05 กุมภาพันธ์ 2569

อย่าเข้าใจผิดในเรื่อง “ทุกข์”

 


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เพราะคนสอนธรรมที่เสนอตัวเป็นกูรูหรือครู

เข้าใจผิดในเรื่อง “ทุกข์” หรือ “ทุกขัง” กัน

โดยหยิบเอาอาการทางจิตที่ตนไม่พึงประสงค์

เช่น ความเสียใจ โศกเศร้า ความโกรธ ฯลฯ

ยกเอามาอ้างว่ามันเป็นความทุกข์หน้าตาเฉย

แม้กระทั่งสามีภรรยาที่เลิกราหรือตายจากกัน

ก็ตอกย้ำว่ามันล้วนเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น


คนสอนธรรมพวกนี้

พากันมองข้ามความพอใจในสิ่งที่พึงประสงค์

ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับคำว่า “ทุกข์” ไป

เพราะมันเป็นอาการที่เรียกว่าจิตตกเหมือนกัน

แต่พยายามพุ่งประเด็นไปเพ่งเน้นอยู่ด้านเดียว


เราจึงขอย้ำต่อท่านทั้งหลายว่าคำว่าทุกข์นั้น

หมายถึงอาการจิตตกเพราะเสียสมดุลจากปกติ

ไม่ว่ามันจะสั่นสะเทือนไปในทางพอใจไม่พอใจ

สั่นสะเทือนทางไหนก็เป็นการเสียสมดุลทั้งนั้น

ไม่ว่าจิตหยาบจะเกิดอาการพอใจหรือไม่พอใจ

ล้วนเป็นการสั่นสะเทือนของจิตย่านความถี่ต่ำ

ซึ่งเป็นอาการของจิตที่จัดว่า “ไม่สงบ” โดยแท้


เพราะว่าหลงทุกข์หลงธรรมนี่แหละเป็นเหตุ

คนสอนธรรมจึงพยายามอธิบายเรื่องความทุกข์

เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า “ทำอย่างไรไม่ให้ทุกข์”

แทนที่จะถามว่าจะรักษาจิตไว้ไม่ให้เสียสมดุล

เมื่อมีสิ่งเร้าผ่านเข้ามาตกกระทบจิตได้อย่างไร

จะไม่พามนุษย์ให้หลงทางกันไปไกลมากกว่านี้


เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง อุเบกขา

คือการวางจิตให้นิ่งสงบเมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ

ไม่ว่าจะเร้าด้านบวกให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ

ที่เป็นกิเลสจนนำไปสู่ความอยากคือตัณหา

หรือว่าจะเร้าด้านลบให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจ

ที่เป็นกิเลสจนนำไปสู่ความไม่อยากคือตัณหา

ซึ่งจิตจักรวาลก็เคยสื่อสอนพวกท่านไว้แล้วว่า

จิตหยาบของท่านจะต้อง รับรู้แล้วอย่ารับเอา

จะต้องไม่คล้อยตามการถูกยั่วยุเย้ายวนให้ได้

เพื่อรักษาความสงบสมดุลของจิตหยาบเอาไว้

หมายถึงเป็นอุเบกขาเพื่อป้องกันจิตไม่ให้ทุกข์

ทุกข์จากการเสียสมดุลไปจากความสงบไงล่ะ


การรับรู้แล้วรับเอาสิ่งนั้นมาปรุงแต่ง

จนเกิดเป็นความรู้สึกว่าสิ่งนั้นสวยหรือไม่สวย

แทนที่จะเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไรก็พอ

เมื่อท่านปรุงแต่งมันจนรู้สึกว่าสวยไม่สวยแล้ว

ความ “ซวย” จะเป็นของท่านในฉับพลันทันที

เพราะจิตหยาบของท่านจะก่อ กิเลส ขึ้นมา

โดยใช้ความสวยหรือไม่สวยนี่แหละเป็นหัวเชื้อ


จิตหยาบมันแปลความรู้สึกว่าสวยเป็น “ชอบ”

โดยความรู้สึกสวยแล้วชอบก็คือ “กิเลส”

จิตหยาบจะแปลความรู้สึกว่าไม่สวยเป็นไม่ชอบ

โดยความรู้สึกไม่สวยแล้วไม่ชอบก็คือ “กิเลส”

ท่านจะต้องรู้ว่าเพราะ กิเลสเป็นบ่อเกิดตัณหา

ถ้าท่านปล่อยให้จิตเสพติดกิเลสขึ้นมาเมื่อไหร่

ตัวตัณหามันก็จะคลานตามออกมาด้วยเสมอ


เพราะตัณหาเป็นเครื่องมือของจิตหยาบ

ที่จะทำให้สิ่งที่ตนกำลังพอใจหรือไม่พอใจนั้น

มีมายาหรือตัวตนที่เป็นเงาของสิ่งนั้นเกิดขึ้น

ตำแหน่งของเงามายาที่มันจะเกิดขึ้นมานั้น

พิกัดที่ตั้งก็อยู่ในจิตหยาบของท่านนั่นแหละ

จิตหยาบของท่านจะสร้างมายานั้นขึ้นมาเอง

เพื่อจะยึดติดยึดครองทำตัวเป็นเจ้าของมันได้

ถ้าท่านวางเฉยทำจิตเป็น “อุเบกขา”

โดยไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าทั้งดีและไม่ดีได้

ท่านจะรู้จักความโกรธแค้นความระทมขมขื่น

หรือจะรู้จักกับความร่าเริงยินดีสมใจอยากไหม

ท่านจะรู้ว่าสุขที่แท้จริงคือความสงบต่างหาก


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

5/02/2569