17 กุมภาพันธ์ 2569

เอกภพหมายถึงอะไร



 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

เอกภพหมายถึงอะไร


คำว่า “เอกภพ” นี้พระเจ้าทรงหมายถึง

ทุกถ้วนสรรพสิ่งที่ได้ทรงกำหนดสร้างขึ้น

แล้วจัดวางไว้บนพิกัดต่างๆให้ดำรงอยู่ในนั้น

โดยให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีระเบียบ

ด้วยกฎแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกสิ่ง

พระองค์จึงทรงเรียกสิ่งนี้ว่า #เอกภพ 


ความหมายของคำว่า “เป็นหนึ่งเดียวกัน”

ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของทุกสรรพสิ่ง

ที่ไม่มีใครบังอาจสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

ต่อนี้ไปเราจะเรียกว่า #กฎแห่งการเปลี่ยนแปลง


“กฎแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่ว่านี้

จะเป็นหนึ่งในกฎหลักที่มนุษย์อย่างท่านต้องรู้

โดยกฎนี้เป็นกฎของการสัมพันธ์กันของสรรพสิ่ง

ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ


1.การเกิดขึ้น

2.การดำรงอยู่

3.การเสื่อมสลาย


นัยสำคัญทั้งสามประการนี้ คือ

กฎแห่งการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง

ที่ดำรงคงอยู่ภายในเอกภพอันไพศาลนี้


ความหมายคือทุกถ้วนสรรพสิ่งในเอกภพนี้

เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็จะต้องมีสิ่งนั้นดำรงอยู่

โดยจะต้องมีอีกสิ่งหนึ่งเสื่อมสลับเพื่อดับไป

เพื่อให้ทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในเอกภพ

ที่พระเจ้าสร้างไว้แล้วนั้นให้สมดุลอยู่เสมอ


ทั้งหมดที่เรากล่าวนี้เป็นความจริงของเอกภพ

ตามที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดออกแบบเอาไว้

เพื่อให้เอกภพนี้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนมั่นคง

เพราะทรงมีพระประสงค์ในการสร้างเอกภพขึ้น

เพื่อทรงใช้เป็น “ห้องทดลอง” ของพระองค์ว่า

พระองค์เองนั้นจะทรงสามารถทำอะไรได้บ้าง

หมายถึงใช้เพื่อเรียนรู้ให้ได้รู้จักตนเองโดยแท้

เมื่อทรงเรียนรู้โดยสร้างสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

กฎแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกสรรพสิ่งนี้

จึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่จะต้องทรงกำหนดไว้


ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้ว่า

พระเจ้าไม่เคยสร้างสิ่งใดแล้วทำลายสิ่งนั้นเลย


ตัวอย่างหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงแนะเน้นแก่เรา

ให้นำเอามาอ้างอิงต่อท่านทั้งหลายตลอดมา

นั่นคือ “ไส้ติ่ง” ซึ่งเป็นส่วนเกินที่ติ่งออกมา

ตรงส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ในมนุษย์ทุกคน

โดยมนุษย์ทุกคนล้วนมีอวัยวะส่วนนี้อยู่จริง

แต่รู้ดีว่าใครจะ “ตัดทิ้งไป” เมื่อมันอักเสบก็ได้


การเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์นี่ก็เช่นกัน

ถ้าโลกนี้มีแต่ผู้ที่มาเกิดใหม่อยู่อย่างเดียวแล้ว

หากไม่มีใครตายหายไปจากโลกเลยสักคน

ทั้งยากจนหรือคนมั่งมีที่เกิดแล้วไม่มีใครตาย

มีแต่จิตวิญญาณผู้ที่ตายแล้วอยากมาเกิดอีก

ระบบโลกซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งของเอกภพที่ว่านี้

จะไม่สามารถดำรงอยู่อย่างสมดุลกันต่อไปได้

จำนวนผู้เกิดใหม่กับจำนวนผู้ตายจากโลกนี้ไป

จึงต้องสัมพันธ์กันด้วยการแปรผันตามเสมอ


สาเหตุที่พระเจ้าหรือพระผู้สร้าง

ซึ่งพระบุตรเอกทรงถวายพระนามว่า God

พระเยซูถวายพระนามว่า องค์พระยะโฮวา

พระนบีถวายพระนามว่า องค์อัลเลาะฮ์

มายุคนี้เราถวายพระนามว่า องค์จิตจักรวาล

ไม่ว่าใครจะถวายพระนามพระองค์ว่าอะไร

พระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้สร้างมีแค่พระองค์เดียว

พระนามรวมที่เป็นภาษาสากลก็คือก๊อด (God)

ใครจะบิดเบือนไปเป็นพระนามอื่นไม่ได้ทั้งนั้น


เพราะพระองค์ทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงาน

ทรงถือกำเนิดหรืออุบัติขึ้นมาด้วยพระองค์เอง

ใครอยากรู้ว่าทรงอุบัติขึ้นมาด้วยตนเองอย่างไร

ก็ลองย้อนไปอ่านคัมภีร์นิพนธ์เล่มเก่าๆของเรา 

ที่มีชื่อปกว่า ใครสร้างพระเจ้า พระเจ้ามีจริง

ทั้งสองเล่มนี้มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับพระเจ้าครบครัน

โดยเฉพาะผู้ที่ยังหลงผิดว่าพระองค์เป็นเทพเจ้า

แล้วจัดให้พระองค์เป็นหนึ่งในลัทธิเทวะนิยมไป

จึงปฏิเสธพระเจ้าหรือก๊อดไปอย่างไม่ใยดี

เพราะปฏิเสธเรื่องเทวะนิยมแบบงมงายไม่รู้จริง

ทั้ง ๆที่ในปากของตนยังอมผีโสโครกอยู่เต็มล้น


ตัวอย่างเช่น

สอนให้รีบตายเร็วๆเพื่อให้พ้นไปจากทุกข์

เพราะถูกผีโสโครกหลอกผ่านคนนำทางตาบอด

ให้เกลียดกลัวตัวทุกข์แบบงมงายโง่ง่าย

โดยบิดเบือนคำว่าทุกข์หรือทุกขังไปเป็นอื่น

จากคำว่าทุกข์ที่หมายถึงจิตเปลี่ยนไปจากสงบ

เมื่อจิตหยาบนั้นมันทนไม่ไหวเพราะจิตตกมาก

จิตจะแสดงอาการนั้นออกมาทางกายภายนอก

ให้เห็นว่าจิตนั้นเปลี่ยนไปไม่สงบดังปกติอีกแล้ว


ผีโสโครกไม่พูดถึงพระวจนะพระพุทธเจ้าที่ว่า

ความสุขที่แท้จริงนั้นมันคือความสงบต่างหาก

แต่ทำบิดเบือนเชือนแชแถไปหาเกิดแก่เจ็บตาย

โดยยกมาเป็นตัวอย่างอ้างอิงว่านั่นคือกองทุกข์

ซึ่งเป็นกลลวงแบบ “ในจริงมีเท็จ” อีกเช่นกัน

เพราะเกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฏน่ะทุกข์จริงๆ

แต่เป็นความทุกข์ทางโลกที่แก้ไขได้ป้องกันได้

ด้วยการมาเกิดแล้วต้องคนตนเองให้เป็นมนุษย์


ที่ผ่านมาศึกษาธรรมะโดยไม่รู้ว่าต้องคนยังไง

ได้แต่ปลีกวิเวกหนีเข้าป่าถ้ำปฏิบัติทำคนเดียว

เคี้ยวกินเลือดเนื้อพวกเดียวกันเป็นอาหารอยู่

จนกายสังขารเป็นอันเสื่อมสภาพเพราะกินผิด

ขณะที่จิตหยาบเองก็ชำรุดเพราะยังมีกิเลสอยู่

เมื่อทั้งกายหยาบกับจิตหยาบนั้นเสื่อมสภาพ

จึงมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้าอย่างเป็นอมตะกันอีกไม่ได้

ต้องไปนอนป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาลแทน

เพราะกฎแห่งกรรมที่ทำผิดบาปนำพาให้เป็น

แม้ท่านคือนักพรตนักบวชก็ไม่อาจเว้นกรรมได้


เพราะว่ากฎแห่งกรรมใช้กับมนุษย์โลกทุกคน

ไม่ว่าคนๆนั้นจะสมมติตนเองว่าเป็นใครก็ตาม

จะยากดีมีจนจะเป็นเจ้านายแม้แต่พระบุตรเอก

ทุกคนทุกท่านล้วนมีความเสมอภาคกันทั้งสิ้น

ตามคำกล่าวที่ว่า กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ

เพราะพระเจ้าทรงสร้างกฎแห่งการกระทำขึ้นไว้

เพื่อให้มนุษย์โลกใช้จิตสามนึกอย่างมีสำนึก


คำว่า “จิตสามนึก” หมายถึง

นึกออก นึกเอา และ นึกเอง

คำว่า “มีสำนึก” หมายถึง

ให้มนุษย์ฉลาดที่จะใช้จิตทั้งสามตัวนึก

ในการขับเคลื่อนมโนกรรม กายกรรม วจีกรรม

ด้วยการมีสำนึกรู้ในสิ่งต่างๆต่อไปนี้


สำนึกรู้ในบาปบุญคุณโทษ

สำนึกรู้ในความผิดถูกดีชั่วได้เอง

สำนึกรู้ในความถูกต้องเหมาะสมดีงาม

สำนึกรู้ในความควรหรือไม่ควร

สำนึกรู้ในความพอดี พอมี พอควร

สำนึกรู้ในความรับผิดชอบของตนและคนอื่น 

สำนึกรู้ในขอบเขตของหน้าที่ของตน


การใช้จิตสามนึกอย่างมีสำนึกเหล่านี้

จึงเป็นหน้าที่ของพวกท่านแต่ละคน

จักต้องสั่นสะเทือนในตนเองเอาไว้ตลอด

เพื่อแสดงออกหรือกระทำต่อกันให้ได้

เพราะมันคือการหมุนธรรมจักรร่วมกัน

โดยจิตหยาบของท่านจะไม่เกิดทุกข์เลย


เพราะจิตหยาบนั้นจะสงบเย็นเป็นอุเบกขา

สภาวะจิตที่สงบเย็นได้เพราะเป็น “สุญตา”

แม้ว่าจะยังมีกลไกอายตนะภายนอกทั้งห้า

คือตาหูจมูกลิ้นและกายสัมผัสบริบูรณ์ครบ

แต่ท่านจะมีไว้รับรู้เพื่อเรียนรู้ไปวันๆเท่านั้น

เนื่องจากท่านมี #จิตสำนึกข้างต้นเหล่านั้น

หรือที่เราเรียกว่าตัวท่านมี #สัมปชัญญะปัญญา 

เป็นเครื่องคุ้มครองจิตหยาบของท่านอยู่นั่นเอง


ไม่ว่าพุทธคริสต์อิสลามก็ทำตามแบบนี้ได้เลย

จิตหยาบของท่านจะสามารถเจริญเติบโตขึ้น

เพื่อเป็นลูกนกฟีนิกซ์ที่แข็งแรงและกล้าหาญ

พร้อมจะบินตามแม่นกเช่นเราออกจากเอกภพ

พาจิตวิญญาณท่านที่เป็นลูกแกะของพระเจ้า

คืนกลับบ้านแดนสุญตาไปกราบพระองค์ร่วมกัน

เพราะที่นั่นเป็นบ้านเกิดของจิตวิญญาณมนุษย์

เพราะที่นั่นเป็นพระนิเวศน์ที่ประทับของพระเจ้า


สถานที่นั้นจึงเป็น #สวรรค์นิรันดร อันสุขสงบ

เป็นดินแดนของประดาจิตจักรวาลดวงเล็ก

ที่หนึ่งในนั้นก็เป็นพระมารดาของพวกท่านเอง

ซึ่งเป็นตัวตนภาคแรกที่สูงส่งของจิตวิญญาณ

ที่ขันอาสาพระบิดาหรือพระเจ้ามาเกิดบนโลก

โดยที่สวรรค์นิรันดรนี้จะคงมีอยู่ตลอดกาลนาน


ต่างจาก “สวรรค์มายา” ของประดาผีโสโครก

ที่หลอกให้จิตวิญญาณของท่านผู้โง่ง่าย

เนรมิตสร้างกันขึ้นมากักขังตัวเองไว้ชั่วคราว

เพราะความเชื่อและอยากหนีทุกข์ให้พ้นทุกข์

โดยไม่รู้ว่าทั้งสองสิ่งนี้มีพลังสร้างมายาเองได้


พวกท่านทั้งหลายที่ถูกผีโสโครก

หลอกอำเรื่อง “มนุษย์ต่างดาวฝ่ายมืด”

ใช้เทคโนโลยีสร้างเมทริกซ์ขึ้นมาครอบโลกไว้

แล้วฉายภาพมายาต่างๆที่เป็นภาพเท็จให้เห็น

เพื่อหลอกให้มนุษย์หลงเชื่อว่ามันเป็นภาพจริง

ทั้งหมดคือเรื่องเล่าที่เป็นนิยายเพ้อเจ้อเท่านั้น

คนที่เชื่อเรื่องสวรรค์มายาเชื่อเรื่องเทพเทวดา

เป็นผู้สร้างภาพโฮโลแกรมและเมทริกซ์ขึ้นเอง

ไม่มีต่างดาวฝ่ายมืดที่ไหนมาแทรกแซงหรอก


(ติดตามตอนต่อไป)

 

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย

พระบุตรเอก

17/02/2569