าวสาลีไว้ใหม่ๆหมาดๆ
ยังไม่มีศัตรูที่แอบเข้าไปหว่านข้าวละมาน
ซึ่งเป็นวัชพืชของข้าวสาลีเลย
อีกทั้งเมื่อเข้ามาทำหน้าที่ใหม่ๆ
พวกเขาก็ยังจำหน้าที่ของตนได้อยู่
พวกเขาจึงสามารถ "กลับบ้าน" ได้ก่อน
ส่วนพวกที่มาเกิดก่อนนานนับหมื่นปี
ซึ่งจะหลุดพ้นกลับบ้านได้ทีหลังก็เพราะว่า
จิตใจพวกเขาอันหมายถึงทุ่งนาข้าวสาลี
ล้วนมีข้าวละมานหรือวัชพืชเติบโตอยู่ด้วยกัน
คนพวกนี้จึงต้องเสียเวลา
เพื่อทำการ "ถอน" ข้าวละมานทีละต้น
ออกไปจากนาข้าวสาลีให้หมดก่อน
จึงจะเก็บเกี่ยวข้าวสาลีที่เป็นขุมทรัพย์ในนาได้
ข้าวละมานวัชพืชในนาข้าวสาลีที่ว่านี้
ส่วนข้าวสาลีก็คือ #ความรักเพื่อให้ นั่นเอง
เมื่อผู้มาก่อนต้องเสียเวลาไปกับการนี้
แถมยังมีบางคนจำหน้าที่ของตนไม่ได้อีก
พระบิดาฯจึงส่งเรากลับมาในปลายยุคนี้อีกครั้ง
เพื่อจะทำหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ท่านทั้งหลาย
ให้สามารถกลับบ้านกันได้ครบทุกคน
แม้ว่าผู้มาก่อนตั้งแต่ต้นยุคจะได้กลับทีหลัง
ผู้ที่มาทีหลังจะได้กลับบ้านหรือนิพพานก่อน
ก็ยังดีกว่ามาก่อนแต่กลับบ้านไม่ได้เลยสักคน
กราบพระบาทพระบิดาฯทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
25/11/2020

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ไม่มีใครสามารถจะปิดบังอำพราง
พฤติกรรมที่ตนแสดงออกหรือกระทำ
ในบทบาทของการเป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมดีหรือร้ายได้
หรือท่านจะหลอกลวงพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ผู้เป็นพระเจ้าเหนือสิ่งทั้งปวงก็มิได้
เพราะการแสดงออกหรือกระทำของท่าน
ล้วนเกิดจากการสั่นสะเทือนทางจิตทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น #กายกรรม หรือ #วจีกรรม
บ่อเกิดพฤติกรรมภายนอกทั้งสองแบบที่ว่านี้
ถูกขับเคลื่อนออกมาจาก #มโนกรรม ทั้งสิ้น
ซึ่งพระองค์จะทรงรับรู้ได้ทันทีว่าใครทำอะไร
เมื่อไหร่ก็ตามที่จิตคนนั้นๆสั่นสะเทือนขึ้น
ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
ทุกสรรพสิ่งในอนันตจักรวาลอันไพศาลนี้
รวมทั้งมนุษย์ทุกคนบนโลกเสรีด้วย
ล้วนดำรงอยู่บนสนามพลังงาน #จิตจักรวาล
ซึ่งเป็นพระอาณาจักรของพระเจ้าทั้งสิ้น
พระอาณาจักรของพระองค์
ซึ่งเป็นสนามพลังงานอันไพศาลที่ว่านี้
จึงเปรียบได้ดั่งใยแมงมุมขนาดใหญ่
ที่มีแมงมุมผู้เป็นเจ้าของดำรงอยู่ตรงศูนย์กลาง
โดยแมงมุมที่สงบนิ่งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของใย
ที่ถักทอขึ้นเป็นอาณาจักรของตนไว้
สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนของมดหรือแมลง
ที่พลัดหลงเข้าไปติดค้างอยู่บนโยงใย
อันเป็นอาณาจักรของตนได้ฉันใด
พระองค์ก็ทรงรับรู้พฤติกรรมของมนุษย์
ที่ดำรงอยู่บนสนามพลังงานของพระองค์ได้ฉันนั้น
ด้วยเหตุนี้เอง
เราจึงกล่าวต่อท่านทั้งหลายเสมอว่า
เนื่องจากพระองค์จะทรงรับรู้
พฤติกรรมดีๆชั่วๆของพวกท่าน
ได้อย่างถูกต้องตรงจริงเสมอนั่นเอง
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เรายังมีความจริงที่จะกล่าวต่อท่านอีกว่า
ท่านทั้งหลายที่เรียกตนเองว่า #มนุษย์ นี้
ล้วนถูกกำหนดให้เป็น #คนสองมิติ
ซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์แห่งกรรม
หรือ "กายสังขาร" อันเป็นมิติของเนื้อหนัง
กับ "จิตหยาบ" และ "จิตวิญญาณ"
อันเป็นมิติทางพลังงานด้านของแก่นแท้
โดยหน้าที่หลักหนึ่งในหกประการ
ที่จิตวิญญาณของท่านขันอาสาพระบิดาฯ
เข้ามาปฏิบัติกันในระบบโลกก็คือ
คนตนเองทั้งสองมิติให้เข้ากันเป็นหนึ่งเดียว
เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนของจิตหยาบ
ให้สั่นสะเทือนเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณให้ได้
ดังนั้น
ในชีวิตประจำวันของท่านทั้งหลาย
ทุกลมหายใจเข้าออกนั้น
ท่านจึงจะมุ่งกระทำทุกสิ่งตามความพึงพอใจ
เพื่อสนองความอยากของจิตหยาบด้านเดียวมิได้
เพราะจิตหยาบจะทำทุกสิ่งเพื่อบำเรอกายหยาบ
อันเป็นมิติแห่งเนื้อหนังของท่านเท่านั้น
ซึ่งท่านจะเก็บเกี่ยวได้ก็แต่ความเปื่อยเน่า
จากเนื้อหนังของท่านเองในบั้นปลาย
ถ้าชีวิตนี้ท่านมุ่งใช้แต่โลภะ โทสะ โมหะ
เป็นเครื่องมือของจิตหยาบทำเพื่อเนื้อหนัง
อย่างงมงายไร้สติกันอยู่ต่อไปจนกว่าจะตาย
ในที่สุดจิตวิญญาณก็ต้องละกายสังขาร
ที่เสื่อมโทรมไปในความเฒ่าชรา
แล้วย้อนคืนกลับมาสู่การเกิดใหม่ต่อไปอีก
เพื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์แห่งกรรมเป็นรูปธรรมใหม่
ที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีประสิทธิภาพดังเดิม
ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองเวลาในการทำหน้าที่
ไปกับการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไร้สาระโดยแท้
แต่ท่านทั้งหลาย
จักต้องทำเพื่อจิตวิญญาณของท่าน
ในการดำเนินชีวิตประจำวันคู่ขนานกันไป
ด้วยการละทิ้งกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะรายวัน
แล้วหันมาสั่นสะเทือนจิตหยาบของท่าน
เป็นความรักเพื่อให้ในทุกรูปแบบแทนให้จงได้
รักเพื่อให้หมายถึง
การให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
หมายถึงการอดทน อดกลั้นและให้อภัย
ในความไม่ดีงามของทุกคนที่เขากระทำต่อท่าน
ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
โดยให้อย่างไม่มีเงื่อนไข
ให้โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น เป็นต้น
เพราะอาหารของจิตวิญญาณ
ที่ท่านหมั่นหยิบยื่นให้ในรูปแบบของความรัก
อันเป็นรักเพื่อให้ดังกล่าวเหล่านี้
มันจะทำให้จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่าน
เข้าถึงการมีชีวิตนิรันดร์ได้ด้วยการ #หลุดพ้น
ออกไปจากโลกและอนันตจักรวาล
เพื่อคืนกลับบ้านเกิดแดนสุญตาที่จากมา
ในสภาวะนิพพานแท้มิใช่เทียมเท็จ
โดยไม่ต้องตายแล้วกลับมาเกิดใหม่อีก
ด้วยเหตุนี้เอง
พระโอวาทจากพระบิดาฯ
จึงเป็นอาหารชั้นเลิศ
สำหรับจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน
ที่ผู้ใดได้บริโภคแล้วจิตวิญญาณจะไม่ตาย
เพราะสามารถเข้าถึงการหลุดพ้นได้นั่นเอง
กราบพระบาทพระบิดาฯที่ทรงเมตตาสื่อสอน
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
24/11/2020