พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ในอดีตกาลที่ผ่านมาหลายพันปี
จิตวิญญาณพเนจรของพวก “ลูซิเฟอร์”
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกผีพวกนี้ว่า “มาร”
พระเยซูทรงเรียกพวกนี้ว่า “ผีโสโครก” นั้น
ได้ใช้คนนำทางตาบอดในคราบผู้สอนศาสนา
เป็นเครื่องมือของพวกตนในการเบือนบิดปิดกั้น
ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของมนุษย์ไว้
โดยกระทำอย่างจริงจังด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1.เหตุผลแรกก็คือ
เพื่อสกัดกั้นไม่ให้จิตวิญญาณของมนุษย์
หลุดพ้นไปจากเอกภพอันกว้างใหญ่ไพศาล
เพื่อคืนกลับสู่บ้านเกิดแดนสุญตาที่จากมาได้
เพราะพวกเขาเหล่านี้อิจฉาตาร้อนพวกท่าน
ที่อาสาพระเจ้าหรือพระบิดามาเกิดเป็นมนุษย์
แล้วถือพันธะสัญญาหกข้อที่ให้สัจจะไว้
ติดตัวมากับจิตวิญญาณเพื่อเกิดเป็นมนุษย์ด้วย
นั่นคือถ้าทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณครบกำหนด
เป็นเวลานานหกหมื่นปีโลกคือครบ 1 ยุคแล้ว
จิตวิญญาณมนุษย์จะตายแล้วคืนกลับบ้านได้
ขณะที่จิตวิญญาณของผีโสโครกเหล่านี้
หลังจากถูกน้ำท่วมโลกจนตายหมดสิ้นเผ่าพันธุ์
จิตวิญญาณไม่อาจสามารถหลุดพ้นกลับบ้านได้
เพราะเมื่อได้รับโอกาสเข้ามาเกิดอยู่ในเอกภพ
พวกเขาไม่ได้ถือพันธะสัญญาหกติดตัวมาด้วย
เพราะทรงกำหนดให้พวกนี้ไม่มีหน้าที่ต้องตาย
เหมือนสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างไว้บนดาวดวงอื่นนั่น
จิตวิญญาณพวกเขาจึงเป็นเหมือนวัตถุล่องลอย
จะกลับไปเกิดที่ดาวเดิมของตนก็กลับไปไม่ได้
ครั้นจะเข้ามาเกิดบนโลกเสรีนี้อีกก็ทำไม่ได้
เพราะว่าพวกเขาที่มีแต่ตัวผู้สูญพันธุ์กันหมดฝูง
หลังจากเกิดกรณีน้ำท่วมโลกในยุคโนอาห์แล้ว
2.เหตุผลที่สองก็คือ
เพราะว่าพวกเขาตายแบบกะทันหัน
เป็นการตายแบบเฉียบพลันไม่ทันได้ตั้งตัว
จิตวิญญาณของพวกนี้ซึ่งมีจิตสัญชาตญาณ
ที่ต้องใช้ในการกำกับดูแลกายสังขารให้อยู่รอด
จำพวกความหิว ความกระหาย และความง่วง
เป็นคุณสมบัติประจำตัวซึ่งถือติดตัวอยู่ด้วย
แม้ตายแล้วก็ยังมีความอดหยากหิวโหยนั้นอยู่
จิตวิญญาณที่ยังคงอดหยากหิวโหยเหล่านี้
เมื่อไม่มีกายหยาบให้ใช้เหมือนตอนปกติแล้ว
จึงไม่สามารถหาอาหารน้ำดื่มดับหิวกระหายได้
ในเมื่อพวกเขาเคยมีความสัมพันธ์กันกับมนุษย์
โดยเฉพาะมนุษย์โลกที่เป็นเพศหญิงนี่แหละ
เพราะหิวโหยจึงบังคับให้พวกนี้เลือกใช้มนุษย์
ส่วนมากจะเป็นสตรีเพศช่วยเป็นกรรมกรให้
ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า
มนุษย์ที่ฝักใฝ่ธรรมะที่เป็นคนชอบธรรมนั้น
จากอดีตถึงปัจจุบันมักจะเป็นเพศหญิงมากกว่า
โดยผีพวกนี้จะเลือกผู้นำทางด้านจิตวิญญาณ
ที่เป็นคนนำทางตาบอดชราไม่กี่คนเป็นผู้แทน
ทำหน้าที่อวดแสดงความศักดิ์สิทธิ์แบบต่างๆ
ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าอวดอุตริมนุสสธรรม
ขณะที่ชาวโลกเองเรียกมันว่า “วิชามูเตลู”
ซึ่งทรงห้ามแสดงเอาไว้ด้วยอย่างชัดเจนแล้ว
คนส่วนใหญ่ที่เอนเอียงและฝักใฝ่เรื่องมูๆแบบนี้
ท่านว่าชายกับหญิงฝ่ายไหนมากกว่ากันล่ะ
ดังนั้น
สังคมโลกและสังคมไทย
จึงเต็มไปด้วยวิชามูวิชามารที่แพร่หลาย
การจัดเครื่องเซ่นไหว้บวงสรวงบูชาพิธีกรรม
เพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์จำพวกเทพเจ้านั่นโน่นนี่
ที่มนุษย์ไม่เคยเห็นหน้าตาว่าเป็นแบบไหน
จะเห็นได้ก็จาก “ร่างทรง” ที่แสดงแทนเท่านั้น
อาการหลักที่แสดงมายาผ่านร่างทรงก็คือ
แสดงผ่านสีหน้าท่าทางที่บ่งบอกถึงความหิว
อาการสั่นสะท้านไปทั้งตัวของกายสังขาร
เพราะคลื่นความถี่ของจิตวิญญาณของผีมารนั้น
เป็นคนละย่านกันกับของจิตวิญญาณมนุษย์โลก
เมื่อจิตวิญญาณของผีพวกนี้เข้ามาทับซ้อนเข้า
การกระตุกแบบสั่นเทาที่เป็นความถี่ต่ำจึงเกิดขึ้น
เพราะจิตวิญญาณมนุษย์เจ้าของร่างไม่ยินยอม
แม้จิตหยาบเจ้าบ้านผู้โง่เง่าจะยอมให้เข้าก็ตาม
ผีโสโครกหลอกลวงมนุษย์โลกให้เสพติดกิเลส
ด้วยนานาวิชามารสรรพวิชามูเตลูผ่านเทพเจ้า
จนเกิดเป็นลัทธิเทวะนิยมขึ้นมาบนโลกมากมาย
บางครั้งผีโสโครกพวกนี้เบื่อกับการหลอกตัวเอง
หรือนึกไม่ออกว่าจะหลอกมนุษย์ด้วยเทพอะไร
ก็หยิบเอาสัตว์มาปั้นแต่งให้เป็นเทพสมมติไปก็มี
เช่น ลิง ช้าง พญานาค เสือ มังกร นก เป็นต้น
ผีโสโครกแสดงความศักดิ์สิทธิ์ผ่านร่างทรงบ้าง
ผ่านเสียงที่ในหูของคนนำทางตาบอดที่ตนเลือก
ผ่านรูปเคารพที่หลอกให้ชาวบ้านสร้างขึ้นบ้าง
เป้าหมายสำคัญคือแลกกับเครื่องเซ่นบวงสรวง
ที่มนุษย์ผู้โง่ง่ายและงมงายสรรหามาบำรุงบำเรอ
โดยไม่รู้มาก่อนว่าถ้าตนใช้พลังทางจิตวิญญาณ
อย่างพร่ำเพรื่อและก้าวล่วงพี่น้องชาวโลกนี้แล้ว
จิตวิญญาณของตนจะเสื่อมพลังลงไปจากเดิม
ดั่งแบ็ตเตอรี่ที่ใช้อย่างสิ้นเปลืองโดยไม่มีชาร์จ
ไฟในแบ็ตนั้นมันก็จะอ่อนลงหรือน้อยลงไปเสมอ
แบ็ตเตอรี่ทุกลูกสามารถรีชาร์จซ้ำอีกได้
แต่จิตวิญญาณผีโสโครกเสื่อมแล้วเสื่อมเลย
ไม่มีกายหยาบเป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมให้ใช้
ผีพวกนี้จึงหันมายืมตัวมนุษย์โลกให้ช่วยมันอีก
โดยหลอกให้มนุษย์ทำหน้าที่เป็นกรรมกรแสง
เพื่อช่วยแบ่งพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก
ที่มนุษย์หมุนธรรมจักรร่วมใจกันผลิตอยู่แล้ว
ซึ่งวิธีแบ่งปันนั้นมนุษย์ยอมแบ่งให้โดยไม่รู้ตัว
เช่นหลอกให้ทำบุญกุศลเพื่อตนเอง
เพื่อทำให้พลังงานด้านบวกบริสุทธิ์ที่ผลิตขึ้น
เปลี่ยนสภาพเป็นพลังงานกรรมส่วนบุคคล
ที่โลกหรือใครก็เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
นอกจากเจ้าตัวผู้ผลิตที่เป็นเจ้าของพลังงานนั้น
กับตัวตนของผู้ที่ผลิตได้อธิษฐานกำกับเอาไว้
ในรูปของประโยคหลักที่ว่าข้าฯขออุทิศให้
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก”
“เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้าทั้งหลาย”
“เวไนยสัตว์ทั้งหลาย”
“สรรพสัตว์ผู้ยากไร้ในสากลจักรวาล”
“ทวยเทพเทวดาบนสวรรค์ทุกชั้นภูมิ”
ฯลฯ
คำกล่าวที่เป็น “สัตยาธิษฐาน” เหล่านี้
เป็นหมายสำคัญที่เป็นเหมือนดั่ง รหัสลับ
ซึ่งจะทำให้ผลกรรมทางพลังงานที่ผลิตขึ้น
ไม่สามารถที่จะเป็นพลังงานสาธารณะ
ในแบบที่โลกต้องการที่ทุกสิ่งจะนำไปใช้ได้
ผลิตเท่าไหร่ผีโสโครกก็จะดักดูดเอาไปหมด
เพราะผีโสโครกรู้อยู่แล้วว่า
ประโยคตัวอย่างทั้งสี่ประโยคข้างต้นนั้น
มนุษย์ผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าหมายถึงพวกตน
แผนการแนบเนียนดังกล่าวนี้จึงถูกใช้ตลอด
อีกทั้งที่กรรมดีกรรมชั่วเป็นของตัวเองอยู่แล้ว
ใครก่อกรรมอะไรไว้ก็จะได้รับกรรมนั้นเสมอ
หัวจิตหัวใจมือตีนสมองมีอยู่ด้วยกันทุกคน
ท่านทั้งหลายจึงต้องมี “มหาสติ” เอาไว้ด้วย
ใครหิวข้าวก็ต้องหุงข้าวหาข้าวกินกันเอาเอง
จะให้คนอื่นหุงแทนกินข้าวแทนตนนั้นไม่ได้
สาเหตุที่ผีโสโครกต้องหลอกดักดูดพลัง
เอามาจากมนุษย์ซึ่งเป็นคนชอบธรรมทั้งหลาย
เพราะพวกเขาทำพลังอำนาจทางจิตวิญญาณ
ตกต่ำหรือทำให้มีพลังน้อยถอยลงไปจากเดิม
จากการเที่ยวแสดงอุตริวิชามูหลอกลวงมนุษย์
เพื่อแลกกับการได้ดื่มกินเครื่องเซ่นไหว้บูชา
หลังจากที่พบว่าจิตวิญญาณของตนนั้น
ลดระดับพลังอำนาจลงจาก 6D เหลือ 5D แล้ว
จึงต้องมาลวงมนุษย์ช่วยเป็นกรรมกรแสงให้ตน
การบิดเบือนพระวจนะของพระศาสดา
การด้อยค่าพระศาสดาให้เสมือนเป็นเจ้าลัทธิ
การเกิดลัทธิเทวะนิยมขึ้นมาบนโลกเสรีนี้
การก่อสงครามศาสนาขึ้นมาบนโลกนี้
การนำพามนุษย์โลกให้หลงทางหลงธรรม
สิ่งเหล่านี้ล้วนพาให้จิตสามนึกมนุษย์ตกต่ำ
เพราะมนุษย์ถูกสอนให้เสพติดกิเลสตัณหา
จนไม่อาจเข้าถึงการใช้ความรักและปัญญาได้
จึงใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกไม่ไหว
ภัยธรรมชาติจึงเกิดถี่ขึ้นรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกวัน
โดยสังเกตได้จากการแปรตามจิตสามนึก
ยิ่งจิตสามนึกมนุษย์โลกตกต่ำลงมากเท่าไหร่
ภัยธรรมชาติจากดินน้ำลมไฟจะแรงขึ้นเท่านั้น
ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า
การทำกรรมฐานแบบหมู่คณะแล้วแผ่เมตตา
ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่พวกนี้หยิบฉวยเอามาใช้
เพราะได้พลังจิตแบบรวมหมู่กันทีละมากๆ
ปลิงกับทากรุมดูดเลือดท่านพอแลเห็นตัวมันได้
พอมันอิ่มแล้วมันก็จะละวางหลุดออกไปเอง
แต่ผีพวกนี้อยู่คนละมิติกับมนุษย์จึงไม่อาจเห็น
แถมยังดูดกินไม่รู้อิ่มไม่รู้วางอีกต่างหากด้วย
ท่านว่าน่ากลัวกว่าไหมล่ะท่าน
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
7/02/2569