พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
นอกจากพวกท่านจะมีอายตนะภายนอกทั้งห้า
คือตาหูจมูกลิ้นและผิวกายให้สัมผัสรู้ดูเห็นแล้ว
ยังมีจิตหยาบที่เป็นอายตนะภายในอยู่อีกหนึ่ง
ซึ่งมีความสามารถที่จะกำหนดนึกเองได้ด้วย
ดังนั้น
จิตหยาบแต่ละคนจึงมีหน้าที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง
อย่างแรก คือ
จิตจะมีหน้าที่ #รับรู้ สิ่งเร้าต่างๆจากภายนอก
ที่อายตนะทั้งห้าสัมผัสได้แล้วส่งต่อเข้าไปให้
จิตหยาบจะสั่นสะเทือนเพื่อการรับรู้สิ่งนั้นทันที
ถ้าเป็นไปตาม ธรรมชาติ แล้ว
จิตหยาบของท่านจะต้อง รับรู้สิ่งนั้นไว้เรียนรู้
อย่างน้อยต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร
เพื่อรักษาความสงบของจิตหยาบเอาไว้ให้ได้
เพราะในยามจิตสงบนั้นแรงสั่นสะเทือนของจิต
จะเป็นคลื่นความถี่สูงสุดทางด้านบวกเสมอ
หากนำไปขับเคลื่อนเซลล์สมองทั้งสองซีกแล้ว
ท่านจะเข้าถึงพลังอำนาจทางปัญญาได้สูงมาก
โดยท่านจะเป็นคน ฉลาดใช้ปัญญา ที่เป็นเลิศ
แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
ที่พี่น้องชาวโลกทั้งหลายไม่เป็นแบบที่ว่านี้
พอรับรู้สิ่งเร้าผ่านหน้าต่างภายนอกทั้งห้าแล้ว
จะมีการรับเอามาปรุงแต่งแทนการเรียนรู้ทันที
จนไม่สามารถเข้าถึงการใช้ปัญญาของสมองได้
เพราะการรับรู้แล้วรับเอาสิ่งนั้นมาปรุงแต่งต่อ
เป็นสาเหตุให้แรงสั่นสะเทือนของจิตหยาบปกติ
ซึ่งสั่นสะเทือนเป็นความถี่สูงคือ จิตสงบ ดีอยู่
เกิดการกระตุกจนสั่นสะเทือนเป็นความถี่ที่ต่ำลง
ชาวโลกเรียกว่า เกิดสภาวะจิตตก นั่นแหละ
“สภาวะจิตตก” หมายถึงจิตที่เกิดอาการไม่สงบ
ที่จิตจักรวาลเรียกว่า จิตเสียสมดุล ไปชั่วขณะ
เพราะจิตหยาบจะเปลี่ยนค่าความถี่ตกต่ำลงไป
เนื่องจากเมื่อรับรู้แล้วรับเอาจิตจะเปลี่ยนความถี่
จนเกิดเป็น “กิเลสตามด้วยตัณหา” ขึ้นมาแทนที่
พระพุทธเจ้าเรียกอาการของจิตนี้ว่า เกิดทุกข์
นั่นคือจิตหยาบได้เกิดอาการไม่สงบชั่วขณะแล้ว
เนื่องจากจิตหยาบของมนุษย์นั้น
พระเจ้าทรงกำหนดให้มันสั่นสะเทือนได้จำกัด
โดยสามารถทำหน้าที่ได้ทีละอย่างทีละเรื่อง
ถ้าต้องการให้จิตนึกเพื่อคิดต่อด้วยสมองแล้ว
ประการแรก
สภาวะจิตของท่านจะต้องสงบเพื่อให้มันมีพลัง
นั่นคือ มีฌาน ในระดับสูงเท่าที่จะเข้าถึงได้
โดยจิตหยาบต้องว่างไปจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง
จึงเป็นที่มาของคำว่านิพพานของพระพุทธเจ้า
อันหมายถึงนิพพานกิเลสให้หมดสิ้นนั่นแหละ
เพราะนอกจากกิเลสจะทำให้พลังจิตตกต่ำแล้ว
กิเลสยังจะมีอำนาจเหนือนำการนึกคิดอีกด้วย
ประการที่สอง
ให้กำหนดนึกเพื่อคิดเพื่อพูดเพื่อทำทีละเรื่อง
ท่านต้องจัดระบบในการนึกคิดของจิตกับสมอง
ให้มันเป็นระเบียบและเป็นระบบเอาไว้เสมอ
ด้วยการจัดลำดับขั้นตอนในสิ่งที่จะนึกคิดพูดทำ
ไม่ทำตนเป็นคน “ดับเบิ้ลมั่ว” โดยเด็ดขาด
เพราะจิตหยาบกับสมองที่เป็นกายหยาบนั้น
มันทำงานพร้อมกันหลายเรื่องไม่ได้นั่นเอง
#หน้าที่ของจิตหยาบอย่างที่สอง
คือการทำหน้าที่เป็น จิตสามนึก ของมนุษย์
จิตสามนึกก็คือ นึกออก นึกเอา นึกเอง
คือองค์ประกอบสำคัญในการเป็นคนสองมิติ
ที่จิตวิญญาณถือคุณสมบัตินี้มาจากด่านนภาลัย
เพื่อนำมาให้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของตนใช้
ขณะที่จิตวิญญาณมีภพชาติเป็น “คนสองมิติ”
แต่ต้องแวะนำส่งคืนก่อนจะหลุดพ้นกลับบ้าน
เพราะจิตหยาบของคนสองมิติทุกคนจะต้องใช้
ในการขับเคลื่อนพฤติกรรมเพื่อการดำเนินชีวิต
ซึ่งจิตวิญญาณเองไม่จำเป็นจะต้องใช้งานมัน
โดยที่ขณะจิตวิญญาณมาเกิดเป็นคนสองมิตินั้น
ทรงกำหนดให้จิตวิญญาณมี จิตใต้สามนึก
คอยสั่นสะเทือนตาม “จิตสามนึก” กันอยู่แล้ว
ไม่ว่าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์
เมื่อสั่นสะเทือนเป็นนึกคิดพูดทำสิ่งใดก็ตาม
จิตใต้สามนึกก็จะสั่นสะเทือนไปตามนั้นเสมอ
ไม่สามารถโกหกตอแหลบิดเบือนปิดบังได้
พระเยซูและพระพุทธเจ้าที่เป็นพระศาสดา
จึงทรงเน้นให้คนชอบธรรมทุกคนต้องมีสัจจะ
เพราะทรงทราบความจริงเรื่องนี้ดีอยู่แล้วว่า
จิตหยาบของท่านจะโกหกจิตวิญญาณไม่ได้
เพราะว่าจิตสามนึกเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ
ในอดีตกาลพวกมารหรือผีโสโครกตัวชั่ว
จึงพยายามสอนมนุษย์ให้เสพติดกิเลสกันไว้
เพื่อลดทอนพลังจิตและพลังปัญญาของมนุษย์
ให้ต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านพวกตนกันไม่ได้ง่ายๆ
นอกจากนั้น
ยังหลอกให้มนุษย์ใช้ พลังจิตใต้สามนึก
เพื่อทำให้จิตวิญญาณเสื่อมพลังอำนาจลง
เพราะใช้อย่างพร่ำเพรื่อและใช้ผิดวิธีด้วย
โดยมารจะสอนให้ท่าน สั่งใช้จิตใต้สามนึก
ซึ่งเอาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มายั่วกิเลสตัณหา
เพราะรู้ดีว่าจิตวิญญาณพวกตนวิบัติกันมาแล้ว
เพราะใช้พลังจิตใต้สามนึกหลอกลวงมนุษย์
เพื่อหวังดูดพลังงานบวกและดื่มกินเครื่องเซ่น
จากมนุษย์โลกที่งมงายและโง่ง่ายนั่นแหละ
ความวิบัติของจิตวิญญาณผีโสโครกก็คือ
จิตวิญญาณเดิมที่มี 6D คือมีหกเหลี่ยมมุม
เสื่อมพลังอำนาจจากระดับหกลงมาเหลือห้าอยู่
จนทำให้พลังอำนาจของมารหรือผีโสโครกนี้
เกิดการตกต่ำหรืออ่อนแรงลงไปอย่างมากมาย
จะกลับมาเกิดใหม่เพื่อสมสู่กับมนุษย์อีกก็ไม่ได้
จะใช้วิชามารหลอกลวงมนุษย์อีกก็ไม่กล้าเสี่ยง
เพราะรู้ดีว่ายิ่งอวดแสดงฤทธิ์มากยิ่งเสื่อมมาก
จึงใช้วิธีหลอกล่อและจูงใจให้มนุษย์เกิดกิเลส
แล้วให้กิเลสในจิตหยาบที่เราเรียกว่ามารภายใน
ทำการครอบงำหรือบงการพวกท่านแทนไงล่ะ
พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบความจริงไว้ว่า
การรู้สติอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น
จึงจะจัดการกิเลสที่เป็นมารภายในตนเองได้
แต่ในยุคของ จิตจักรวาล คือยุคปัจจุบันนั้น
รู้สติคือรู้ปัจจุบันแค่ลมหายใจเข้าออกไม่พอ
ต้องมีมหาสติคือธรรมชาติสมาธิจึงจะเอาอยู่
ต้องรู้สติ ต้องมีสติ #ตองใช้สติ ให้ได้ด้วย
จิตหยาบและจิตวิญญาณของท่านจึงจะ “รอด”
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
27/12/2568