20 กุมภาพันธ์ 2569

ทำไมจึงต้องนิพพาน?

 


ทำไมจึงต้องนิพพาน?


เนื่องจากท่านทั้งหลายได้รู้ความจริงแล้วว่า

“นิพพาน” หมายถึง การดับการเกิดดับได้

เมื่อดับแล้วสิ่งนั้นจักต้องดับได้หมดสิ้นด้วย

คือดับการเกิดดับนั้นๆได้อย่างสิ้นเชิงนั่นแหละ

แปลว่าถ้าดับแล้วสิ่งนั้นจะไม่ลุกติดขึ้นมาอีก

อาจกล่าวว่าเป็นการดับสูญหรือดับสิ้นนั่นเอง


บทนี้ประเด็นที่เราจะกล่าวต่อไปก็คือ

คำถามต่อเนื่องที่ว่า “นิพพานอะไร?”

กับคำถามถัดไปคือ “ทำไมต้องนิพพาน?”

ถ้าท่านทั้งหลายไม่รู้ทั้งสองคำตอบเหล่านี้

การปฏิบัติธรรมของพวกท่านก็เป็นโมฆะแล้ว


ไม่ต่างจากเรือที่ลอยอยู่ในทะเลลำหนึ่ง

ซึ่งจิตหยาบของท่านที่เป็นดั่งกัปตันเรือลำนั้น

ปล่อยให้เรือล่องลอยโต้คลื่นเล่นลมไปเรื่อย ๆ

ไม่ได้กำหนดทิศทางด้วยการตั้งหางเสือไว้ว่า

จะให้เรือลำนั้นนำพาจิตวิญญาณคือผู้โดยสาร

ที่เป็นระดับวีไอพีของตนไปยังที่ใดทิศทางไหน

การมาเกิดเป็นมนุษย์จึงมีชีวิตอย่างสะเปะสะปะ

เพราะปล่อยตัวปล่อยตนไปตาม #ยถากรรม


โดย “ยถากรรม” ที่ว่านี้

ประกอบด้วยกรรมใหญ่รวม 2 กรรม (สองกำ)


กรรมแรก

เป็นกรรมตั้งต้น เรียกว่า “ชะตาชีวิต”

ซึ่งจิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านผู้อาสามาเกิด

เป็นผู้ออกแบบวางแผนเขียนบทละครมาให้เอง

เพื่อให้จิตหยาบของตนได้ใช้เป็นบททดสอบ

เพื่อกระตุ้น “จิตทั้งสามนึก” ให้ตื่นตัวขึ้นมา

ทำหน้าที่ร่วมกันกับกายหยาบหรือกายสังขาร

ให้เกิดการสั่นสะเทือนด้านบวกสูงสุดให้จงได้


บทละครที่เป็นบททดสอบทั้งหลาย

ล้วนเป็นเงื่อนไขทั้งด้านบวกและด้านลบ

คือด้านดีที่ชอบและด้านไม่ดีที่ท่านไม่ชอบ

โดยคนใกล้ตัวทุกคนภายในครอบครัวของท่าน

รวมทั้งคนรอบข้างทุกคนในสังคมเดียวกัน

พวกเขาจะเป็นเพื่อนร่วมงานของท่านกันทั้งสิ้น

คำตอบที่พวกท่านมีหน้าที่ต้องตอบสนองก็คือ

ไม่ว่าบททดสอบนั้นจะถูกใจท่านหรือไม่ก็ตาม 

คำตอบที่ถูกต้องจะมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

คือ จะต้องรักให้ได้อภัยให้เป็นไม่เห็นแก่ตัว

แล้วตอบแทนพวกเขาด้วยการกระทำด้านบวก

ตามคุณสมบัติของจิตหยาบในปัจจุบันขณะนั้น


ถ้อยความตามพารากร้าฟข้างบนนั้น

เป็นสัจธรรมความจริงที่จิตหยาบพวกท่าน

จักต้องปฏิบัติหรือต้องทำมันให้สำเร็จให้จงได้

พระพุทธเจ้าเรียกว่าการหมุนธรรมจักรร่วมกัน

เพื่อใช้พลังงานจิตที่ผลิตได้โดย “ขันธ์ห้า”

ทำให้แกนโลกบิดตัวจนหมุนรอบตัวเองได้


ส่วนจิตหยาบคือจิตสามนึกของแต่ละคน

ทุกครั้งที่สามารถสั่นสะเทือนด้านบวกขึ้นมาได้

ความถี่ในการสั่นสะเทือนด้านบวกที่เข้าถึงได้

มันจะค่อยๆยกระดับจนสูงขึ้นอย่างช้าๆเช่นกัน

ไม่ต่างกันกับตอนที่แรกปฏิสนธิในท้องมารดา

กลุ่มจิตหยาบของท่านจะเริ่มต้นจากศูนย์มิติ

พอยกระดับจนถึง 3 มิติหรือ 3D ได้จึงคลอด

เมื่อคลอดออกมาเป็นตัวตนแล้วก็เติบโตต่อ

จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันนี้ที่มี 4 มิติแล้ว

นั่นคือตัวท่านเริ่มเข้าถึงการใช้สมองกันได้บ้าง


หากพวกท่านไม่หยุดทำแบบนี้

จิตหยาบของท่านก็จะเข้าถึง 5-6 มิติ

จนเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณของตนได้


เพราะจิตวิญญาณแก่นแท้ผู้อาสามาเกิด

มีภารกิจหลักที่จิตหยาบของท่านต้องทำแทน

นั่นคือใช้เมตตาธรรมที่เป็นความรักของพระเจ้า

ซึ่งจิตวิญญาณของท่านแต่ละคนแบกขนกันมา

จากนอกเอกภพที่เป็นพระนิเวศน์ของพระเจ้า

ที่เราในนามจิตจักรวาลเรียกว่า #แดนสุญตา

เพื่อเอามามอบให้โลกและทุกสรรพสิ่งให้จงได้


ท่านเห็นหรือยังล่ะว่า

พระศาสดาของโลกทุกยุคทุกสมัย

มีสัจธรรมคำสอนเหมือนกันตรงกันอยู่เรื่องหนึ่ง

นั่นคือสอนให้ทุกคนรักกันในแบบ “รักเพื่อให้”

ไม่ใช่ #รักเพื่อเอา หรือว่ารักอย่างมีเงื่อนไข

ซึ่งหมายถึง “ความใคร่” คือรักที่ไม่บริสุทธิ์แท้


พลังงานจิตที่ผลิตออกมาในมิติทางพลังงานนี้

แม้ว่าเป็นบวกแต่โลกก็จะเอาไปใช้อะไรไม่ได้

เพราะมันได้กลายเป็นพลังงานกรรมส่วนบุคคล

ที่มีรหัสกรรมเป็นคุณสมบัติอยู่กับพลังงานด้วย

ไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่รถยนต์ต้องการ

ถ้าท่านใส่น้ำมันผิดสูตรเครื่องก็จะพังเสียหาย

จนไม่สามารถใช้งานต่อไปได้นั่นแหละ


กรรมที่สอง

เป็นกรรมที่เกิดจากการสอบตกบททดสอบ

เป็นผลกรรมที่จิตหยาบสร้างกันขึ้นมาเอง

โดยมีกฎแห่งกรรมเป็นแบบบทกำหนดขึ้น

เพื่อให้จิตหยาบและจิตวิญญาณได้เรียนรู้ว่า

สิ่งใดเป็นบาปบุญคุณโทษและผิดถูกดีชั่ว

สิ่งใดควรไม่ควรเหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไร

เพื่อจะได้จดจำไว้เป็นแนวธรรมในอนาคต


ผลกรรมใหม่ที่จิตหยาบท่านเขียนขึ้นมาเอง

ตามเงื่อนไขของ “กฎแห่งกรรม” ที่ว่ามานี้

เราจะขอเรียกมันว่า ชะตากรรม ก็แล้วกัน

พวกท่านล้วนเกิดมาแล้วหลายภพชาติ

แต่ละคนต่างก็มีกรรม 2 แบบนี้ทับซ้อนกันอยู่

ทำไงกันดีล่ะทีนี้ใครอยากรู้ก็รออ่านต่อนะ


สื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

20/02/2569