23 กุมภาพันธ์ 2569

มนุษย์ต้องนิพพานอะไร?



 

มนุษย์ต้องนิพพานอะไร?


ถ้าคนชอบธรรมทุกศาสนา

รู้แล้วว่าตนเกิดมาเป็นมนุษย์โลกกันทำไม

มีหน้าที่หลักทางจิตวิญญาณคืออะไรแล้ว

ความรู้ที่ต้องรู้ต่อไปก็คือหัวข้อของบทเรียนนี้

นั่นคือ “มนุษย์ต้องนิพพานอะไรเพื่อสิ่งใด


เราเคยเปิดเผยความจริงให้รู้บ้างแล้วว่า

สำหรับมนุษย์โลกทุกคนนั้นนิพพานมี 2 ระดับ 

ระดับแรกหมายถึง ดับการเกิดดับของกิเลส 

ซึ่งเป็นหน้าที่ของจิตหยาบขณะยังมีชีวิตอยู่


สาเหตุที่ต้องนิพพานกิเลสให้ได้

เพราะว่ากิเลสในจิตหยาบมันคือสนิมของจิต

ที่เป็นอุปสรรคในการสั่นสะเทือนของจิตหยาบ

ยิ่งกิเลสครอบงำหรือเกาะติดสะสมมากขึ้น

จะยิ่งหน่วงรั้งจิตหยาบให้สั่นสะเทือนได้ต่ำลง

แถมกิเลสยังเป็นต้นเหตุให้เกิดตัณหาต่างๆ

ตัณหาที่เกิดแต่ละอย่างยังนำไปสู่อารมณ์ขยะ

จึงทำให้พฤติกรรมเบี่ยงเบนจนเสียสมดุลด้วย


ท่านทั้งหลายรู้ความจริงแล้วว่า

ในสภาวะจิตปกติของมนุษย์ทุกคนนั้น

เราหมายถึงจิตหยาบซึ่งเป็นจิตมนุษย์

โดยจิตมนุษย์ไม่ใช่จิตวิญญาณผู้อาสามาเกิด

ซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ก็คือตัวจริงของท่านนะ


เพราะตัวจริงในมิติของแก่นแท้ของท่านนั้น

ถูกปกป้องคุ้มครองให้อยู่ในพื้นที่ ๆปลอดภัย

ที่เรียกว่า #ต่อมพิทูอิทารี หรือ ต่อมใต้สมอง

ซึ่งมีรูปธรรมนามว่าพลียะเดี้ยนคอยเป็นแม่นม

ทำหน้าที่เหมือนไข่ขาวช่วยโอบอุ้มคุ้มครอง

จิตวิญญาณของท่านผู้อาสามาเกิดอยู่ใกล้ชิด

มีเพียงจิตหยาบคือจิตมนุษย์ของตัวเองเท่านั้น

ที่จะติดต่อสื่อสารกับ แก่นแท้ คือตัวเองได้


คลื่นพลังงานทั้งหลายจากภายนอก

ไม่ว่าจากแหล่งใดและจะเป็นพลังงานชนิดใด

จะเจาะไชไหลผ่านเข้าไปถึงต่อมพิทูอิทารีมิได้

เพราะมีกะโหลกเป็นดั่งกำแพงบ้านขวางกั้นอยู่

ทั้งยังมีประตูมิติคือตาที่สามเป็นยาม รปภ.ด้วย

อย่างนี้จิตวิญญาณจึงอยู่ในเซฟเฮ้าส์นั่นแหละ


มนุษย์ทุกคนจะถูกเรียกว่า “มนุษย์” ไม่ได้

ถ้าจิตหยาบยกระดับตนเองถึง 6 เหลี่ยมไม่ได้

นั่นคือมีจำนวนเหลี่ยมมุมเท่ากับแก่นแท้ไม่ได้

เพราะไม่ยอมหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้

หรือว่าพยายามจะหมุนแล้วแต่ยังหมุนไม่สำเร็จ

จึงยกระดับแรงสั่นสะเทือนให้สูงขึ้นต่อไปมิได้

คงสั่นสะเทือนได้แค่ 4D หรือสี่มิติเท่านั้น


อุปสรรคของจิตหยาบหรือจิตสามนึก

ที่ทำให้ยกระดับแรงสั่นสะเทือนสูงขึ้นไม่ได้

เพราะมนุษย์มี “กองกิเลส” รายวันเป็นอุปสรรค

โดยมันจะคอยถ่วงรั้งการสั่นสะเทือนเอาไว้อยู่

จิตหยาบซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานจึงขาดอิสรภาพ

ซึ่งมีกองกิเลสนี่แหละเป็นตัวถ่วงความเจริญ

ท่านทั้งหลายจึงต้องทำลายตัวถ่วงนี้ให้สิ้นซาก

การทำลายมันให้สิ้นซากนี่แหละก็คือนิพพาน


เมื่อดับการเกิดดับของกองกิเลสมารได้สิ้นแล้ว

อุปสรรคในการหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้

จึงถูกทำลายจนหายไปจากจิตหยาบของท่าน

เมื่ออุปสรรคของจิตหยาบหายไปหมดสิ้นแล้ว

จิตหยาบก็จะสั่นสะเทือนได้อย่างเป็นอิสระ

จนเข้าถึงความรักและปัญญาของสมองกันได้

ทำให้กระบวนการขันธ์ห้าของพวกท่านนั้น

หมุนธรรมจักรได้อย่างสมบูรณ์และสมดุลตลอด

ทำให้ท่านใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้

อย่างราบรื่นและเรียบร้อยสมปรารถนา


ถ้าทำสำเร็จการดำเนินชีวิตจะไม่สะเปะสะปะ

คำว่า “สะเปะสะปะ” แปลว่าใช้ชีวิตผิดๆถูกๆ

โดยหมุนกรรมจักรสลับกับธรรมจักรตลอด

แต่ส่วนใหญ่จะเป็นด้านกรรมจักรเสียมากกว่า


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าถ้าหมุนกรรมจักร

ด้วยกิเลสตัณหาราคะอารมณ์ขยะรายวันนั้น

วิญญาณหรือพลังงานที่ผลิตได้จากขันธ์ห้า

แล้วเหวี่ยงออกมาหรือแผ่ออกมาภายนอกได้

มันจะไม่ใช่พลังงานในแบบที่โลกต้องการ

เพราะว่าเป็นพลังงานขยะหรือ #พลังงานกรรม

ใครก่อใครผลิตออกมาคนนั้นก็เป็นเจ้าของมัน

โดยมีกฎแห่งกรรมคอยกำกับควบคุมระบบไว้


แสดงว่าที่ผ่านมาในอดีตถึงปัจจุบัน

มนุษย์โลกที่กิเลสหนาตัณหาเยอะทั้งหลาย

ล้วนล้มเหลวในภารกิจทางจิตวิญญาณกันหมด

เพราะเสพติดกิเลสก่อให้เกิดเวทนาพาสู่สังขาร

ผลิตพลังงานด้วยวิญญาณขันธ์กันไม่สำเร็จ

บนท้องฟ้าเหนือหลังคาบ้านจึงมีเมฆสีดำคล้ำ

ปกคลุมอยู่เต็มไปทั่วทั้งแผ่นฟ้าให้เห็นประจักษ์

ก่อนจะเกิดเป็นพายุฝนพายุแม่เหล็กที่บ้าคลั่ง

ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติแบบต่างๆอยู่เนืองๆ

เพื่อชำระขยะพลังงานที่เป็นประจุลบลงสู่ดิน


ส่วนผลกรรมทางพลังงานของมนุษย์แต่ละคน

จะถูกห้อยแขวนเอาไว้บนสนามแม่เหล็กโลก

รอให้เจ้าของตายแล้วมารับคืนไปเป็นของตัว

เพื่อชำระขยะที่เป็นมวลพลังงานกรรมนั้นๆทิ้ง

ตามกระบวนการของกฎแห่งกรรมต่อไป


(ยังมีต่ออีก)

สื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

23/02/2569