16 กุมภาพันธ์ 2569

อีกหนึ่งในความสับสนของมนุษย์

 


อีกหนึ่งในความสับสนของมนุษย์


เพราะพี่น้องชาวโลกทุกชาติทุกศาสนา

ไม่เข้าใจว่าเมื่อตนเองนั้นได้เกิดมาเป็นมนุษย์ 

นอกจากจะต้องทำหน้าที่ทางโลกให้ลุล่วงแล้ว

ตนยังมีหน้าที่ทางจิตวิญญาณจะต้องทำด้วย

มิได้มีหน้าที่ทางโลกที่จะต้องทำอยู่ด้านเดียว


ส่วนใหญ่แล้วหน้าที่ทางโลกของมนุษย์

จะใช้ความอยากไม่อยากซึ่งเรียกว่า #ตัณหา

เป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำด้วยกันทั้งสิ้น

เพราะว่าจิตหยาบเสพติดกิเลสเสียจนเคยตัว

จึงกลายเป็น “สนิม” เกาะเซาะจิตหยาบ

จนนานปีแทบจะกลืนเป็นหนึ่งเนื้อเดียวกันไป


พระพุทธองค์จึงชี้ให้มนุษย์ “นิพพาน” กิเลส

เพื่อให้พวกท่านเคาะสนิมออกจากจิตให้หมด

ถ้าเคาะสนิมที่พอกพูนอยู่นั้นออกให้หมดไม่ได้

จิตหยาบหรือจิตมนุษย์นั้นมีแต่จะชำรุดเสียหาย

เมื่อชำรุดเสียหายมากแล้วก็ใช้งานต่อไปไม่ได้

จึงเป็นที่มาของการที่จิตวิญญาณของท่านผู้นั้น

จะต้องละทิ้งจิตหยาบกับกายหยาบรูปธรรมนั้น

เพื่อการเปลี่ยนใหม่แล้วเริ่มใหม่ในชาติต่อไป

ในแบบที่มนุษย์โลกทั้งหลายกำลังเผชิญกันอยู่


ถ้าจิตหยาบชำรุดมากเท่าไหร่

มนุษย์แต่ละคนจะต้องตายเร็วมากขึ้นเท่านั้น

เพราะเป็นการตายเพื่อ Set Zero

คำว่า “เซ็ตซีโร่” ในที่นี้เราหมายถึง

ทิ้งจิตหยาบเดิมที่ชำรุดแล้วเสื่อมแล้วไว้

เพื่อเกิดใหม่จะได้ใช้จิตหยาบกลุ่มใหม่แทน


ดังนั้น

การที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องนิพพานไว้

ทรงหมายถึงให้มนุษย์โลกเร่งนิพพานกิเลส

โดยใช้ธรรมะของพระองค์เคาะสนิมกิเลสออก

แล้วป้องกันไม่ให้สนิมกิเลสใหม่มาเกาะเพิ่มอีก


คนที่เที่ยวถามว่า “แดนนิพพาน” นั้นอยู่ที่ใด

จงรู้คำตอบด้วยว่า #ดินแดนนั้นอยู่ที่จิตหยาบ

ซึ่งอยู่ภายในกายสังขารของท่านเองนั่นแหละ

ไม่ได้เร้นอยู่ที่ไหนในจักรวาลอันไพศาลนี้เลย

แท้แล้วมันอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกนี่เอง


นิสัยที่ไม่ดีจนทำให้มีความประพฤติผิดพลาด

มีอยู่ประการหนึ่งซึ่งมนุษย์เมื่อเผชิญกับสิ่งใด

ก็มักจะติดตามถามหาตัวตนว่าคนนั้นเป็นใคร

ลำดับถัดมาก็มักจะถามหาว่า “ที่ไหน” เสมอ


เพราะมนุษย์รู้กันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า

คำว่า “นิพพาน” นั้น มิได้ทรงหมายถึง “คน”

จึงพากันหันไปถามด้วยคำถามที่สองแทนว่า

แดนนิพพานที่ทรงว่านั้นมันอยู่ที่ไหนกันแน่?


แต่เพราะแดนนิพพานมันอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก

มนุษย์แต่ละคนมักจะมองไกลออกไปจากตัว

จึงมองข้ามปลายจมูกของตนไปจนแลไม่เห็น

นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งทำให้มนุษย์สับสน

เพราะถามตนเองผิดพลาดจึงพลาดความรู้ไป

ความรู้ที่พลาดคือ นิพพานคืออะไรอย่างไร


หากตราบใดที่มนุษย์โลกทั้งหลาย

ไม่ใส่ใจที่จะสนองตนเองในมิติของจิตวิญญาณ

โดยยังไม่เข้าใจในคำสอนของพระศาสดาที่ว่า


1.นิพพานคืออะไร? 

2.ทำไมจึงต้องนิพพาน?

3.ท่านจะเข้าถึงนิพพานได้อย่างไร?


ท่านก็จะเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งซึ่งเสียชาติเกิด

ที่ทำให้จิตวิญญาณของท่านต้องตกบ่อย่ำองุ่น

คือต้องวุ่นวายว่ายเวียนอยู่กับการมีภพชาติ

เกิดมาเพื่อตายเมื่อตายแล้วก็มาเกิดใหม่อีก

เป็นอยู่แบบนี้เรื่อยไปจนไม่รู้จบสิ้นเลยทีเดียว

ทั้งที่จิตวิญญาณของท่านไม่มีหน้าที่ต้องตาย

แต่เพราะจิตหยาบทำผิดต่อจิตวิญญาณตัวเอง

ไม่สามารถรักได้ให้อภัยเป็นแถมเห็นแก่ตัวอีก

เนื่องจากจิตหยาบมีสนิมกิเลสติดอยู่เกรอะกรัง

จนไม่อาจสั่นสะเทือนให้เป็นคลื่นความถี่สูงได้

มนุษย์ส่วนใหญ่จึงมีสภาวะจิตที่ไม่สุขสงบเลย

จิตที่ไม่สุขสงบนี่แหละหมายถึง “ทุกข์” ไงล่ะ


ความจริงแล้วการพ้นทุกข์ดับทุกข์นั้น

จะต้องดับทุกข์พ้นทุกข์ที่ตรงจิตหยาบของท่าน 

ต้องทำมันให้สำเร็จขณะยังมีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่

โดยที่ท่านไม่ต้องรอให้ตายไปจากชาตินี้ก่อน

เพราะขณะมีชีวิตอยู่ความทุกข์ทั้งปวงของท่าน

เป็นอาการหรือจริตของจิตหยาบกับกายหยาบ

ยังไม่ได้ถูกส่งต่อให้กับจิตวิญญาณแก่นแท้เลย

แสดงว่าจิตวิญญาณของท่านยังมิได้ทุกข์ร้อน

ผู้ทุกข์ร้อนเป็นแค่จิตหยาบของท่านเท่านั้นเอง


เพราะจิตหยาบของท่านโง่ง่ายจึงถูกหลอก

ให้ขลาดกลัวตัวทุกข์แล้วอยากมีความสุขแทน

ทุกข์กับสุขจึงเกิดเป็นตัวตนขนาดใหญ่ขึ้นมา

เพราะจิตหยาบมันเกิดตัณหาคือความอยากขึ้น

ยิ่งอยากมากอัตตาของทุกข์กับสุขก็ยิ่งโตมาก

เพราะความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดแล้วทนได้ยาก

เมื่อจิตหยาบทนไม่ได้ก็จะแสดงอาการออกมา

เพื่อระบายหรือผ่อนคลายความทุกข์นั้นทิ้งไป

ไม่ต่างจากการปวดท้องถ่ายหนักเบานั่นแหละ

ท่านทนไม่ไหวจึงต้องถ่ายมันออกมาทุกครั้งไป


เรากล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว

ท่านได้สติทางวิญญาณกันขึ้นมาบ้างไหม?

กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา 


สื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

16/02/2569