มีคำถามก็มีคำตอบ​ : ผลจากมักมากในกามารมณ์


 ตอบคำถาม

คุณ #พิมพ์ #พิมพ์ปวีณ์


กราบสวัสดีท่านอาจารย์คะ

🙏🙏🙏

ลูกมีคำถาม 

อยากขอความรู้เพิ่มเติมให้เข้าใจมากกว่าเดิม

กราบขอความเมตตาจากท่านอาจารย์ด้วยคะ


Q:

1.เพราะมักมากในกามารมณ์

จนทำให้จิตวิญญาณสับสนเสื่อมพลังลง

จิตวิญญาณสับสนหมายถึงอย่างไรเหรอคะ 


2.แล้วถ้านักบวชที่ยังมีจิตแบบนี้ที่ฝักใฝ่ในกาม 

กับคนธรรมดาที่ยังมีใจฝักใฝ่ในกามที่มากเกินไป

มันจะส่งผลต่อพวกเขาเช่นไรบ้างเหรอค่ะ


🙏🙏🙏

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์คะ

เอเมน..สาธุ

(หากลูกกล่าวสิ่งใดไปไม่ถูกไม่ควร

กราบขออภัยท่านอาจารย์ด้วยนะคะ)


Answer:1

การมักมากในกามารมณ์ในที่นี้เราหมายถึง

การทำตนหมกมุ่นอยู่กับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส

ซึ่งเป็นเงามายาของแก่นแท้ของสรรพสิ่งนั้นๆ

แล้วเกิดความพึงพอใจจนยึดติดสิ่งเหล่านี้ไว้

อันเป็นที่มาของกองกิเลสทั้งปวงนั่นแหละ


คำว่า “กองกิเลสทั้งปวง” ที่ว่านี้เราหมายถึง #จริต

หรืออาการของจิตหยาบทุกสิ่งที่เนื่องกับกิเลสนั้น


ตัวอย่างเช่น

#กิเลสจะเป็นตัวต้นเหตุแห่งตัณหา

#ตัณหาจะเป็นที่มาของอารมณ์ขยะรายวันทั้งปวง

จำพวกรักเพื่อเอาคือความใคร่ที่จะได้ในสิ่งนั้น 

ความโลภคือความใคร่ที่จะได้สิ่งนั้นจนไม่รู้จักพอ 

ความโกรธคือความไม่พึงพอใจเมื่อถูกขัดใจ

ทั้งความใคร่ความโลภและความโกรธทั้งสามจริตนี้

เป็นอาการของจิตหยาบที่รวมเรียกว่า “ราคะจริต”

ถ้าใครที่วันๆข้องติดอยู่กับจริตทั้งสามดังกล่าวนี้แล้ว

จิตหยาบของคนๆนั้นจะสั่นสะเทือนแต่ย่านความถี่ต่ำ

นั่นคือจะอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า #จิตตก นั่นเอง


คำว่า “จิตตก” ในที่นี้เราหมายถึง “จิตหยาบ” นั้น

ยกระดับแรงสั่นสะเทือนให้สูงขึ้นทางด้านบวกไม่ได้

แรงสั่นสะเทือนที่สูงขึ้นทางด้านบวกก็คือ #รักเพื่อให้


ตัวอย่างของ “การรักเพื่อให้” ที่ว่านี้ก็คือ

การอดทน การอดกลั้นและการให้อภัย 

หรือการมีเมตตากรุณามุทิตาและมีจิตเป็นอุเบกขา

คือการมีจิตสุขสงบเพราะไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้า

ที่พวกคุณจะต้องใช้เพื่อ #หมุนธรรมจักรในตนเอง

ร่วมกับคนรอบข้างและคนใกล้ตัวทุกๆคนตลอดเวลา

เพื่อผลิตพลังงานด้านบวกด้วยขันธ์ห้าช่วยค้ำจุนโลก

ซึ่งเป็นภารกิจทางจิตวิญญาณที่ตัวคุณอาสามาทำกัน


แน่นอนว่า

ถ้าจิตหยาบคุณสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ต่ำเช่นนี้

พลังอำนาจทางจิตของคุณมันก็จะตกต่ำอยู่ตลอดเวลา

พลังอำนาจทางจิตนี้ในมิติทางวิญญาณเรียกว่า #ฌาน

จิตหยาบของใครขณะที่กำลังมีพลังฌานในระดับต่ำอยู่

จะไม่สามารถ #รักคนที่ทำตนไม่น่ารักได้

จะไม่สามารถ #ให้อภัยคนที่ทำตนไม่น่าอภัยได้

จะไม่สามารถ #อดทนเพื่อประโยชน์สุขของตนเองได้ 

จะไม่สามารถ #อดกลั้นเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่นได้


เพราะอาการของจิตในกลุ่มดังกล่าวเหล่านี้นั้น

เป็นการสั่นสะเทือนของจิตหยาบย่านความถี่สูงทั้งสิ้น

ถ้าจิตหยาบของคุณถูกกิเลสตัณหาครอบงำไว้แบบนี้

พวกคุณก็จะไม่อาจยกระดับแรงสั่นสะเทือนให้สูงขึ้น

เพื่อสั่นสะเทือนทางด้านบวกตามที่ต้องการนั้นได้เลย

เพราะจิตหยาบมีพลัง “ฌาน” อยู่ในระดับต่ำ

คุณก็จะเป็นคนที่ “โง่เง่า” คือโง่เขลา และ “โง่ง่าย” 

เพราะใช้ปัญญาของสมองสองซีกของตนไม่ได้ 

ถ้าไม่เที่ยววานให้คนอื่นเขาคิดแทนก็จะก้อปปี้คนอื่น

ไม่ก็จะแอบขโมยความคิดความรู้ของบุคคลอื่นเขามา

ในที่สุดพวกคุณก็จะตกเป็นทาสของ #กฎแห่งกรรม

เพราะเป็นพวกที่ยอมให้กิเลสตัณหามันพาทำพาไป

เนื่องจากพลังฌานต่ำจึงใช้ความรักกับปัญญาไม่ได้


เพราะเหตุนี้เอง

พระบิดาจึงทรงเมตตาสอนผ่านเรามายังพวกคุณว่า

พวกคุณจักต้องปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตรงจริง

ด้วยการพยายามนิพพานกิเลสในจิตหยาบให้สิ้น

โดยต้องนิพพานมันในขณะที่พวกคุณยังมีชีวิตอยู่

ซึ่งสถานที่ๆจะนิพพานมันก็คือจิตหยาบนี่แหละ

ไม่ต้องเที่ยวถามหาว่าแดนนิพพานอยู่ที่ไหนหรอก

เดี๋ยวจะถูกหลอกให้ตายไปเกิดอยู่บนสวรรค์มายา

อยากจะกลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์โลกอีกไม่ได้แล้ว

จนหลงผิดว่านั่นคือนิพพาน (แบบตาลยอดด้วน)

จึงยังความสับสนให้คนพุทธมาจนถึงทุกวันนี้อยู่


เพราะพวกคุณเป็นหนึ่งในจำนวนของผู้สับสน

ไม่รู้ความจริงว่าถ้าจิตมีพลังฌานอยู่ในระดับต่ำแล้ว

คุณจะไม่อาจทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้

นั่นคือพวกคุณจะทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณไม่ได้

หรือไม่สามารถหมุนธรรมจักรช่วยพิทักษ์โลกกันได้


ความเสียหายอย่างแรกที่เกิดขึ้น

จากความล้มเหลวในการมาเกิดเป็นมนุษย์ก็คือ

โลกจะอ่อนแรงในการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองลงไป

ทำให้โลกหมุนช้าลงเรื่อยๆจนเสียสมดุลมากขึ้นๆ

เมื่อโลกเสียสมดุลมากขึ้นภัยพิบัติที่ร้ายแรงและถี่ๆ

ก็จะเป็นวิกฤตโลกที่พวกคุณจะหนีไม่พ้นแน่นอน

วันนี้เราบอกคุณได้เลยว่าเตรียมเผชิญกันได้แล้ว


ความเสียหายอย่างที่สองที่เกิดขึ้นแล้ว

นั่นคือจิตหยาบของคุณเหมือนไข่ไก่ที่ฟักแล้วไม่โต

เพราะแม่ไก่ไม่ยอมใช้ความรักจากอกอันอบอุ่น

เพื่อที่จะทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ทำหน้าที่ในการกกไข่

เมื่อแม่ไก่ไม่ค่อยจะ “กกไข่” ไข่นั้นจึงขาดความรัก

เพราะความอุ่นจากอกแม่เป็นตัวแทนแห่งความรัก

เมื่อไข่ฟองนั้นขาดความรักจึงไม่เติบโตมีแต่เน่า


จิตหยาบของพวกคุณเองก็เช่นเดียวกัน

เมื่อเติบโตจนมีสามมิติทำให้กายหยาบเป็นทารก

ที่มีความกว้างความยาวและความหนาเป็นตัวตนแล้ว

ทารกคนนั้นก็จะเกิดมาเพื่อลืมตาดูโลกกันต่อไป


ก่อนทารกจะมีอายุครบสามขวบปีบริบูรณ์นั้น

จิตหยาบก็จะยกระดับสูงขึ้นจนเป็นผู้ที่มี 4 มิติได้

นั่นคือทารกจะสามารถยื่นนั่งลุกวิ่งกลิ้งนอนได้

โดยมายาที่ทารกแสดงออกให้เห็นเป็นตัวบ่งชี้ว่า

จิตหยาบของทารกนั้นได้ยกระดับจนถึงสี่มิติแล้ว

ทารกนั้นได้เปลี่ยนวัยเป็น #กุมารน้อย ไปแล้ว 


คุณจะสังเกตได้ว่า

พ่อแม่ที่รักกันใกล้ชิดกันและรักลูกอย่างแท้จริง

เด็กในครรภ์จะแข็งแรงและโตวัยมาก

ล้วนเป็นพลังอำนาจจากความรักแบบสามประสาน

คือมารดาบิดาและจิตวิญญาณของผู้มาเกิดเอง

ซึ่งใกล้ชิดกันทั้งกายและจิตใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว

หลังคลอดทารกต้องดูดนมจากอ้อมอกอ้อมกอดอีก

ความอบอุ่นทางกายที่ยังคงเป็นมายาแห่งรักบริสุทธิ์

น้ำนมที่เป็นน้ำโลหิตสีขาวจากอกของผู้เป็นมารดา

ล้วนเป็น “ตัวแทน” ของความรักในการฟูมฟักทารก

เหมือนแม่ไก่ใช้อกอุ่นๆฟักไข่ให้โตเป็นตัวขึ้นมาได้


เมื่อลูกเจี้ยบเติบโตจนเป็นลูกไก่

ที่ปีกกล้าขาแข็งแรงพอจะหากินเองได้แล้ว

ลูกไก่ตัวนั้นจะต้องเรียนรู้ที่จะรักแม่รักพ่อและเพื่อน

เพื่อจะอยู่ร่วมกันเป็นสัตว์สังคมหรืออยู่เป็นฝูงให้ได้

จากสัญชาตญาณที่จิตวิญญาณตนเองถือมาเกิดด้วย

เพราะลูกไก่ไม่มีจิตหยาบทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณ

การเติบโตของลูกไก่จึงอาศัยอาหารกับความรัก

ของแม่พ่อสังคมของพวกตนและคนเลี้ยงเป็นสำคัญ


เพราะมนุษย์รักกันไม่ได้ให้อภัยกันไม่เป็น

ถูกปิดบังไม่ให้รู้ว่าจิตวิญญาณเกิดเป็นมนุษย์ทำไม

เพราะถูกหลอกให้กลัวความทุกข์จนอยากหนีทุกข์

เพราะถูกบิดเบือนว่า #ธรรมจักร ก็คือ #อริยสัจสี่

เพราะเชื่อว่าตายแล้วหายไปจากโลกคือนิพพานได้

เพราะถูกหลอกให้ขัดแย้งด้วยความเชื่อทางศาสนา

ล้วนยังผลให้มนุษย์โลกปฏิบัติธรรมอย่างไม่ถูกตรง

จนจิตวิญญาณหลงมิติตามจิตหยาบหรือจิตมนุษย์

ต้องนำส่งลงไปยังนรกเพื่อแก้ไขเยียวยาให้หายขาด

ทำให้เสียเวลาระหว่างภพชาติกว่าจะได้มาเกิดใหม่

เพื่อทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณกันให้ต่อเนื่องไป

จนสุดท้ายก็ถูกชักพาให้หลงทางนิพพานซ้ำซากอีก


เมื่อทุกอย่างมันเป็นไปของมันอยู่แบบนี้

จิตวิญญาณของพวกคุณจึงต้องรับกรรมอยู่ต่อไป

เพราะจิตหยาบก้าวหน้าจากสี่สู่มิติที่ 5-6 ไม่ได้

ไม่ต่างจากลูกเจี้ยบที่ฟักตัวออกมาจากไข่นั่นแหละ

ทำได้เองแค่เพียงจิกจกเปลือกไข่โผล่หัวออกมา

เมื่อถึงกำหนดเวลาต้องออกมาเผชิญโลกกันแล้ว

แต่ไม่เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองในการคุ้ยเขี่ยหากิน

ลูกเจี้ยบตัวนั้นจึงรอวันตายเพราะไม่มีอะไรจะกิน

พวกคุณที่เป็นมนุษย์ก็เช่นเดียวกันนั่นแหละคุณ


เมื่อจิตหยาบเติบโตสูงสุดได้แค่เพียง 4 มิติเท่านั้น

สังขารร่างกายก็จะชราภาพเป็นคนแก่ที่ไร้สมรรถนะ

จิตวิญญาณจึงรอวันตายเพื่อ Set Zero จิตหยาบใหม่

เพื่อจะเริ่มต้นภพชาติใหม่ด้วยจิตหยาบกลุ่มใหม่

ที่เริ่มจากศูนย์มิติเพื่อยกระดับให้ถึง 6 มิติกันใหม่อีก

จึงต้องตายแล้วตายอีกเพราะหนีการมีภพชาติไม่พ้น

ถ้ายังนิพพานกิเลสไม่ได้ก็หยุดการมีสังสารวัฏไม่ได้

เพราะยังไม่พ้นไปจากความโง่เง่าและความงมงาย

จึงต้องก้าวไปตามมรรควิถีของกฎแห่งกรรม

จิตวิญญาณจึงต้องท่องจักรวาลไปในสามโลก

คือสวรรค์มายานรกภูมิและภพภูมิมนุษย์อยู่ซ้ำซาก

จนหลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง


ดังนั้นที่เรากล่าวว่า

ถ้าใครยังหมกมั่วอยู่กับกองกิเลสตัณหาราคะพวกนี้

จะเป็นเหตุให้จิตวิญญาณ “สับสน” ดังกล่าวนั้น

เราจึงหมายถึงการหลงมิติของจิตวิญญาณของคุณ

ด้วยทั้งหมดทั้งมวลที่เราสาธยายมาแล้วนั้น


Answers:2

กับคำถามของคุณต่อมาที่ว่า

ถ้านักบวชที่ยังมีจิตแบบนี้ที่ฝักใฝ่ในกาม 

กับคนธรรมดาที่ยังมีใจฝักใฝ่ในกามที่มากเกินไป

มันจะส่งผลต่อพวกเขาเช่นไรบ้างเหรอคะ


คุณจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า

คำว่า “ฝักใฝ่ในกาม” ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวนี้

มิได้หมายจำเพาะแต่เรื่องความใคร่ในด้านกามคุณ

การฝักใฝ่ในกามหมายถึงการหมกมั่วอยู่ในกิเลส

โดยจิตหยาบจะเสพติดกิเลสอยู่เป็นประจำ

ข้อเสียก็คือจะไม่สามารถหมุนธรรมจักรในตนเองได้

อีกทั้งยังหมุนธรรมจักรร่วมกันกับคนอื่นๆไม่ได้ด้วย


เมื่อหมุนธรรมจักรไม่ได้

ก็ไม่สามารถผลิตเมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้

ไม่สามารถช่วยให้จิตหยาบสมดุลกับจิตวิญญาณได้

เพราะยกระดับแรงสั่นสะเทือนของจิตหยาบไม่ได้

ทั้งนักบวชและฆราวาสล้วนประสบชะตากรรมแบบนี้

จิตวิญญาณของพวกคุณทั้งโลกจึงหลุดพ้นกันไม่ได้

วนไปวนมาเหมือนดั่งแผ่นเสียงตกร่องนั่นแหละ


แต่ถ้าคุณเน้นจำเพาะคำว่า “กามกิเลส”

ให้หมายความถึงการหมกมุ่นในเรื่องเพศรสแล้ว

ถ้าเป็นนักบวชจะถือเป็นการผิดศีลผิดธรรมวินัย

เพราะเป็นหนึ่งในข้อห้ามที่นักบวชไม่ควรปฏิบัติ 

สังคมทั่วไปไม่มีใครยอมรับนักบวชนอกรีตพวกนี้ได้

เพราะนักบวชคือผู้ที่ละซึ่งอาสวะกิเลสหมดสิ้นแล้ว

ถ้ายังเสพเมถุนอยู่ก็จะเป็นโลกะวัชชะคือโลกติเตียน


ถ้าเป็นฆราวาสหรือชาวบ้านทั่วไป

ถ้าหมกมุ่นแต่เรื่องการเสพเพศรสหรือเสพเมถุน

จะทำให้เสียการเรียนเสียการงานและเสียสุขภาพ

กำลังวังชาจะถดถอยสติปัญญาจะย่อหย่อน

เพราะทุ่มเทเวลาให้กับเรื่องเพศมากกว่าเรื่องอื่น


แต่ในมิติทางจิตวิญญาณนั้น

ถ้าผู้ใดฝักใฝ่ในเรื่องการเสพเมถุนมากเกินควร

จะต้องรับรู้เอาไว้ด้วยว่าพลังฌานที่เป็นพลังจิตนั้น

มันจะถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองถ้าใช้มากก็เสื่อมมาก

นั่นคือแรงสั่นสะเทือนของจิตหยาบจะตกต่ำ

เพราะคลื่นพลังจิตในส่วนของจิตหยาบนั้นจะสับสน

ต้องใช้เวลาในการพักจิตเพื่อให้คืนสู่สมดุลตามปกติ

นาน 3-6 วันเป็นอย่างน้อยคุณจึงจะฟื้นฟูตนเองได้


การที่พระศาสดาทรงบัญญัติข้อห้ามเรื่องนี้ไว้

นอกจากเหตุผลอื่นในทางโลกหรือในทางสังคมแล้ว

พระนักบวชจะยุ่งเกี่ยวกับสีกาเพื่อการนี้ไม่ได้เลย

เพราะนักบวชมีหน้าที่ “ถือคบเพลิง” แทนชาวโลก

โดยขันอาสานั่งกรรมฐานแผ่พลังงานบวกให้โลก

ถ้าพลังจิตอ่อนแอเสียแล้วจะมีผลต่อภารกิจสำคัญ

ที่จะช่วยคนส่วนใหญ่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก

เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่นักบวชจึงไม่มีความรู้นี้

ประดานักบวชทั้งหลายจึงต้องรับหน้าที่แทน


เพราะโลกนี้จะขาดความรักความเมตตาไม่ได้เลย

เนื่องจากความรักของจิตหยาบมนุษย์ในระบบโลก

ช่วยทำให้โลกนี้สามารถเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้

พระศาสดาจึงทรงสอนให้สาวกของพระองค์

ขณะกำลังปฏิบัติเท็คนิกสมาธิเพื่อยกระดับจิตปัญญา

จนบรรลุฌานและญาณในระดับ 4 ได้แล้ว

จึงทรงแนะนำให้แผ่เมตตาคือแผ่พลังความรักออกมา

โดยหยาดน้ำมนต์ที่ประจุพลังบวกลงบนแผ่นดินโลก

พลังจิตด้านบวกจะถูกเหนี่ยวรั้งลงไปยังแกนโลกได้


พวกศัตรูของมนุษย์ที่กำลังป่วยทางจิตวิญญาณ

เพราะเมื่อตายไปแล้วจิตวิญญาณเสียสมดุลไป 1 มิติ

เนื่องจากใช้พลังทางจิตวิญญาณอย่างไม่บันยะบันยัง

ส่วนใหญ่จะเป็นวิชามารหรือวิชามูที่ไม่สร้างสรรค์

ซึ่งถูกใช้ไปเพื่อการล่อลวงมนุษย์และทำร้ายมนุษย์

จิตวิญญาณเดิมมี 6 มิติจึงชำรุดจนเหลือ 5 มิติแล้ว

ศัตรูพวกนี้เป็นพวกที่ไม่มีเครื่องยนต์แห่งกรรมให้ใช้

จึงไม่อาจสามารถฟื้นฟูตนเองให้คืนสู่สมดุลดังเดิมได้

จึงใช้จุดอ่อนที่พวกคุณไม่รู้โดยพยายามให้พวกคุณ

เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องนั่งกรรมฐานสมาธิ


เมื่อนั่งกรรมฐานสมาธิแล้วต้องแผ่เมตตาให้แก่ไวไนย

คำว่า “เวไนย” หรือเวไนยสัตว์ทั้งหลายที่ว่านี้ก็คือ

สัตว์โลกผู้น่าสงสารที่ทุกข์ทรมานอยู่จะเป็นใครก็ได้

สามารถดูดซับรับเอาพลังงานด้านบวกของพวกคุณ

ที่เหวี่ยงออกมาขณะนั่งกรรมฐานสมาธิอยู่ในขณะนั้น

จิตวิญญาณศัตรูผู้พิการทั้งหลายก็สามารถรับเอาได้

เพราะคุณกล่าวคำอุทิศให้แก่เวไนยเป็นสัจจะไปแล้ว

ทั้งๆที่การทำความดีงามนั้นใครทำใครได้ไม่ต้องอุทิศ

ความดีงามทางพลังจิตของคุณเมื่อเหวี่ยงออกมานั้น

โลกจะดูดซับรับเอาไปได้เองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

พลังจิตด้านบวกของคุณซึ่งเป็นสิ่งที่โลกต้องการนั้น

ผลิตออกมาได้ปริมาณมากเท่าไหร่ภายในทุกนาที

แกนโลกต้องการเอาไปใช้แค่เพียง 1% เท่านั้นเอง


ที่เรากล่าวมาทั้งหมดในบทนี้

เป็นคำตอบที่ #คุณพิมพ์ ถามเรามา

หวังทุกคนที่สนใจอ่านพอจะได้ประโยชน์บ้าง

ไม่มากก็น้อย


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#พระบุตรเอก

9/08/2567

พระกำเนิดพระเจ้า


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่หรือพระเจ้า

ทรงอุบัติขึ้นมาได้ถือกำเนิดได้ด้วยพระองค์เอง

ไม่มีผู้ใดมีอำนาจมากพอที่จะเป็นผู้สร้างพระองค์ได้

โดยทรงอุบัติขึ้นมาจาก #แก่นแท้ของความว่าง

ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นจักรวาลเป็นสถานที่ว่างโล่ง

ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสรรพสิ่งใดดำรงอยู่

นอกจากแก่นแท้ของความว่างที่ไร้ตัวตนเท่านั้น


พระองค์ทรงเมตตาบอกเราว่า

แก่นแท้ของความว่างทั้งหมดที่มีอยู่จริงในจักรวาล

จะปรากฏอัตตาตัวตนขึ้นเมื่อมีการสั่นสะเทือนเท่านั้น

สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นที่เราว่านี้ก็คือ #คลื่นพลังงาน

เป็นอัตตาที่อยู่ในรูปของ #คลื่นความถี่ นั่นแหละ

โดยมีแสงสีเสียงกลิ่นรสร้อนเย็นเป็นคุณสมบัติด้วย

อยู่ที่ว่าพลังงานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นพลังงานชนิดใด


พลังงานในจักรวาลจึงเกิดจากแก่นแท้ของความว่าง

แม้รูปธรรมสิบสองเหลี่ยมมุมขององค์จิตจักรวาล

ก็ทรงอุบัติขึ้นมาจากความว่างหรือความไม่มีที่ว่านี้


องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่

ทรงเป็นรูปธรรมแรกที่มีอัตตาซึ่งอุบัติขึ้นมาได้เอง

จากประดาแก่นแท้ของความว่างที่เป็นอนัตตา

อัตตาตัวตนของพระองค์จึงทรงเกิดจากอนัตตา

เพราะแก่นแท้ของความว่างทั้งหมดทั้งมวลที่มีอยู่

มีการเหวี่ยงหมุนรอบจุดศูนย์กลางของการหมุน

อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาโดยไม่หยุดนิ่งเลย


เราพอจะยกตัวอย่างให้ท่านสร้างจินตนาการได้ว่า

แก่นแท้ของความว่างนี้ก็ไม่ต่างจากน้ำตาลทราย

ที่พวกท่านตักใส่ลงไปในแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ด้วย

เมื่อใช้ช้อนคนเพื่อทำให้น้ำนั้นเหวี่ยงหมุนไปเรื่อยๆ

ก่อนที่เกล็ดน้ำตาลทรายมันจะละลายน้ำจนหมด

พวกมันจะจัดเรียงตัวกันขณะหมุนวนไปรอบแก้วนั้น

ในที่สุดน้ำในแก้วดังกล่าวก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำเชื่อม

“น้ำเชื่อม” ที่ได้ก็คือ น้ำผสมกับน้ำตาลนั่นเอง


น้ำเชื่อมที่อยู่ภายในแก้วใบนี้

จึงเป็นสิ่งใหม่ที่อุบัติขึ้นมาจากความว่างหรืออนัตตา

เมื่อมีการเติมน้ำลงไปในแก้วใบดังกล่าว

แล้วเติมเกล็ดน้ำตาลทรายตามลงไปภายหลัง

โดยเกล็ดน้ำตาลทรายขนาดเล็กๆที่ว่านี้

จึงเป็นดั่งตัวตนของแก่นแท้ของความว่างที่มีอัตตา

เมื่อภายหลังรวมตัวกันแล้วน้ำตาลก็หายไปในน้ำ

ทั้งหมดจึงเกิดเป็น “น้ำเชื่อม” ขึ้นมาแทน


พวกท่านจะมองผ่านแก้วน้ำใบนั้นได้

โดยแลเห็นแต่น้ำเชื่อมใสๆจะไม่เห็นเกล็ดน้ำตาล

เราขอบอกว่าอัตตาตัวตนของพระองค์ก็เช่นเดียวกัน

แก่นแท้ของความว่างที่เป็นอนัตตาของพระองค์นั้น

ไม่ต่างจากเกล็ดน้อยๆของน้ำตาลทรายที่อ้างอิงนี้

เมื่อมีการเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่องไปรอบๆจักรวาล

“จักรวาล” ก็คือที่ว่างภายในแก้วน้ำใบนั้นนั่นแหละ

การเรียงตัวกันของแก่นแท้ของความว่างทั้งหมด

จะพากันหมุนไปอัดตัวกันแน่นอยู่บริเวณก้นแก้ว

ก่อนที่มันจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวจนได้ “น้ำเชื่อม”


ดังนั้น

การเกิดขึ้นของ “น้ำเชื่อม” ที่เราสมมติมาให้รู้นี้

กับการอุบัติขึ้นเองของ “องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่”

จึงเป็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันและคล้ายคลึงกัน

แม้ว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นน้ำเชื่อมตามที่เรากล่าวมา

แต่หวังว่าตัวอย่างของเราจะทำให้พวกท่านเข้าใจได้

ว่าทรงอุบัติขึ้นมาด้วยพระองค์เองได้อย่างไร


เพราะพระองค์ทรงอุบัติขึ้นมาจากการเหวี่ยงหมุน

นับตั้งแต่บัดนั้นตราบกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้แล้ว

รูปธรรมของพระองค์จึงยังคงเหวี่ยงหมุนอยู่ตลอด

พระองค์ทรงเมตตาบอกเราว่าการเหวี่ยงหมุนนั้น

มิได้เป็นไปตามการเหวี่ยงหมุนจากแรกเริ่มเท่านั้น

พระองค์ยังทรงพิสูจน์พบความจริงอีกด้วยว่า

การเหวี่ยงหมุนรอบจุดศูนย์กลางอย่างต่อเนื่องนั้น

มันคือกระบวนการสร้างสมดุลในตนเองของสิ่งนั้น

แม้พระองค์ทรงเป็นอนัตตาแต่ทรงดำรงอัตตาอยู่ได้

ก็เพราะทรงหมุนรอบตัวเองอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ด้วยอัตราความเร็วคงที่และสม่ำเสมอโดยแท้


ส่วนที่มาของจำนวนเหลี่ยมมุมของรูปธรรม

ซึ่งนับได้เป็น 12 เหลี่ยมมุม หรือ 12 มิตินั้น

เป็นผลมาจากอัตราเร็วในการเหวี่ยงหมุนรอบตนเอง

ทำให้แก่นแท้ของความว่างที่เปรียบดั่งเกล็ดน้ำตาล

ซึ่งพยายามเรียงตัวกันให้เป็นระเบียบขณะหมุนวน

จนเกิดการกระทบกับขอบของจักรวาลที่ว่างโล่ง

อันหมายถึงขอบแก้วน้ำที่ท่านกำลังคนน้ำตาลอยู่

ด้วยความเร็วสูงสุดในการเหวี่ยงหมุนของพระองค์

ทำให้แก่นแท้ของความว่างกระทบขอบถึง 12 ครั้ง

จึงเป็นที่มาของรูปธรรมที่มีจำนวน 12 เหลี่ยมมุม


แน่นอนว่าทรงเหวี่ยงหมุนเร็วมากและต่อเนื่องด้วย

จึงทำให้จำนวนเหลี่ยมมุมทั้งสิบสองเหลี่ยมมุมนั้น

ทับซ้อนกันจนเป็นหนึ่งเดียวกันคือเป็น “รูปวงกลม”

เมื่อหยุดหมุนเท่านั้นจึงจะรู้ว่าพระองค์มีสิบสองมิติ


นี่คือคำตอบว่า...

ทำไม 1 ปี จึงต้องมี 12 เดือน

ทำไม "จักรราศี" จึงต้องมี 12 ราศี

ทำไม 1 ฟุต ต้องมี 12 นิ้ว

ทำไมหน้าปัทม์นาฬิกาต้องแบ่งเป็น 12 ช่อง

ทำไมเลขจำนวนนับจึงต้องอยู่บนฐาน 12 

มิใช่เลขฐาน 10 อย่างที่นักวิชาการชอบใช้กัน


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#พระบุตรเอก

2/08/2567