06 ธันวาคม 2568

สาเหตุของการก่อกรรมทำชั่ว



พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย....

 

 ในตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึง

สาเหตุของการก่อกรรมทำชั่วว่ามี 4 ประการ

มนุษย์จึงตกเป็นทาสกฎแห่งกรรมกันง่ายๆ คือ


1.เพราะความเคยตัว

2.เพราะขาดสติควบคุมอารมณ์ไม่ได้

3.เพราะหลงผิดเข้าใจผิดรู้ผิดเชื่อผิด

4.เพราะใช้จิตไร้สำนึกขับเคลื่อนพฤติกรรม

วันนี้เราจะมาอธิบายขยายความกันต่อ


มนุษย์โลกทุกคน

ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดเผ่าใดหรือศาสนาใด

ไม่มีใครหรือผู้ใดจะอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้

โดยผลกรรมซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้น

มันจะเกิดขึ้นได้ทันทีในมิติโลกทางกายภาพ

ซึ่งมนุษย์จะสัมผัสรู้ดูเห็นผลกรรมนั้นได้ทันที

ด้วยกลไกอายตนะทั้งห้าคือตาหูลิ้นจมูกกาย

ยกเว้นผู้ก่อกรรมทำผิดบาปนั้นไม่ยอมสังเกต

แต่แน่นอนว่าผู้เป็นฝ่ายถูกระทำนั้นย่อมรู้ได้

เพราะการกระทำกระทบกายแต่มันสั่นถึงจิตใจ


เมื่อผู้ถูกระทำเกิดการสั่นสะเทือนในจิตใจขึ้น

จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทำตอบสนองบ้าง

ทำให้มีการต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านและหลีกเลี่ยง

ชีวิตของคนทั้งสองฝ่ายรวมทั้งคนรอบข้าง

จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่สงบเกิดขึ้น


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าผลกรรมที่เกิดขึ้นนั้น

ยังมีผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติของจิตวิญญาณ

ด้านของแก่นแท้ที่อายตนะทั้งห้าไม่รู้เห็นด้วย

เพราะมันเกิดขึ้นด้วยการสั่นสะเทือนอยู่ข้างใน

นั่นคือการสั่นสะเทือนของจิตสามนึก

ที่เป็นกระบวนการของขันธ์ห้าคือ 5 ขั้นตอน

อันมีรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ


ในขั้นตอนที่ห้าคือคำว่า #วิญญาณ นั้น

หมายถึง #พลังงานกรรม ที่เป็นพลังงานจริงๆ

ซึ่งจิตหยาบหรือจิตสามนึกผลิตสร้างมันขึ้นมา

โดยมันจะถูกเหวี่ยงออกมาภายนอกร่างกาย

ที่พวกท่านไม่อาจสัมผัสด้วยอายตนะทั้งห้าได้


จงรับรู้เอาไว้เถิดว่าผลกรรมของท่านเองนั้น

มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ กรรมดีกับกรรมชั่ว

กรรมทั้งสองประเภทนี้ถ้าหากเป็นกรรมดี

ที่จิตหยาบในขันธ์ที่ห้าจะเหวี่ยงมันออกมา

ยังแบ่งออกเป็นพลังงาน 2 ชนิดนี้เสมอ


1.ถ้าเป็น "กรรมดี" ที่ทำดีด้วยจิตใสบริสุทธิ์

พลังงานที่มนุษย์เหวี่ยงออกมาจากขันธ์ที่ห้า

ก็จะเป็นผลกรรมในแบบที่โลกต้องการเสมอ

นั่นคือพลังงานจิตที่เป็นสากลซึ่งไม่มีเจ้าของ

โดยพลังงานนั้นไม่มีคุณสมบัติกรรมกำกับอยู่

ซึ่งโลกหรือใครสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้


ผลกรรมดีที่เป็นพลังงานสากลนี่แหละ

ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก

เพราะเป็นพลังงานที่ช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุน

ถ้าหมุนต่อเนื่องด้วยอัตราเร็วคงที่โลกก็สมดุล

คือขณะเหวี่ยงหมุนแกนหมุนจะไม่แกว่งส่าย

โลกนี้ก็จะสงบและไร้ซึ่งภัยธรรมชาติ


2.ถ้าเป็นกรรมดีที่ทำโดยหวังสิ่งตอบแทน

เช่นทำแล้วร้องขอนั่นขอนี่เพื่อชาตินี้ชาติหน้า

ผลกรรมหรือผลบุญที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่บริสุทธิ์

โดยจะกลายเป็น #ผลกรรมส่วนตัว ไปทันที

คือเป็นพลังงานดีที่มีคุณสมบัติกรรมกำกับอยู่

จึงไม่เป็นพลังงานสากลเพราะว่ามีเจ้าของแล้ว

ซึ่งโลกหรือใครๆจะนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

นอกจากตัวผู้ก่อกรรมดีนั้นเองกับผู้รับอุทิศไว้


ผลกรรมแบบนี้คือ #พลังงานกรรมส่วนบุคคล

ซึ่งมีคุณสมบัติทางพลังงานเป็นลบ

ที่โลกนำเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

รวมทั้งไม่มีผู้ใดปรารถนาพลังงานนี้ด้วย


ส่วนผลกรรมชั่วในมิติทางพลังงานนั้น

จะเกิดจากมนุษย์สั่นสะเทือนจิตสามนึก

ให้เกิดขันธ์ห้าด้วยกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

ใครคนไหนเหวี่ยงพลังงานนี้ออกมามากๆ

เวลาเดินเข้าป่าเข้าพงตามเส้นทางเดิมๆแล้ว

ใบไม้ต้นไม้จะพากันเหี่ยวเฉาตายให้เห็นเสมอ


เพราะว่าพลังงานกรรมด้านลบนั้น

ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสิ่งใดหรือใครเลย

มีแต่เป็นโทษเท่านั้นแหละท่าน


ใครที่ขยันแต่สั่นสะเทือนจิตสามนึกด้านลบ

จิตหยาบของท่านจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน

ให้สูงขึ้นทางด้านบวกจนถึง 5-6 มิติไม่ได้ด้วย

อย่าหวังว่าใครคนไหนจะช่วยเทพลังลงมาให้

เพื่อยกระดับโลกและตัวท่านให้สูงขึ้นถึง5Dได้

เห็นไหมว่าทุกสิ่งนั้นอำนาจจะเกิดจากข้างใน

ไม่มีสิ่งใดมีอำนาจได้เพราะข้างนอกช่วยเหลือ


ถ้าท่านหิวท่านต้องหาอาหารกินเอง

จะให้คนอื่นกินแทนตัวท่านไม่ได้นั่นแล


ด้วยความรักและปรารถนาดี

เอเมน สาธุ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

6/12/2568


ถ้าท่านเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม ว่ามีจริง



 พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย...

ถ้าท่านเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม ว่ามีจริงแล้ว

ท่านก็ต้องรู้ว่ามนุษย์มีกฎแห่งกรรมไว้ทำไม

ทำไมสัตว์ประจำโลกทั้งหลายและต้นไม้

ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกันจึงไม่มีกฎแห่งกรรม


คำตอบแรก

ที่มนุษย์ต้องมี "กฎแห่งกรรม" 

เพื่อให้ใช้บทเรียนกรรมนั้นเป็น "ครู"

ในการสอนให้มนุษย์ได้เรียนรู้ว่า

ถูกต้องเหมาะสมดีงามบาปบุญคุณโทษ

ที่มนุษย์แสดงออกหรือกระทำนั้นเป็นอย่างไร

ไหนควรไหนไม่ควรแสดงออกหรือกระทำมัน


ถ้าเป็นการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมดีงามแล้ว

ก็เรียนรู้ได้ว่าตนสามารถที่จะทำเช่นนั้นต่อไป

โดย #ผลกรรม ที่มนุษย์กระทำจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า

สิ่งที่ทำนั้นเป็น "กรรมดี" หรือว่าเป็น "กรรมชั่ว"


สิ่งที่มนุษย์จะสังเกตได้ก็คือ

ผลกรรมที่เกิดขึ้นให้เป็นที่ประจักษ์

ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบได้ในชาตินี้

จะเป็นผลกรรมในมิติโลกด้านกายภาพ

 

ตัวอย่างเช่น 

เตะหมาทำหมาเจ็บหมาก็โกรธแล้วแว้งกัดเอา

ถ้าด่าแม่เจ๊กทำเจ๊กโกรธเจ๊กก็จะด่าตอบ

หากเจ๊กขี้โมโหมากอาจคว้าปืนออกมายิงก็ได้

ที่กล่าวนี้ล้วนเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น

เข้าทำนอง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นั่นเอง


กฎแห่งกรรมในมิติโลกด้านกายภาพ

ท่านสามารถที่จะพิสูจน์ตรวจสอบได้ไม่ยาก

เพราะมันจะเป็นผลกรรมเชิงประจักษ์ทั้งสิ้น

แต่ส่วนใหญ่แล้วคนที่ก่อกรรมทำบาปชั่ว

มักจะทำไปโดยไม่รู้ตัวหรือขาดสติเสมอ


สาเหตุสำคัญ

ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "สันดานเคยตัว"

ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "อารมณ์พาไป"

ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "เข้าใจผิด"

ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "ไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว"


สาเหตุของการก่อกรรมทำชั่วมีถึง 4 ประการ

มนุษย์จึงตกเป็นทาสกฎแห่งกรรมกันง่ายๆ คือ


1.เพราะความเคยตัว

2.เพราะขาดสติควบคุมอารมณ์ไม่ได้

3.เพราะหลงผิดเข้าใจผิดรู้ผิดเชื่อผิด

4.เพราะใช้จิตไร้สำนึกขับเคลื่อนพฤติกรรม


เรื่องผลกรรมที่จะเกิดขึ้นในมิติของแก่นแท้นั้น

มันจะปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในชาติหน้า

เพราะอนันตจักรวาลที่มนุษย์โลกดำรงอยู่นี้

เป็นเอกภพที่เป็นสนามพลังงานกว้างใหญ่มาก

เมื่อท่านใช้จิตหยาบหรือจิตสามนึกที่ไร้สำนึก

สั่นสะเทือนขึ้นมาจนเกิดผลกรรมขึ้นเมื่อไหร่

สนามพลังงานเอกภพบริเวณที่ท่านดำรงอยู่นั้น

จะเกิดการสั่นสะเทือนกระเพื่อมจนเป็นคลื่นขึ้น

โดยคลื่นพลังงานกรรมหรือผลกรรมที่ว่านี้นั้น

จะกระจายออกจากตัวท่านเป็นวงกลมต่อเนื่อง


คลื่นการสั่นสะเทือนแต่ละระลอก

ที่สั่นสะเทือนเคลื่อนออกจากตัวท่านไปนั้น

มันจะเดินทางตามๆกันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

คลื่นแต่ละระลอกจะไปสิ้นสุดที่ขอบเอกภพ

แล้วคลื่นแต่ละระลอกก็จะสะท้อนกลับมา

ใครผู้ใดตรงพิกัดไหนในสนามพลังงานเอกภพ

เป็นผู้สั่นสะเทือนหรือเป็นจุดเริ่มต้นของคลื่น

ก็มีหน้าที่ต้องเป็นผู้สิ้นสุดยุติกรรมนั้นเองเสมอ

คือคลื่นแห่งกรรมนั้นมันจะสะท้อนกลับมาหา

อย่างถูกต้องตรงคนที่เป็นเจ้าของมันนั่นเอง


แปลว่าเมื่อตายแล้วจิตวิญญาณมาเกิดใหม่

เพื่อกลับมารอรับคลื่นพลังงานกรรมที่ก่อไว้

แม้ว่าชาตินี้จิตหยาบของตัวท่านจะจำไม่ได้

แต่กระบวนการกฎแห่งกรรมมันจะจำได้เสมอ

ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นมันจะเกิดขึ้นในอดีตชาติ

การสะท้อนกลับของคลื่นกรรมแต่ละกรรม

มันจะค่อยๆสะท้อนย้อนมาหาท่านตลอดเวลา


นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง

ที่ทำให้มนุษย์โลกไม่อาจหนีกฎแห่งกรรมได้

ตามประโยคสำคัญที่ว่า #กรรมใครใครคนนั้นกำ

หรือที่เราชอบกล่าวย้ำซ้ำอยู่เป็นประจำว่า


1.กรรมดีกรรมชั่วใครก่อคนนั้นรับผิดชอบ

2.กรรมดีกรรมชั่วใครทำใครได้

3.กรรมดีกรรมชั่วจะรับกรรมแทนกันไม่ได้


เพราะว่ามนุษย์แต่ละคน

มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในผลกรรมที่ตนก่อไว้

แต่ละคนต่างล้วนมีผลกรรมที่ก่อไว้มากมาย

จิตวิญญาณของท่านทั้งหลายจึงต้องตาย

เพื่อนำจิตวิญญาณที่หลงมิติเพราะผิดบาป

ลงไปแก้ไขเยียวยาหรือว่า "บำบัด" ในนรก

จนกลับสู่สมดุลดังเดิมได้แล้วค่อยมาเกิดใหม่

เพื่อให้ทันกาลที่คลื่นผลกรรมระลอกแรกมาถึง

จะได้สิ้นสุดในการยุติกรรมจากอดีตที่ตนก่อไว้


ถ้าท่านปล่อยให้ตนเองเวียนว่ายตายเกิด

เหมือนจิตวิญญาณพลัดตกลงไปในบ่อย่ำองุ่น

จนนับจำนวนภพชาติแทบไม่ถ้วนแล้ว

องุ่นคือจิตวิญญาณของท่านก็จะถูกย่ำจนเละ

ไม่สามารถรักษาสภาพขององุ่นที่ดีเอาไว้ได้


คำตอบที่สอง

เหตุที่มนุษย์โลกทุกคนต้องมีกฎแห่งกรรม

คอยทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณขณะมีชีวิตอยู่

เพราะมนุษย์มีจิตหยาบแต่สัตว์และพืชไม่มี

โดยมนุษย์จะเปลี่ยนจิตหยาบใหม่ทุกภพชาติ

จิตหยาบจึงต้องเรียนรู้ใหม่ในทุกภพชาติด้วย

เพื่อแสดงออกหรือกระทำได้ถูกต้องตรงจริง


ที่สำคัญคือสัตว์ทุกตัวเป็นสัตว์ประจำโลก

จิตวิญญาณสัตว์ไม่ต้องกลับบ้านแดนสุญตา

คือเวียนตายเวียนเกิดกันอยู่บนโลกนี้เท่านั้น

แต่จิตวิญญาณมนุษย์ทุกคนจะต้องกลับบ้าน


เพราะว่าจิตวิญญาณของมนุษย์

จะหลุดพ้นออกไปจากเอกภพตามลำพังไม่ได้

เนื่องจากเอกภพมีแรงดึงดูดที่เข้มข้นมาก

พวกท่านจึงต้องหมุนธรรมจักรร่วมกันไว้

เพื่อใช้ความรักเพื่อให้สั่นสะเทือนจิตสามนึก

ในการยกระดับจิตหยาบให้เข้าถึง 6D ให้ได้


หากทำสำเร็จจิตหยาบหรือจิตสามนึก

ก็จะสั่นสะเทือนจนเป็นหนึ่งเดียวกันได้ในที่สุด

ทั้งสองจิตเมื่อผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกันได้

จึงจะสามารถหนีแรงดึงดูดของเอกภพออกไป

ที่พระพุทธเจ้าใช้คำว่า #หลุดพ้น กลับบ้าน

ซึ่งเป็นสวรรค์นิรันดรที่พวกท่านจากมากันได้


ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านทบทวนกันตั้งแต่ต้นว่า

มีความรู้ใหม่อะไรบ้างในบทนี้ที่ท่านเพิ่งได้รู้

เมื่อรู้แล้วจงนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์เถิด


ด้วยรักและปรารถนาดี

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

6/12/2568

❤ ❤ ❤


27 พฤศจิกายน 2568

หลงใหลใน “เงามายา”



 พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ในอดีตกาลที่ผ่านมาหลายภพชาติแล้ว

ที่ท่านไม่สามารถหมุนธรรมจักรร่วมกันได้

โดยรักคนที่ทำตนไม่น่ารักก็ไม่ได้

ให้อภัยคนที่ทำตัวไม่น่าให้อภัยก็ไม่เป็น

มีแต่เห็นแก่ตัวกับพวกของตัวเองเท่านั้น

นี่เป็นเพราะว่าไปหลงใหลใน “เงามายา”

ที่เป็นเพียงเปลือกนอกของตัวตนแก่นแท้

คือคุณสมบัติทางจิตวิญญาณของเขาทั้งสิ้น


อาการแสดงออกของคนรอบข้างที่เห็นอยู่นั้น

ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยที่ดีแบบที่ท่านชอบ

หรือเป็นสันดานไม่ดีแบบที่ท่านไม่ชอบก็ตาม

ล้วนแล้วแต่เป็น “เงามายา” ที่เกิดจากแก่นแท้

คือจิตหยาบซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ

ที่เร้นอยู่ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

เหมือนกับสีกลิ่นรสที่เป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่ง


เมื่อได้สัมผัสรู้ดูเห็นมันแล้ว

ท่านมีหน้าที่จะต้อง #เรียนรู้ มันเพื่อให้รู้ว่า

นี่เป็นส้มโอส้มเขียวหวานแตงโมหรือเป็นมะระ

ท่านไม่มีหน้าที่สมสู่กับมายาของมันจนได้เสีย

ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นชอบหรือไม่ชอบเลย


เพราะท่านไม่มีหน้าที่เปลี่ยนขมให้เป็นหวาน

เปลี่ยนส้มเขียวหวานเพื่อให้มันเป็นแตงโม

หรือไม่สามารถเปลี่ยนแตงโมให้เป็นมะระ

เพื่อจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของพวกมันได้

ธรรมชาติของมะระต้องขมถ้าไม่ขมก็มิใช่มะระ


ดังนั้น

สันดานไม่ดีหรือว่านิสัยดีของใครก็ตาม

ท่านจะบังอาจไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข

คุณสมบัติจำเพาะตัวของพวกเขานั้นไม่ได้

ถ้าพบใครที่สันดานไม่ดีแล้วท่านโกรธเกลียด

รู้หรือไม่ว่าจิตหยาบของตัวท่านนั้น

ได้สมสู่กันกับเงามายาของตัวเขาเข้าให้แล้ว

ทั้งที่มันไม่ใช่หน้าที่ของตัวท่านเลยสักนิด

แต่มันเป็นการ #ก้าวล่วง ผู้อื่นอย่างชัดเจน

ซึ่งคนชอบธรรมไม่สมควรก้าวล่วงให้ผิดบาป

ไม่ว่าสรรพสิ่งนั้นจะเป็นคนสัตว์หรือสิ่งของ


นอกจากนั้น

ความโกรธเกลียดพอใจไม่พอใจที่ในจิตนั้น

มันคือลูกหลานของกิเลสมารทั้งสิ้น

สันดานมารพวกนี้มันจะซุกซนไม่อยู่ในโอวาท

มันคือตัวการที่ทำให้จิตหยาบของท่านไม่สงบ

อาการไม่สงบของจิตคือทำให้จิตเกิดทุกข์ได้


ความโกรธเกลียดหรือรังเกียจที่เกิดขึ้น

เป็นตัวบ่งชี้ว่าท่านกำลังต้องการ #ดัดสันดาน

เพื่อจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของแก่นแท้นั้น

ซึ่งท่านก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา

จะเข้าไปเสือกหรือก้าวก่ายกันดื้อๆไม่ได้

เมื่อเปลี่ยนแปลงตามใจของท่านไม่ได้ง่ายๆ

ท่านจึงต้องงัดเอาวิธีการใช้อำนาจเหนือมาใช้


ถ้าเป็นคนหรือสัตว์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต

เมื่อถูกท่านบังคับข่มขืนจิตใจหรือทำการสมสู่

จนมีการได้เสียคือชอบใจไม่ชอบใจเกิดขึ้น

ฝ่ายที่ถูกบังคับข่มขืนเพื่อการสมสู่นั้น

จะมีทั้งที่พอใจและไม่พอใจตอบสนองท่านด้วย

กิเลสมารภายในจิตหยาบของพวกท่าน

จึงฟุ้งกระจุยกระจายเกิดขึ้นให้วุ่นวายไปหมด

โดยมีกิเลสในเวทนาขันธ์เป็นตัวก่อเหตุ

ตามด้วยตัณหาราคะอารมณ์ขยะในที่สุด


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

คนที่ตอบสนองความต้องการสมสู่ของท่านช้า

ไม่ว่าเขาจะพอใจไม่พอใจจะยอมหรือไม่ยอม

ก็ถือว่าท่านโชคดีถ้ากรณีที่เขาคนนั้นไม่พอใจ

เพราะปัญหาในชีวิตทั้งเขาและท่านจะไม่เกิด

คงเกิดแต่เพียง “วิบากกรรมส่วนตน” เท่านั้น

อีกทั้งการเกี่ยวเวรเกี่ยวกรรมกันก็จะไม่มีด้วย

เพราะฝ่ายที่ถูกข่มขืนจิตใจในการสมสู่กันนั้น

ยังมิทันอาฆาตพยาบาทตอบสนองนั่นเอง


ท่านทั้งหลายยังต้องรู้ไว้อีกด้วยว่า

สันดานใครสันดานมันผู้นั้นต้องรับผิดชอบเอง

คนที่สันดานไม่ดีบางทีเขาก็อาจจะพอรู้ตัวอยู่

แต่ตัวเขาก็ยังไม่สามารถแก้ไขสันดานนั้นได้

เนื่องจากจิตวิญญาณแบกขนมาจากอดีตชาติ

เพื่อจะนำมาชำระแก้ไขกันต่อในภพชาตินี้ก็มี

หากท่านยอมอดทนอดกลั้นให้อภัยแก่เขาได้

เพียงแค่ทำตนเป็น #กระจกส่องเงา ให้เขารู้ว่า

ตัวเขากำลังแสดงออกหรือกระทำไม่ถูกต้องอยู่

ทำเท่านี้ท่านก็เกิดบุญกุศลจากทานบารมีแล้ว


เพราะมนุษย์เอาแต่หลงใหลในเงามายา

จึงสอบตกในเรื่องนี้กันมาตลอดหลายภพชาติ

จนเวียนว่ายตายเกิดผ่านวัฏสงสารนานเข้า

กิเลสก็ยิ่งหนาปัญญาก็จะยิ่งนิ่มอ่อนมากขึ้น

ทำให้จิตวิญญาณต้องล้มเหลวในการเป็นมนุษย์

ในแบบที่กล่าวสั้นๆว่า “เสียชาติเกิด” ตลอดมา

แม้จะหมั่นถือศีลกินเจปฏิบัติธรรมนั่งกรรมฐาน

แต่ไม่อาจเยียวยาความโง่ง่ายงมงายของตนได้


ความล้มเหลวของการเป็นคนสองมิติก็คือ

การที่ท่านใช้กิเลสตัณหาพากันหมุนกรรมจักร

เพราะเข้าถึงความรักเพื่อให้มีจิตเมตตาต่อกัน

เพื่อหมุนธรรมจักรร่วมกันตามพันธสัญญาไม่ได้

จึงใช้ความรักทำให้โลกหมุนสร้างสมดุลไม่ได้

ช่วยยกระดับจิตหยาบแบบหมู่คณะกันก็ไม่ได้

จิตหยาบจึงอยู่ที่สี่มิติหรือ 4D มาจนถึงบัดนี้

หยุดอยู่ที่มิติเดิมไม่ได้เพิ่มเป็น 5-6D อีกเลย


ปัญหาสำคัญของพี่น้องชาวโลกก็คือ


1.มองข้ามผ่านเงามายาของสรรพสิ่งไม่ได้

2.นำเงามายาที่สัมผัสได้มาสร้างอัตตาที่ในจิต

เพื่อยึดมั่นถือมั่นมันเอาไว้อย่างแนบแน่น

ทั้งที่เงามายานั้นมันมิใช่อัตตาตัวตนที่แท้จริง


3.เมื่อไปหลงยึดติดมันเอาไว้เสียจนแน่น

พวกท่านจึงยากต่อการที่จะปล่อยวางมันลง

เมื่อยึดมั่นไม่ยอมปล่อยวางจิตท่านจึงไม่ว่าง

พลังจิตจึงตกต่ำความรักจึงได้ถดถอย

จนกลายเป็นคนปัญญาน้อยไปในที่สุด


ยิ่งใครเป็นผู้ใช้กิเลสนำหน้า

ไม่เคยฝึกการใช้ปัญญาเลย

หวังพึ่งสมถะกรรมฐานเพื่อดัดสันดานตนเอง

ไม่ยอมใช้สติปัญญาตามพระโอวาทที่เรากล่าว

ท่านก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น

ที่จัดได้ว่ากำลังมีอาการน่าเป็นห่วง!


กราบพระบาทพระบิดาทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

27/11/2568


25 พฤศจิกายน 2568

อำนาจมนุษย์ต้องเกิดมาจากพลังข้างใน ไม่ใช่เกิดได้เพราะอำนาจภายนอก


 

พี่ๆน้อง ๆ ที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า


ทุกวันนี้มีการเผยแพร่ข่าวสารความรู้ใหม่

เกี่ยวกับเรื่องราวของ “แสงและพลังงาน”

คนส่วนใหญ่ที่มีความรู้น้อยและการศึกษาไม่สูง

ยากที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกันได้ง่ายๆ

ไม่ต่างจากการนำเอาความรู้ระดับมหาวิทยาลัย

มากล่าวเล่าสอนนักเรียนระดับมอต้นมอปลาย

ซึ่งภูมิรู้ภูมิธรรมและภูมิปัญญายังไม่มากพอ

จนไม่สามารถจะคิดตามความรู้ใหม่นั้นได้ง่ายๆ


แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นสาระเชิงวิชาการ

ทำให้ “รู้สึกว่า” มันน่าเชื่อถือจึงเชื่อตามทันที

ทั้ง ๆที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

เชื่อตามทันทีทั้งที่ตนนั้นยังอธิบายมันไม่ได้

บางเรื่องที่เผยแพร่แม้คิดตามอยู่แต่ก็ไม่รู้เรื่อง

เป็นทำนองเดียวกับกรณีนักการเมืองหาเสียง

พวกเขาจะมีวาทศิลป์ในการพูดน้าวโน้มจูงใจ

ทำให้ชาวบ้านคล้อยตามแบบหลงคารมได้เก่ง

เพราะเกิดความรู้สึกพอใจและน่าเชื่อถือไงล่ะ


นักการเมืองคนไหนขยันมาพูดขยันมาหาเสียง

นักการเมืองคนนั้นจะได้รับเลือกด้วยคะแนนสูง

เพราะ #รู้สึกพอใจ นักการเมืองผู้นั้นมากกว่า

เป็นการตัดสินใจเชื่อไม่เชื่อไปตามความรู้สึก

ซึ่งเป็นกิเลสโดยเฉพาะมิใช่ปัญญานั่นแหละ


ตัวอย่างเช่นข้อความหนึ่งที่ประกาศว่า


“โลกยุคปัจจุบันนี้นั้นเป็นโลกยุคห้ามิติคือ 5D

เป็นโลกและมนุษย์ยุคใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น

ความทรงจำระดับเซลล์ของจักรวาลทั้งหมด

กำลังถูกฟื้นฟูเพื่อให้ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิดนั้น

กลับคืนสู่จิตสำนึกในปัจจุบันของแต่ละคน

เพื่อเป็นแสงนำทางส่องสว่างเส้นทางให้ผู้อื่น”


เรามีคำถามตรงนี้ว่าความในย่อหน้าข้างบนนี้

เหมือนจะเป็นความรู้ใหม่ของท่านทั้งหลายเลย

แต่ถ้าท่านจำอุบายเรื่อง #ในจริงมีเท็จ ได้

เราจะคัดเอาเรื่องที่ถูกนำมากล่าวนี้ให้ชัดว่า


#ที่ว่าเท็จ ก็คือทุกวันนี้เป็นโลกยุคห้ามิติ(5D)

#ที่เป็นจริง ก็คือมนุษย์โลกต้องถึงห้ามิติให้ได้

#ที่ปิดบัง ก็คือไม่อธิบายว่าโลกห้ามิติคืออะไร


#ที่หลอกลวง คือคำกล่าวที่ว่า

“โลกและมนุษย์ยุคใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น”

ความจริงแล้วโลกกับมนุษย์ทุกคนในยุคนี้นั้น

เป็นมนุษย์ในยุค “พลังงานเก่า” มิใช่ยุคใหม่


คำว่า “ยุคพลังงานเก่า” หมายถึง

เป็นยุคที่จิตวิญญาณอาสามาเกิดเป็นมนุษย์

ตั้งแต่หกหมื่นปีเศษที่ยาวนานผ่านมาแล้ว

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

คือเข้ามาช่วยกันใช้ความรักทำให้โลกหมุน

ด้วยอัตราเร็วคงที่และเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ดาวโลกทั้งดวงรักษาสมดุลเอาไว้ให้ได้

โดยมีกำหนดการทำหน้าที่กันนานหนึ่งยุค

คือนานถึง 6 หมื่นปีโลกแล้วค่อย #กลับบ้าน


การใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกที่ว่านี้

เป็นหน้าที่ทาง “จิตวิญญาณ” ผู้เป็นแก่นแท้

โดย “จิตหยาบ” ซึ่งเป็นตัวแทนจิตวิญญาณ

ในมนุษย์แต่ละคนจักต้องรับผิดชอบแทน

ซึ่ง “จิตจักรวาล” เรียกว่า #การหมุนธรรมจักร

อันเป็นการทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อ #โลก

คำว่า “โลก” หมายถึงตนเองกับเพื่อนมนุษย์

รวมทั้งดาวเคราะห์โลกทั้งระบบคือทุกสิ่งด้วย


ไม่ใช่มาเกิดเพื่อแสวงหาทุกสิ่งมาสนองตัวเอง

จนนำไปสู่กิเลสตัณหาราคะต่างๆอย่างมากมาย

จำพวกโลภ โกรธ หลง งมงาย โง่ง่ายเป็นอาทิ

ซึ่งเกิดจากการทำเพื่อตอบสนองตนเองทั้งเพ


เพราะการ #หมุนธรรมจักร ด้วย “ความรัก” นั้น

เครื่องยนต์แห่งกรรมของมนุษย์โลกทุกๆคน

โดย “จิตหยาบ” จะสั่นสะเทือน #จิตสามนึก

จนเกิดเป็นกระบวนการของ “ขันธ์ห้า” ขึ้นมา

เพื่อผลิตคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กที่เป็นด้านบวก

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า #เมตตาธรรม

เหวี่ยงออกมาให้โลกและทุกสรรพสิ่งได้ใช้กัน


เมื่อพวกท่านมีจิตวิญญาณเป็นตัวตนแก่นแท้

เข้ามาเกิดเพื่อทำหน้าที่ “ค้ำจุน” สมดุลโลก

ด้วยพลังงานความรักจากจิตสามนึกด้านบวก

ซึ่งกำลังสิ้นยุคในการทำหน้าที่คือ “หกหมื่นปี”

โดยจะมีจิตวิญญาณอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำต่อ

เราจึงเรียกยุคปัจจุบันนี้ว่า #ยุคพลังงานเก่า

เรียกยุคต่อไปในไม่นานนี้ว่า #ยุคพลังงานใหม่


เพราะจะเป็นพลังงานของจิตวิญญาณรุ่นใหม่

ผู้ข้ามมิติเข้ามาจากฟ้าสีครามมาทำหน้าที่ต่อ

เนื่องจากการเปลี่ยนยุคต้องต่อเนื่องและลงตัว

ทำให้โลกเสียสมดุลจนเอกภพมีปัญหาไม่ได้


ดังนั้น

หลังคลอดออกมาจนยืนนั่งลุกวิ่งกลิ้งนอนได้

หากนับอายุขัยก็คงราว ๆบรรลุนิติภาวะแล้ว

#จิตหยาบของมนุษย์ก็จะยกระดับถึงสี่มิติได้

ซึ่งการยกระดับของจิตหยาบนี้จะเป็นอัตโนมัติ

เพียงแค่ทุกคนต้องรักกันและต้องไม่หนีสังคม

ต้องมีความสุขและสนุกกับการเป็นมนุษย์โลก

ไม่คิดจะโยกย้ายด้วยการตายไปเป็นเทวดา

จิตหยาบก็จะเข้าถึง 4D คือสี่มิติได้ทุกคนแล้ว


แต่หน้าที่มนุษย์มิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น

ยังต้องหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้ร่วมกันต่อ

เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนของจิตสามนึก

ให้สูงขึ้นจาก 4D-5D จนถึง 6D ให้ได้โดยเร็ว

เพื่อให้จิตหยาบกับจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว

เตรียมพร้อมที่จะหลุดพ้นกลับแดนสุญตากันไว้

ให้ทันกับพระเจ้าพิพากษาโลกก่อนเปลี่ยนยุค

ซึ่งคาบสุดท้ายในการเปลี่ยนยุคนาน 56 วันนั้น

โลกจะมืดพร้อมกันทั่วโลกไม่มีแสงสว่างเลย


ด้วยเหตุนี้เอง

โลกที่ต้องมี “ห้ามิติ” จึงมิได้เกิดจากภายนอก

แต่เป็นจิตสามนึกในมนุษย์แต่ละคนนั่นแหละ

ต้องหมั่นหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้ร่วมกันไว้

แล้วจิตหยาบของพวกท่านแต่ละคนนั้น

มันจะแผ่พลังอำนาจออกมาให้ปรากฏเอง

โดยเส้นทางสายวิวัฒนาการแบบอัตโนมัตินี้

ทำให้โลกเข้าถึงมิติที่ห้าจนสิ้นสุดมิติที่หกได้


จำนวนมิติของจิตหยาบที่เติบโตขึ้นนั้น

ในมิติทางพลังงานของจิตเราหมายถึง

จำนวนมุมที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนสูงสุด

ที่จิตหยาบนั้นสามารถเข้าถึงได้แล้ว

แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเกิดจากอำนาจภายใน

มิใช่ให้ต่างดาวเผ่าไหนช่วยเทรินลงมาให้

จะมีก็แต่ถ้าใครโง่ง่ายจะถูกพวกมันดักดูดพลัง

เมื่อท่านแผ่เมตตาเหวี่ยงพลังออกมาเท่านั้น


การสร้างบุญสุนทานนั้นใครทำใครได้

ไม่ต้องเอื้อเฟื้อไม่ต้องเผื่อแผ่ให้ใครหรอก

เพราะพ่อแม่ลูกจิตวิญญาณนั้นจะสั่นถึงกันหมด

เนื่องจากเมอร์คขะบาห์แต่ละคนคล้ายคลึงกัน

นอกจากนั้นทำบุญก็อย่าร้องขอผลบุญนั้น

เพราะในมิติทางพลังงานมันจะเป็นผลกรรม

ซึ่งไม่เป็นสากลที่โลกและใครๆเอาไปใช้ไม่ได้


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

25/11/2568