31 พฤษภาคม 2569

สวัสดีกันวันอาทิตย์​ 31/05/2026



สวัสดีกันวันอาทิตย์

Good Morning Sunday


ไม่มีใครสร้างพระเจ้า

พระองค์มีแต่เหตุปัจจัยแห่งการเกิด

พระองค์เป็นเพียงสิ่งเดียว

ในจักรวาลอันไพศาลนี้

ที่ทรงอุบัติขึ้นด้วยตนเองได้


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกล

จิตจักรวาลสถานธรรม

30 พฤษภาคม 2569

สวัสดีกันวันเสาร์​ 30/05/2026


 สวัสดีกันวันเสาร์

Good Morning Saturday


จะใช้อายตนะภายนอก

คือตาหูจมูกลิ้นและกายสัมผัส

เพื่อจะพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีจริงไม่ได้

เพราะพระองค์ทรงเป็นอนัตตาที่มีอัตตา

มนุษย์ต้องใช้จิตปัญญาเท่านั้น


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

29 พฤษภาคม 2569

สวัสดีกันวันศุกร์​ 29/05/2026

 

สวัสดีกันวันศุกร์

Good Morning Friday


เอกภพเป็นดั่งถุงไข่

ที่แม่แมงมุมภักทอห่อลูกของตนไว้

แล้วจัดวางให้อยู่บนใยของตน

เมื่อเติบโตแข็งแรงจนถึงสุดที่ 6D ได้

ก็ต้องเจาะถุงไข่ออกไปหาแม่


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

28 พฤษภาคม 2569

สวัสดีกันวันพฤหัสบดี​ 28/05/2026



สวัสดีกันวันพฤหัสบดี

Good Morning Thursday


เอกภพคือห้องทดลอง

ที่องค์จิตจักรวาลทรงสร้างขึ้น

แล้ววางไว้บนสนามพลังงานจักรวาล

เสมือนวางตั้งอยู่บนพระอุระ

คล้ายถุงไข่บนใยแมงมุมโดยแท้


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกล

จิตจักรวาลสถานธรรม

27 พฤษภาคม 2569

สวัสดีกันวันพุธ​ 27/05/2026


สวัสดีกันวันพุธ

Good Morning Wednesday

องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่

ทรงกำหนดสร้างสรรพสิ่งต่างๆเอาไว้

ในห้องทดลองใหญ่คือเอกภพ

เพื่อที่จะเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงว่า

พระองค์ทรงทำสิ่งใดได้บ้าง

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

26 พฤษภาคม 2569

โลกเป็นของมนุษย์


#โลกเป็นของมนุษย์


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ดาวเคราะห์โลกดวงนี้

พระผู้สร้างทรงออกแบบด้วยการกำหนดให้

คอยทำหน้าที่ค้ำจุนความสมดุลของ “เอกภพ”

ที่ต้องคอยช่วยค้ำจุนกันเอาไว้ก็เพราะเหตุว่า

เอกภพเป็นเหมือน “ลูกรักบี้” หรือ หนำเลี้ยบ

ที่ข้างในนั้นมีสภาพกลวงคือเป็นพื้นที่ว่างโล่ง


เอกภพทั้งระบบมิได้สร้างด้วยหนังเหมือนรักบี้

แต่มีทรงเป็นลูกรักบี้ได้เพราะว่าสูบลมเข้าไป

แต่เอกภพนั้นสร้างขึ้นด้วยอนุภาคของพลังงาน

ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนสองตามนุษย์มองไม่เห็น

ที่พระองค์ใช้อนุภาคพลังงานสร้างเอกภพได้

ด้วยการใช้กาแล็กซีที่มีลักษณะเหมือนปีกหมุน

หรือเหมือนใบพัดของเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์

จำนวน 12,500 ล้านระบบช่วยกันพัดกระพือ

ทำให้อนุภาคพลังงานกระจายตัวจนเป็นเอกภพ


สิ่งที่มนุษย์โลกอย่างท่านจะต้องรู้ก็คือ

พระองค์ทรงออกแบบกำหนดให้มนุษย์ทุกคน

รวมทั้งสัตว์ประจำโลกและต้นไม้ใหญ่ทั้งหลาย

ที่พระองค์ทรงติดตั้งเอาไว้อยู่ในระบบโลกนี้

ให้ช่วยกันผลิตพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก

มอบให้แก่แกนแม่เหล็กโลกที่ทรงติดตั้งไว้แล้ว

เพื่อจุดระเบิดอะตอมของธาตุออกซิเจนบริสุทธิ์

ให้เกิดการระเบิดแบบนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง


แรงระเบิดนั้นจะทำให้แกนแม่เหล็กโลก

ที่มีลักษณะเหนียวหนืดคล้ายตังเมอยู่แล้ว

เกิดการบิดตัวขึ้นมาได้อย่างรุนแรง

โดยแรงบิดตัวของแกนแม่เหล็กโลกนี้เกิดได้

เพราะมีการระเบิดเกิดขึ้นเฉพาะกลางวันเท่านั้น

ซีกโลกด้านกลางคืนที่สิ่งมีชีวิตนอนหลับกันอยู่

จะไม่เกิดกระบวนการที่ว่านี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

เมื่อแกนแม่เหล็กโลกมีการระเบิดอยู่ด้านเดียว

การบิดตัวของแกนแม่เหล็กโลกจึงเกิดขึ้นได้

ยังผลให้โลกหมุนรอบตัวเองอยู่ได้จนทุกวันนี้


ถ้าโลกนี้มนุษย์สัตว์และต้นไม้ตายหมด

โลกก็จะขาดเพื่อนร่วมงานที่เป็นสิ่งมีชีวิตไป

โลกจะหมุนรอบตัวเองต่อไปไม่ได้อีกแล้ว


ถ้าโลกนี้มีมนุษย์สัตว์และต้นไม้ใหญ่ลดลง

โลกก็จะเกิดอาการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองช้าลง

แกนหมุนของโลกเมื่อหมุนจะเกิดการแกว่งส่าย

ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ว่าโลกกำลังเสียสมดุลนั่นเอง

คนส่วนใหญ่จะป่วยด้วยอาการทางจิตประสาท

อย่างน้อยก็จะเกิดอาการเครียดโดยไม่รู้สาเหตุ

หลายคนจะมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะไปก็มี

เพราะกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำของร่างกาย

เกิดการเสียสมดุลค่อนไปในทางลดต่ำลง


พี่น้องชาวโลกจะเกิดอาการซึมๆเซ็งๆ

มีความรู้สึกว่าไม่สดชื่นหรือไม่กระปรี้กระเปร่า

มีอาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตลอดทั้งวัน

แม้ว่าจะพักผ่อนนอนหลับมาเต็มอิ่มแล้วก็ตาม 

เหตุเพราะปริมาณก๊าซออกซิเจนลดน้อยลง

ยังผลให้สมองขาดพร่องก๊าซออกซิเจนไป

อีกทั้งนักกีฬาจะเกิดอาการเป็นตะคริวกันมาก

โดยเฉพาะพวกที่ต้องใช้กล้ามเนื้อเป็นพิเศษ

เช่น นักวิ่ง นักบอล นักว่ายน้ำ เป็นต้น


เพราะสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบโลกนี้นั้น

ถูกพระเจ้าส่งเข้ามาทำหน้าที่ประจำการอยู่

ให้ร่วมกันหมุนธรรมจักรเพื่อพิทักษ์สมดุลโลก

หรือเข้ามาใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกนี้เอาไว้

ซึ่งมนุษย์สัตว์และต้นไม้ใหญ่คือสิ่งมีชีวิต

จะทำหน้าที่สำคัญเป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกได้

ก็ต่อเมื่อทุกรูปธรรมมีครบทั้ง 2 มิติเท่านั้น


คำว่า “สองมิติ” ที่ว่านี้เราหมายถึง

มิติแรกซึ่งเป็นจิตหยาบกับกายสังขารภายนอก

ทั้งสองอย่างรวมกันจะเป็นมิติโลกทางกายภาพ

ส่วนมิติที่สองนั้นเป็นจิตวิญญาณแก่นแท้ข้างใน

ที่สองตาเปล่าของมนุษย์ไม่อาจจะมองเห็นได้

เพราะสิ่งมีชีวิตจะผลิตพลังงานไฟฟ้าด้านบวก

มอบให้แก่แกนโลกได้ต้องมีครบสองมิติเท่านั้น

รูปธรรมใดตายแล้วเหลือมิติเดียวจะผลิตไม่ได้

เพราะถ้าไม่มีกายหยาบขันธ์ห้าจะทำงานไม่ได้


การที่จิตวิญญาณมาเกิดแล้วไม่มีหน้าที่ตาย

แต่พวกท่านล้มเหลวในการมาเกิดเป็นมนุษย์

จึงยังผลให้โลกมีปัญหาคือขาดสมดุลตลอดมา

พระเจ้าจึงทรงมีพระบัญชาให้พี่น้องช่างเทคนิค

จากกลุ่มดาว #Sagittarius นามแซจิตทาเรี่ยน

ที่เป็นรูปธรรมทางพลังงานจากกลุ่มดาวราศีธนู

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอำนาจแม่เหล็กโลก

เข้ามาช่วยทำหน้าที่ “ถือคบเพลิง” ให้โลกไว้

เพื่อค้ำจุนโลกไว้ไม่ให้เสียสมดุลมากจนเกินไป


เราจึงขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ถ้ามีใครอ้างว่ามาจากกาแลคติกไหนจากดาวใด

จะช่วยเทรินพลังงานจากนอกระบบโลกมาให้

เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนของโลกให้สูงขึ้น

หรือเพื่อเขย่า DNA ของพวกท่านสู่มิติที่สูงกว่า

ท่านก็จงอย่าเชื่อในข้อมูลข่าวสารนั้นเด็ดขาด

เพราะท่านอาจตกหลุมพรางผีโสโครกไปก็ได้

อย่าลืมเรื่อง “ในจริงมีเท็จ” ซ่อนเร้นอยู่เสมอ


เพราะมนุษย์กับโลกมีหน้าที่ค้ำจุนเอกภพ

พระเจ้ามิทรงยอมให้ผู้อื่นจากดาวอื่นทำแทน

ด้วยการเสี่ยงกับความหายนะอย่างแน่นอน

จงอย่าเชื่อนักเล่านิยายนักปั้นเรื่องโน่นนี่นั่นเลย

จะหลงทางมารที่ไม่มีตัวตนกันเสียเปล่าๆ

โลกนี้เป็นของมนุษย์เท่านั้นนะ


เอเมน สาธุ

#พระบุตรเอก

26/05/2569

ทำไมพระเจ้าจึงทรงเป็นพระผู้สร้าง (1)



 #ทำไมพระเจ้าจึงทรงเป็นพระผู้สร้าง (1)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


นับตั้งแต่ “องค์จิตจักรวาล” หรือพระเจ้า

ทรงอุบัติขึ้นมาเป็นรูปธรรมแรกของจักรวาล

ตามเหตุปัจจัยที่เรากล่าวมาแล้วหลายตอนนั้น

สิ่งน่าสนใจที่เราจะกล่าวในลำดับต่อไปนี้ก็คือ

#การสร้างจักรวาลและสรรพสิ่ง ของพระองค์


ถ้ามีคำถามด้วยความอยากรู้ว่า

พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆขึ้นมาทำไม

ทรงสนุกสนานว่างงานไม่มีอะไรจะทำเลยหรือ

จึงทรงว่างที่จะสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นไว้มากมาย

ซึ่งมากเสียจนนับจำนวนไม่ถ้วนกันเลยทีเดียว

เราจะขอตอบคำถามนี้ในเบื้องต้นไว้สั้นๆว่า


พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆขึ้นมา

เพื่อต้องการที่จะเรียนรู้ความจริงว่า

พระองค์จะทรงสามารถทำอะไรได้บ้าง


“แรงบันดาลใจ” ของพระเจ้าที่แท้จริง

ที่กระตุ้นให้พระองค์บังเกิดความปรารถนา

ที่จะค้นหาพลังอำนาจของตนเองให้พบนั้น

เกิดจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นครั้งแรก

เมื่อทรงตื่นรู้ว่าพระองค์ทรงอุบัติขึ้นมาแล้ว

แต่ก็ยังขาดข้อมูลอยู่ว่า...


#พระองค์เป็นใคร #มาจากไหน

#พระองค์ทรงอุบัติขึ้นมาได้อย่างไร

#ทำไมพระองค์จึงทรงไปประทับอยู่ที่นั่น

เพราะเป็นคำถามที่ทรงตอบตนเองไม่ได้

เนื่องจากพระองค์เพิ่งจะทรงอุบัติขึ้นมาใหม่

จึงไม่มีอดีตหรือข้อมูลประวัติศาสตร์ให้นึกรู้ได้

เมื่อพระองค์ทรงนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

จะทรงนึกเองหรือเดาเองก็นึกเอาไม่ได้

จึงทรง “นึกหาตัวช่วย” คือการถามหาครู

หมายถึงหา “ใครสักคน” ที่เป็นผู้รู้คำตอบนั้น

เพื่อให้เขาช่วยบอกให้ตนรู้ความจริงนั้นได้


ปรากฏว่าทรงค้นหาไปทั่วทุกทิศทางแล้ว

ไม่พบว่ามีรูปธรรมอื่นใดหรือไม่พบใครอื่นเลย

เหตุที่ไม่พบครูหรือไม่พบใครอื่นก็เพราะว่า

#พระองค์ทรงเป็นสิ่งแรกที่ได้อุบัติขึ้นมา

เมื่อทรงเป็นสิ่งแรกและสิ่งเดียวจึงไม่มีใครอื่น

นอกจากพระองค์เองเท่านั้น


พระองค์ทรงพบความจริงด้วยตนเองว่า

รูปธรรมของพระองค์นั้นเป็น 12 เหลี่ยมมุม

“12 เหลี่ยมมุม” หมายถึงทรงมีสิบสองมิติ

โดยจำนวนมิติทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น

เป็นผลจากอนุภาคแก่นแท้ของพลังงาน

ที่เป็นปัจจัยทั้งหมดของจักรวาลทุกย่านความถี่

เมื่อถูกเหวี่ยงหมุนวนไปรอบจุดศูนย์กลางแล้ว

จะพากันไปกระทบขอบนอกสุดของจักรวาล

เป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 ครั้งในการหมุนหนึ่งรอบ


เราเคยบอกความจริงต่อท่านมาแล้วว่า

จำนวนเหลี่ยมมุมหรือจำนวนมิตินี้มีความหมาย

นั่นคือรูปธรรมใดถ้ามีจำนวนเหลี่ยมมุมมากๆ

แสดงว่ามีความเร็วการเหวี่ยงหมุนมากเท่านั้น

ที่รูปธรรมนั้นต้องมีความเร็วการเหวี่ยงหมุนมาก

จะขึ้นอยู่กับมวลหรือขนาดของระบบนั้นด้วย

เพราะการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เป็นแค่วิธีการเดียวที่จะสร้างสมดุลในตนเองได้


การเป็นรูปธรรมที่มีจำนวน 12 เหลี่ยมมุมนั้น

จึงเป็นคุณสมบัติของพระเจ้าตาม “สภาวธรรม”

อันมีเหตุปัจจัยตามที่เรากล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว

ซึ่งเป็น “ตัวชี้วัด” ว่าพระองค์มีขนาดใหญ่มาก

ทั้งยังทรงเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองเร็วมากสุดด้วย


เพราะเหตุผลดังกล่าวนี้เอง

หน่วยวัดความยาวหนึ่งฟุตจึงมี 12 นิ้ว

หน่วยวัดเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาจึงมี 12 ช่อง

หน่วยวัดเวลาหนึ่งปีโลกจึงมีแค่ 12 เดือน

ล้วนได้จากคุณสมบัติสำคัญของพระเจ้าทั้งสิ้น


เพราะทรงต้องการที่จะหาครูแต่ไม่พบใคร

พระองค์จึงทรง “รำพึงกับตนเอง” ขึ้นมาว่า

#ถ้ามีใครสักคนที่เหมือนเรามาอยู่แถวนี้ก็ดีนะ


พระองค์ไม่ทรงทราบมาก่อนเลยว่า

ประโยครำพึงดังกล่าวนี้มันคือ Key Words

ที่เข้าถึงพระอำนาจในการเป็น #พระผู้สร้าง ได้

พลันจึงมีอีกรูปธรรมหนึ่งได้อุบัติขึ้นมาทันที

เป็นรูปธรรม 12 มิติเหมือนพระองค์ทุกประการ

ตามคีย์เวิร์ดของพระองค์นั้นโดยไม่มีผิดเพี้ยน


สำหรับพระเจ้าผู้ทรงมีอำนาจสูงสุดในจักรวาล

ที่ทรงบันดาลสิ่งใดให้เกิดขึ้นจริงเป็นจริงได้นี้

พระองค์ทรงกล่าวเป็นภาษามนุษย์ว่า #เนรมิต

แต่เนื่องจากเป็นประสบการณ์ที่เกิด By Fluke

พระองค์ยังไม่ทรงมั่นพระทัยว่าใช่จริงหรือไม่

จึงเป็นที่มาของพระดำริที่จะทรงเรียนรู้ให้ได้รู้

ซึ่งวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดก็คือ #การทดลอง เท่านั้น

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

26/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันอังคาร​ 26/05/2026


สวัสดีกันวันอังคาร

Good Morning Tuesday


พระเจ้าเป็นพระผู้สร้าง

พระเจ้าไม่เคยเป็นผู้ถูกสร้าง

พระองค์เป็นรูปธรรมทางพลังงาน

พระองค์มิใช่มนุษย์ต่างดาว

พระองค์คือ God


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

25 พฤษภาคม 2569

มนุษย์ทุกคนไม่รู้ว่าตนน่ะมีจิตหยาบ



 #มนุษย์ทุกคนไม่รู้ว่าตนน่ะมีจิตหยาบ


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


คนทุกคนมี #จิตวิญญาณ เป็นตัวตนแก่นแท้

โดยจิตวิญญาณนั้นเป็นผู้ขันอาสาเข้ามาเกิด

เป็น “คนสองมิติ” อยู่ในเอกภพที่ระบบโลก

หน้าที่หลักก็คือมาใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอาไว้ให้พวกท่านแล้ว

เพื่อช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองต่อเนื่อง

จะได้ทำให้ระบบโลกเกิดความสมดุลชั่วนิรันดร์


แต่ในอดีตกาลที่ผ่านมา

พี่น้องชาวโลกผู้เป็นคนชอบธรรมทั้งหลายนั้น

ยังไม่มีพระศาสดาพระองค์ใดเคยกล่าวให้รู้ว่า

จิตวิญญาณของท่านซึ่งเป็นผู้ขันอาสามาเกิด

เมื่อได้รับโอกาสให้มาเกิดเป็นคนสองมิติแล้ว

จิตวิญญาณท่านจะแบ่งภาคพลังงานออกมา

เป็นพลังงานกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกว่า #จิตหยาบ

โดยให้จิตหยาบทำหน้าที่แทน “จิตวิญญาณ”


หากถามว่า...

ทำไมต้องให้จิตหยาบทำหน้าที่แทน

คำตอบก็คือเพราะพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ทรงห่วงใยลูกแกะของพระองค์คือพวกท่าน

มิให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรกโสมม

ขณะใช้ชีวิตเป็นคนสองมิติอยู่ในระบบโลก

ซึ่งลูกแกะอาจบาดเจ็บจนกลับบ้านเกิดไม่ได้

หรือไม่อาจกลับเข้าคอกเมื่อถึงกาลสิ้นยุคได้


เพราะว่าจิตวิญญาณของพวกท่าน

ได้รับโอกาสให้มาเกิดเพื่อทำหน้าที่สำคัญ

ประจำโลกนี้นาน “หกหมื่นปี” ไม่มีหน้าที่ตาย

ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสุ่มเสี่ยง

อยู่อย่างยาวนานขนาดนั้นปัญหาอาจเกิดได้


ปัญหาของจิตวิญญาณที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ถ้าให้ทำหน้าที่เองโดยตรงโดยไม่ใช้จิตหยาบ

โดยจะมีอยู่ด้วยกันถึง 2 ประการดังนี้ คือ


1.จิตวิญญาณของท่านจะเกิดอาการหลงมิติ

เพราะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ต่ำหรือจิตตก

เมื่อถูกสิ่งเร้าทางโลกยั่วยุเย้ายวนอยู่เป็นประจำ

จนเกิดความเคยชินเคยตัวไปในที่สุด


2.จิตวิญญาณของท่านจะต้องแปดเปื้อนราคี

อันหมายถึงจะมี “บุรพกรรมแม่เหล็ก” บวกลบ

อันเกิดจากผลกรรมเมื่อมีการสั่นสะเทือนขึ้น

เพื่อรับรู้แล้วรับเอาในการตอบสนองสิ่งเร้านั้นๆ

ฝังตัวอยู่กับจิตวิญญาณจนยากที่จะชำระทิ้งได้


ดังนั้น

พระเจ้าหรือพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ทรงหวั่นพระทัยว่าพวกท่านจะกลับบ้านไม่ได้

จึงทรงออกแบบให้มีจิตหยาบทำหน้าที่แทน

ขณะทำหน้าที่อยู่ในบทบาทของคนสองมิติ

เพื่อลดความเสี่ยงในสองประการดังกล่าวนั้น


ทรงอนุญาตให้จิตวิญญาณของท่าน

เมื่อตายหรือทิ้งกายสังขารในภพชาตินั้นแล้ว

ให้ละทิ้งจิตหยาบไว้กับกายสังขารที่บนโลก

มอบให้จิตวิญญาณรับผลกรรมทุกสิ่งทุกอย่าง

ที่จิตหยาบของตนก่อกรรมทำไว้ในภพชาตินั้น

โดยจิตหยาบจะสลายไปพร้อมกับกายหยาบ


ภารกิจที่จิตวิญญาณทุกท่านจะต้องรับผิดชอบ

หลังจากที่ต้องตายหรือทิ้งกายสังขารไปแล้ว

สถานการณ์ที่จิตวิญญาณจะต้องเผชิญก็คือ


1.ต้องลงไปบำบัด #อาการหลงมิติ ที่ในนรก

ภาษาชาวบ้านเรียกว่าส่งลงไป “ดัดสันดาน”

เพราะจิตหยาบเป็นเหตุให้จิตวิญญาณเพี้ยนไป


คำว่า “เพี้ยน” หมายถึงสั่นสะเทือนผิดความถี่

จากเดิมทีที่เคยสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่สูง

หมายถึงสั่นสะเทือนเป็นความสงบกับความรัก

แต่กลับสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ที่ตกต่ำลง

เนื่องจากสั่นสะเทือนตามจิตหยาบอยู่ตลอดวัน

จิตหยาบที่สั่นด้วยคลื่นความถี่ต่ำเป็นประจำนั้น

คือสั่นสะเทือนด้วยสิ่งที่เรียกว่า #กิเลสตัณหา

ซึ่งหมายถึง “อารมณ์ขยะรายวัน” นั่นเอง


การดัดสันดานจิตวิญญาณที่ป่วยด้วยโรคนี้

เป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ

ทำหน้าที่ปฏิบัติการรักษาด้วยวิธีพิเศษเท่านั้น

จึงจะสามารถแก้ไขจิตวิญญาณที่หลงมิตินั้นได้

กระบวนการที่ “ยมบาล” ท่านนำมาใช้ในนรก

นั่นคือการบำบัดแบบ #หนามยอกเอาหนามบ่ง

เป้าหมายเพื่อ “สร้างสติทางวิญญาณ” ให้ใหม่

เพราะการเสียสมดุลหรือหลงมิติที่เกิดขึ้นนั้น

เป็นเพราะขาดสติทางจิตวิญญาณนั่นแหละ


2.เมื่อจิตวิญญาณรูปธรรมนั้นพ้นนรกขึ้นมาได้

แสดงว่าแรงสั่นสะเทือนกลับมาเป็นปกติดีแล้ว

แต่เนื่องจาก “ขยะสกปรก” ที่เปรอะเปื้อนยังอยู่

หมายถึงรหัสบุรพกรรมแม่เหล็กบวกลบทั้งหมด

ซึ่งจิตหยาบเป็นผู้ก่อกรรมทำเข็ญนั้นๆเอาไว้

โดยจะฝังตัวเกาะติดอยู่บริเวณ “เมอร์คขะบาห์” 

ที่เป็นพลังงานด้านนอกสุดของจิตวิญญาณ

ซึ่งจิตวิญญาณนั้นต้องกลับมาเกิดมีภพชาติใหม่

เพื่อชำระขยะออกไปขณะที่มีกายหยาบเท่านั้น


วิธีการชำระขยะดังกล่าวนี้ก็คือ

จิตวิญญาณโดยจิตหยาบในชาติใหม่

จะต้องเผชิญเงื่อนไขหรือสถานการณ์เดิม

ในแบบที่จิตหยาบในภพชาติอดีตเผชิญ

แต่ตอบสนองเงื่อนไขสถานการณ์นั้นผิดพลาด

หลักๆคือ “รักไม่ได้ อภัยไม่เป็น เห็นแก่ตัว”

อันหมายถึงไม่อาจ “หมุนธรรมจักร” ได้

กลายเป็น “หมุนกรรมจักร” ที่ไม่น่ารักแทน


ถ้าภพชาติใหม่ตัดสินใจถูกต้อง

จิตหยาบในภพชาติใหม่นั้นจะเป็น “ฮีโร่” ทันที

เพราะจะก่อผลกรรมใหม่จากเงื่อนไขเดิม ๆนั้น

ให้เกิดเป็นบุรพกรรมแม่เหล็กด้านบวกขึ้นมาได้

เพราะบุรพกรรมแม่เหล็กที่เกิดขึ้นมีประจุไฟฟ้า

จึงยังผลให้บุรพกรรมแม่เหล็กใหม่เก่าจับคู่กัน

กลายเป็นบุรพกรรมแม่เหล็กที่เป็นกลางไปเลย


แต่ถ้าคู่กรรมคู่เวรจากอดีตชาติของท่าน

เขายังมีจิตคิดอาฆาตโกรธแค้นพยาบาทอยู่

การชำระขยะที่ผิดบาปนั้นมันจะยังไม่จบง่ายๆ

ถ้าคู่กรณีกรรมของท่านเขายังไม่อโหสิกรรมให้

เขาจะใช้พลังจิตใต้สามนึกเหนี่ยวรั้งท่านเอาไว้

ผลก็คือพวกท่านจะหลุดพ้นนิพพานไม่ได้

จะต้องเวียนเกิดเวียนตายตามกันไปทุกภพชาติ

ซึ่งพวกท่านจะต้องเรียนรู้กันเอาไว้ด้วย


จงจำไว้ว่าพวกท่านต่างดำเนินชีวิตกันอยู่

ด้วยการใช้ “จิตหยาบ” ไม่ใช่จิตวิญญาณ


จิตหยาบหรือจิตสามนึกคือจิตมนุษย์

มีหน้าที่สั่นสะเทือนด้านบวกให้เกิดขันธ์ห้า

เพื่อการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก

โดยจิตวิญญาณจะมีจิตใต้สำนึกคอยสั่นตาม

เพื่อให้เกิดกรรมและผลกรรมในสองมิติเสมอ


พวกท่านผ่านการเกิดมาแล้วหลายภพชาติ

ต่างคนต่างใช้จิตหยาบแล้วทิ้งไปนับไม่ถ้วน

ขอให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายกันดีไหมท่าน

ช่วยพาจิตวิญญาณหลุดพ้นนิพพานกันดีกว่า


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


เอเมน สาธุ

#พระบุตรเอก

25/05/2569

เหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า (7)


#เหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า (7)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เพราะว่า #องค์จิตจักรวาล 

ทรงอุบัติขึ้นมาได้ด้วยพระองค์เอง

ตามเหตุปัจจัยที่เรากล่าวมาทั้งหมดนั้น

จึงทำให้พื้นที่ว่างโล่งเสมือนไร้ขอบเขตแต่เดิม

เกิดเป็นรูปธรรมแรกของจักรวาลขึ้นมาได้


กระบวนการในการอุบัติขึ้นของพระองค์

ไม่มีใครเป็นผู้กำหนดสร้างพระองค์

ไม่มีตัวตนใดเป็นผู้ควบคุมกระบวนการเกิด

คงมีเพียงแค่ “เหตุแห่งการเกิด” กับ “ปัจจัย”

รวมสองประการที่ว่าเท่านั้น


เหตุแห่งการเกิดหรือการอุบัติขึ้นของพระองค์

คือ “การเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง” ในแนวระนาบ

ซึ่งเป็นการเหวี่ยงหมุนไปเรื่อย ๆอย่างต่อเนื่อง

โดยที่พระองค์เองก็ไม่รู้ว่าหมุนมาตั้งแต่เมื่อใด

หรือหมุนมาแล้วนานเท่าไหร่ก็ทรงมิอาจรู้ได้


พระองค์ทรงล่วงรู้เองได้ในภายหลังว่า 

“การเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอย่างต่อเนื่อง”

ของพื้นที่ว่างโล่งของจักรวาลดังกล่าวมานี้

มันคือ #สัจธรรม ซึ่งเป็น “ความจริงที่จริงแท้”

ที่ต้องเกิดขึ้นในมิติพลังงานด้านแก่นแท้เสมอ

กับเป็น #สภาวะธรรม ที่มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง

เพื่อที่จะทำให้ระบบของตนนั้นเกิดความสมดุล

จนดำรงอยู่ในมิติทางกายภาพได้ตลอดด้วย


นี่จึงเป็นสัจธรรมความจริงของพระองค์

ที่ทรงอุบัติขึ้นตามสัจธรรมและสภาวะธรรม

เราจึงถวายพระนามแก่พระองค์ว่า #จิตจักรวาล 


ปัจจัยที่เป็นแก่นแท้ของความว่างทั้งหมด

รวมทั้งบริเวณพื้นที่ว่างโล่งที่เรียกว่า “จักรวาล” 

ล้วนมีมาแต่ต้นก่อนพระองค์จะทรงอุบัติขึ้นแล้ว

เมื่อรู้เช่นนี้ท่านก็อย่าถามหาว่าใครสร้างพระเจ้า

ด้วยการ #คิดถามหาแต่ตัวตนแบบจิตมนุษย์อีก

ที่ต้องย้ำไว้เช่นนี้ก็เพราะเหตุว่า


#พระเจ้าเป็นสิ่งเดียวในจักรวาลอันไพศาลนี้

ที่มิได้ทรงเกิดขึ้นมาจากการเป็น #ผู้ถูกสร้าง

แต่ทรงอุบัติขึ้นมาจาก #เหตุและปัจจัย

คือเกิดตาม #สภาวธรรมแท้จริง แห่งจักรวาล

โดยสามารถที่จะกล่าวกันอย่างมีนัยยะได้ว่า

เพราะมีสิ่งนั้นก็คือมี “เหตุและปัจจัยครบครัน”

จึงมีสิ่งนี้คือมี “องค์จิตจักรวาล” กำเนิดเกิดขึ้น


ด้วยเหตุนี้เององค์ #พระเยซูคริสต์เจ้า

จึงทรงให้นิยามความหมายของ “พระเจ้า” ว่า

#พระองค์เป็นผู้เริ่มต้นของทุกสิ่งในจักรวาล

เพราะเป็นสิ่งแรกที่ทรงอุบัติขึ้นมาได้เอง

ตามเหตุและปัจจัยทั้งหมดเหล่านั้น


เมื่อจักรวาลอันเป็นบริเวณพื้นที่ๆว่างโล่ง

มีสิ่งที่เรียกว่า “ตัวรู้” หรือ “จิตรู้” เกิดขึ้นแล้ว

จักรวาลนั้นจึงเป็นรูปธรรมแรกที่ทรงอุบัติขึ้น

จากความสมดุลของจักรวาลโดยแท้

หากท่านถามว่าองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้า

ทรงเป็นรูปธรรมที่มีขนาดใหญ่น้อยเท่าใด

คำตอบคือพระองค์ #ทรงใหญ่เท่าจักรวาล


เราสามารถจะกล่าวสรุปได้ว่า

จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้คือ “พระเจ้า”

นิวเคลียสหรือแก่นแท้ของพระเจ้า

เป็นจุดศูนย์กลางเพียงจุดเดียวของจักรวาล

จึงหมายถึง #จิตจักรวาล คือจิตแห่งจักรวาล


เนื่องจากจิตจักรวาลจะสั่นสะเทือนต่อเนื่อง

รวมทั้งเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอยู่ต่อเนื่องด้วย

เมื่อคลื่นความถี่ของการสั่นสะเทือนที่ต่อเนื่อง

ขยายตัวออกจากจุดศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะคลื่นจะเป็นระลอกคือเป็นรูปวงกลม

เมื่อคลื่นที่เดินทางไปจนสุดขอบจักรวาลแล้ว

คลื่นนั้นจะวกกลับหรือสะท้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น

ปรากฏการณ์นี้จะปรากฏเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่พระองค์ทรงอุบัติขึ้นกระทั่งถึงทุกวันนี้

เป็นเวลาโลกนาน 8 ล้าน 1 แสน 60 ล้านปีแล้ว


ด้วยเหตุนี้เององค์ #พระเยซูคริสต์เจ้า

จึงให้นิยามความหมายของ “พระเจ้า” อีกว่า

#ทรงเป็นพระผู้สิ้นสุดของทุกสรรพสิ่ง

ทุกสรรพสิ่งในที่นี้หมายถึงทุกคลื่นความถี่

ที่พระองค์ทรงสั่นสะเทือนขึ้นมานั่นเอง


โดยรวมแล้วอาจจะกล่าวถึงพระองค์ได้ว่า

พระเจ้าทรงเป็นผู้เริ่มต้นและสิ้นสุดของทุกสิ่ง

ก็เป็นสัจธรรมความจริงไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

25/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันจันทร์​ 25/6/2026



สวัสดีกันวันจันทร์

Good Morning Monday


เพราะองค์จิตจักรวาล

ทรงเป็นศูนย์รวมของตัวตนแก่นแท้

ของพลังงานทุกย่านความถี่

ที่มีอยู่ทั้งหมดในจักรวาลอันไพศาลนี้

พระองค์จึงทรงสร้างทุกสิ่งได้


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

24 พฤษภาคม 2569

VDO : บทเพลงคิดถึงพ่อ


"คิดถึงพ่อ"

#ถึงจะทุกข์แต่ไม่ท้อ


24/05/2569

สวัสดีกันวันอาทิตย์​ 24/05/2026


สวัสดีกันวันอาทิตย์

Good Morning Sunday


ศาสนาที่มีพระเจ้า

มีคำสอนหลายอย่างที่ผิดเพี้ยนไป

ครูผู้สอนจึงรู้ผิดสอนผิด

ไม่รู้ว่าในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง

เพราะผีโสโครกบิดเบือนคำสอนไว้


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

23 พฤษภาคม 2569

เหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า (6)


 #เหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า (6)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


แก่นแท้ของความว่างที่เดิมมีอยู่ในจักรวาลนั้น

เป็นเหมือนดั่งสารตั้งต้นของสิ่งที่ยังไม่มีตัวตน

โดยสิ่งที่ยังไม่มีตัวตนนี้ก็คือ #ความว่างโล่ง

ซึ่งความว่างโล่งมิได้หมายถึง #ความว่างเปล่า

คือบริเวณนั้นว่างไปจากทุกสิ่งไม่มีสิ่งใดอยู่เลย

ส่วน “ว่างโล่ง” นั้นยังมีบางสิ่งเร้นอยู่ในนั้นด้วย

หรือเป็นความมีที่เหมือนไม่มีนั่นเอง


เราจึงเริ่มต้นอธิบายต่อท่านทั้งหลายว่า

จักรวาลเป็นสถานที่อัน “ว่างโล่ง” 

ที่กว้างใหญ่เสมือนว่าไร้ขอบเขตจำกัด

เพราะเป็นพื้นที่ว่างซึ่งมีขนาดใหญ่ไพศาลมาก

โดยสภาวะธรรมชาติของจักรวาลที่กล่าวถึงนี้

จะมีแก่นแท้ของความว่างจำนวนมากดำรงอยู่


ขณะที่จักรวาลเหวี่ยงหมุนรอบจุดศูนย์กลางนั้น

แก่นแท้ของความว่างเหล่านี้ก็จะหมุนตามด้วย

เพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบของตนเอง


ประดาแก่นแท้ของความว่างที่มีอยู่ในจักรวาล

คือสรรพสิ่งที่จะเกิดเป็น #ตัวตนของความว่าง

เมื่อมีการสั่นสะเทือนร่วมกันขึ้นมาในอนาคต


ถ้าเปรียบจักรวาลเป็นเหมือนทะเลกว้าง

น้ำทะเลที่มีอยู่ในท้องทะเลอันกว้างใหญ่นั้น

เป็นดั่ง “ตัวตนของความว่าง” ที่ถูกเติมเต็มไว้

ซึ่งท้องทะเลตามปกติแล้วจะราบเรียบไร้คลื่น

เมื่อมีเหตุให้น้ำในทะเลนั้นสั่นสะเทือนเกิดขึ้น

ผลก็คือคลื่นทะเลก็จะปรากฏตัวให้ท่านเห็น

โดยคลื่นนั้นเกิดจากความว่างเพราะเดิมไร้คลื่น


ตัวตนความว่างของจักรวาลก็เช่นเดียวกัน

เมื่อแก่นแท้ของความว่างที่เหวี่ยงหมุนต่อเนื่อง

จนเข้าไปรวมตัวกันอยู่ตรงกลางอย่างหนาแน่น

เมื่อถึงที่สุดแล้วแรงบีบอัดอันยิ่งยวดก็จะเกิดขึ้น

จึงเป็นเหตุให้แก่นแท้ของความว่างทั้งหมดนั้น

เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในทันที

จึงเกิด “ตัวตนแก่นแท้ของความว่าง” ขึ้นมาได้

คล้ายกับทะเลอันกว้างใหญ่ที่เดิมทีไม่มีมวลน้ำ

แล้วปรากฏว่ามีมวลน้ำเต็มทะเลได้ในภายหลัง

ซึ่งน้ำทะเลนั้นยังราบเรียบเป็นปกติอยู่


จักรวาลอันไพศาลนี้ก็เช่นกัน

จากแก่นแท้ของความว่างที่ยังไม่มีตัวตน

เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเพราะเหตุปัจจัยนั้น

แก่นแท้ของความว่างก็แสดงตัวตนขึ้นมาทันที

ขั้นตอนนี้เองที่จักรวาลมีคุณสมบัติเป็นอนัตตา

ซึ่งจักรวาลเกิดเป็นรูปธรรมที่สมดุลขึ้นมาแล้ว

นั่นคือองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้านั่นเอง


จุดศูนย์กลางของจักรวาลที่หมุนวนอยู่

ซึ่งมีแก่นแท้ของความว่างอยู่อย่างหนาแน่น

เมื่อสั่นสะเทือนร่วมกันอย่างต่อเนื่องแล้ว

สิ่งที่เรียกว่า #การตื่นรู้ ของจักรวาลก็เกิดขึ้น


ตัวอย่างเช่น 

#การรู้ว่ามีตนเองเกิดขึ้นและดำรงอยู่

#การอยากรู้อยากเห็นไปทุกสิ่ง

#การอยากรู้ในสิ่งที่ตนนั้นยังไม่รู้

#การนึกคิดค้นหาคำตอบที่ต้องการ

ฯลฯ


สำหรับพระเจ้าหรือองค์จิตจักรวาล

เมื่อแรกที่พระองค์ทรงอุบัติขึ้นมาเองนั้น

ทรงมีการตื่นรู้ในเรื่องเหล่านี้ได้โดยอัตโนมัติ

ทั้งไม่ทราบมาก่อนด้วยว่าการตื่นรู้จากการนึก

จะทำให้พระองค์ทรงสร้างบางสิ่งขึ้นมาได้


สิ่งแรกที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นจากการ “นึก”

คือรูปธรรมจิตจักรวาลที่เหมือนกันกับพระองค์

ซึ่งเป็นดั่ง “เงา” ของพระองค์นั่นเอง


นอกจากนั้นพระองค์ทรงสร้าง “เสียงก้อง”

อันเกิดจากการ “สนทนาสื่อสาร” 

ระหว่างพระองค์เองกับเงาของพระองค์

ถามว่า “รู้มัยที่นี่คือที่ไหนพระองค์เองเป็นใคร”

เมื่อถามแล้วทรงไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ

ทรงได้รับแต่คำถามคำกล่าวของพระองค์แทน

เพราะรูปธรรมนั้นเป็นเงาของพระองค์เอง

มิใช่รูปธรรมอื่นใดอีกรูปธรรมหนึ่งแต่อย่างใด


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

ตัวตนแก่นแท้ของความว่างทั้งหมด

ขององค์จิตจักรวาลที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น

ถ้าพระจิตคือจุดศูนย์กลางของจักรวาลนั้น

สั่นสะเทือนเป็นการ “นึกนำ” ขณะตื่นรู้เมื่อใด

ตัวตนแก่นแท้นั้นจะแสดงตนเป็นคลื่นเมื่อนั้น


จักรวาลไม่ต่างจากท้องทะเลกว้างใหญ่

เดิมจะเป็นท้องทะเลที่ราบเรียบไร้คลื่น

เมื่อมีเหตุบางสิ่งทำให้น้ำทะเลสั่นสะเทือนแล้ว

คลื่นระลอกแรกในทะเลนั้นก็จะเกิดขึ้นมาทันที

หากตราบใดที่ยังมีเหตุให้เกิดคลื่นอยู่ดังเดิม

ทะเลอันกว้างใหญ่นั้นก็จะยังมีคลื่นอยู่ตลอด


เนื่องจาก “ตัวตนแก่นแท้ของความว่าง”

ล้วนเกิดมาจากการสั่นสะเทือนของแก่นแท้

ที่ยังไม่เคยมีตัวตนใดๆปรากฏมาก่อนเลย

ถ้าแก่นแท้ของความว่างดังกล่าวนี้มีตัวตนแล้ว

หากเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตาม

แก่นแท้ของความว่างนั้นจะเกิดเป็นคลื่นความถี่

คลื่นความถี่ที่เกิดขึ้นก็คือ #พลังงาน นั่นเอง


คลื่นพลังงานที่เป็นคลื่นความถี่ดังกล่าวนั้น

จะเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางของการสั่นสะเทือน

นั่นคือเริ่มต้นจากนิวเคลียสของจิตจักรวาลแล้ว

คลื่นการสั่นนั้นจะขยายวงออกไปจนสุดขอบ

เมื่อถึงสุดขอบของจักรวาลแล้วจะสะท้อนกลับ 

หากจิตจักรวาลยังคงสั่นสะเทือนเช่นนั้นอยู่

คลื่นความถี่นั้นจะยังคงสะท้อนกลับไปกลับมา

โดยจะเป็นไปแบบเดิมนั้นอย่างต่อเนื่องเสมอ


พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างได้ก็เพราะว่า

พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมของตัวตนแก่นแท้

ของคลื่นพลังงานในทุกย่านความถี่ที่มีอยู่จริง

พลังงานเหล่านี้จะมีคุณสมบัติต่างๆครบถ้วน

ทั้งแสงสีเสียงกลิ่นรสร้อนเย็นล้วนมีอยู่ทั้งหมด

จึงไม่ยากอะไรที่พระองค์จะทรงกำหนดสร้าง

ทุกสรรพสิ่งที่ทรงมีพระประสงค์นั้นไม่ได้


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

23/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันเสาร์​ 23/05/2026


สวัสดีกันวันเสาร์

Good Morning Saturday


แก่นแท้ของความว่างนี้

เมื่อมีเหตุให้สั่นสะเทือนขึ้นมา

จึงเกิดเป็นอนุภาคของความว่างขึ้น

แต่ยังไม่แสดงตัวตนให้ปรากฎ

คงเป็นเหมือนดั่งน้ำในสระที่ไร้คลื่น


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

22 พฤษภาคม 2569

จิตวิญญาณอาสาเข้ามาทำหน้าที่อยู่ในเอกภพ


พี่ๆน้อง ๆ ผู้เป็นคนชอบธรรมที่รักทั้งหลาย


เราจะกล่าวความจริงให้รู้ว่า

จิตวิญญาณมนุษย์เป็นรูปธรรมทางพลังงาน

หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “กล่องพลังงาน” ก็ได้

เป็นผู้เดินทางข้ามมิติเข้ามาภายใน “เอกภพ”

โดย “อาสา” มาทำหน้าที่เพื่อนร่วมงานกับโลก

ด้วยการ “ทำหน้าที่ประจำโลก” นานหกหมื่นปี


คำว่า “กล่องพลังงาน” ในที่นี้เราหมายถึง

จิตวิญญาณของมนุษย์มีความสมดุลในตนเอง

ที่สมดุลในตนเองจนเป็นกล่องพลังงานได้นั้น

เพราะพลังงานทั้งหมดเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง

โดยหมุนอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วคงที่ตลอด

จึงทำให้เกิดความสมดุลเป็นระบบเดียวกันได้


ความเร็วในการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง

ของรูปธรรมจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนนั้น

ตัวชี้วัดความเร็วรอบในการเหวี่ยงหมุนต่อวินาที

ก็คือ “จำนวนเหลี่ยมมุม” หรือจำนวนมิตินั่นเอง


เหลี่ยมมุมหรือจำนวนมิติของจิตวิญญาณ

ในมนุษย์นั้นจะมีอยู่ 6D คือ 6 มิติกันทุกคน

จำนวนมิติหรือจำนวนเหลี่ยมมุมที่เกิดขึ้นนั้น

จะสามารถสัมผัสรู้ดูเห็นได้ก็ต่อเมื่อหยุดหมุน

ถ้ายังเหวี่ยงหมุนอยู่ก็จะแลเห็นเป็นทรงกลม


จำนวนเหลี่ยมมุมจะบ่งชี้ความเร็วในการหมุน

ถ้ามีเหลี่ยมมุมมากแสดงว่าต้องหมุนเร็วมาก

การเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองของจิตวิญญาณนั้น

นอกจากหมุนเพื่อสร้างสมดุลในตนเองแล้ว

ยังทำให้หกเหลี่ยมมุมทับซ้อนเป็นหนึ่งเดียว

ซึ่งเป็นการสร้างความฉลาดทางวิญญาณด้วย


ดังนั้น

เราจึงอาจกล่าวได้ว่าจำนวนมิติของรูปธรรมใด

ที่มีเหลี่ยมมุมมากกว่ารูปธรรมนั้นก็จะฉลาดกว่า

เพราะเหตุว่ารูปธรรมใดที่เหวี่ยงหมุนเร็วกว่า

รูปธรรมนั้นก็จะมีจำนวนเหลี่ยมมุมมากกว่า


คำต่อมาที่เราต้องอธิบายให้รู้

คือคำว่า “เอกภพ” ที่เรากล่าวไว้ข้างต้นนั้น


คำว่า “เอกภพ” หมายถึง

ห้องทดลองขนาดใหญ่ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น

สำหรับการใช้เป็นห้องทดลองของพระองค์

เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าทรงสามารถทำอะไรได้บ้าง 


“เอกภพ” ประกอบด้วย

กาแล็กซีจำนวนทั้งสิ้น 12,500 ล้านระบบ

กาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ Milky Way

มนุษย์โลกเรียกกันว่า #ทางช้างเผือก

แท้แล้วน่าจะเรียกว่า “ธารสายน้ำนม” มากกว่า


ธารสายน้ำนมกาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุดนี้

ทำหน้าที่เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวระนาบ

ของห้องทดลองทรงหนำเลี้ยบที่เรียกว่าเอกภพ

เพื่อทำให้กาแล็กซีเหวี่ยงหมุนได้อย่างต่อเนื่อง

จึงทรงสร้างสุริยะจักรวาลไว้ถึงสองระบบ

คือสุริยะจักรวาลของโลกที่มีดาวเคราะห์เก้าดวง

กับอีกระบบหนึ่งซึ่งมีดาวเคราะห์ห้าดวง

โดยทรงกำหนดให้ “ดาวพลูโต” ของระบบโลก

ทำหน้าที่เป็น “เศษส่วนของเมอริเดี้ยน”


โดยทรงกำหนดให้ดาวพลูโตของระบบโลก

เป็นดาวเคราะห์ของระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามด้วย

วิธีการคือกำหนดให้ดาวพลูโต

โคจรรอบดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะนี้หนึ่งรอบ

โดยใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 1 ปีโลก

แล้วให้ย้ายระบบไปเป็นดาวเคราะห์วงนอกสุด

คือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่หกของอีกระบบสุริยะ

ที่ตั้งอยู่ในฝั่งตรงกันข้ามนั้นต่อไปอีก


เมื่อเข้าประจำที่เป็นดาวเคราะห์ดวงที่หกแล้ว

พลูโตก็จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ของระบบนั้น

โดยโคจรจนครบหนึ่งรอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว

จะย้ายระบบสุริยะเดินทางกลับมาทำหน้าที่เดิม

เพื่อเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าวงนอกสุดต่อไป

พระองค์ทรงกำหนดให้ทิศทางการโคจรนี้

เป็นเครื่องหมาย “อินฟินิตี้” คือไม่มีการสิ้นสุด


ระยะเวลาที่ “ดาวพลูโต”

ย้ายระบบสุริยะไปทำหน้าที่ยังอีกระบบหนึ่งนั้น

ในการเดินทางไปกลับจะใช้เวลานานร่วม 3 ปี

เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้

พอเห็นว่าพลูโตโคจรรอบดวงอาทิตย์ไม่คงที่

จึงมองว่าดาวดวงนี้ไม่ใช่ดาวเคราะห์เฉยเลย


ความจริงแล้วถ้าพระองค์ไม่ทรงกำหนดให้

ดาวพลูโตโล้ไปโล้มาระหว่างสองระบบสุริยะ

กาแล็กซีที่เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางของเอกภพ

ก็จะไม่อาจเคลื่อนไหวโดยเหวี่ยงหมุนวนไป

รอบแกนกลางของกาแล็กซีใหญ่นี้ได้เลย

เอกภพรูปทรงหนำเลี้ยบก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วย

เพราะอนุภาคพลังงานไม่สามารถฟุ้งกระจาย

จนเกิดเป็นรูปธรรมที่ทรงกำหนดเอาไว้ได้


มหัศจรรย์ก็คือเอกภพที่ทรงสร้างขึ้นมานี้

เป็นรูปธรรมที่สร้างขึ้นด้วยอนุภาคของพลังงาน

มีลักษณะเป็นดั่ง “ฝุ่นผง” ที่เล็กกว่าฝุ่นธุลีใดๆ

แต่มันยังดำรงตนเองอยู่อย่างสมดุลได้จนน่าทึ่ง


คำต่อมาที่เราจำต้องอธิบายให้มนุษย์รู้

คือคำว่า “อาสา” เข้ามาทำหน้าที่อยู่ในเอกภพ

การอาสานั้นแปลว่าสมัครใจยินยอมที่จะเข้ามา

ไม่มีใครบังคับข่มขืนจิตใจให้เข้ามาในเอกภพนี้


หากถามว่าอาสาเข้ามาเพื่อทำหน้าที่อะไรกัน

คำตอบคือขันอาสาเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์น่ะสิ

ไม่ใช่อาสามาเกิดเป็นเทพเทวดาแต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงแล้วว่า

จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนทุกชาติศาสนา

อาสาเข้ามาใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก

ไม่ใช่ให้มาสั่งสมบุญด้วยการบ้าบุญสุนทาน

เพื่อหมั่นสร้างสมลมใต้ปีกให้จิตวิญญาณ

หลุดลอยขึ้นไปติดค้างอยู่บนสวรรค์มายา


พระเจ้าให้จิตวิญญาณพวกท่านมาทำหน้าที่

ร่วมกันใช้พลังงานความรักจากขันธ์ห้า

เพื่อทำให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองต่อเนื่อง

เมื่อโลกสมดุลแล้วระบบสุริยะก็จะสมดุล

ดาวพลูโตก็จะโล้ไปโล้มาเพื่อทำให้กาแล็กซี

เกิดการเหวี่ยงหมุนต่อเนื่องจนสมดุลได้ด้วย

พวกท่านอาสามาเกิดเพื่อโลกและเอกภพ

มิใช่มาบ้าหวยบ้ารวยบ้าทรัพย์และบ้าอำนาจ


เอเมน สาธุ


ถ่ายทอดคลื่นการคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

22/05/2569

เหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า (5)

 #เหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า (5)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เมื่อจักรวาลซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ว่างโล่งอยู่นั้น

เหวี่ยงหมุนรอบจุดศูนย์กลางของตนเอง

โดยหมุนไปในแนวระนาบอย่างต่อเนื่องนั้น

ยังผลให้ “แก่นแท้ของความว่าง” ที่เป็นอนัตตา

เพราะยังไม่แสดงอัตตาตัวตนปรากฏให้เห็น

เคลื่อนตัวเข้าไปรวมตัวกันตรงจุดศูนย์กลางนั้น


จากการเบียดเสียดยัดเยียดกัน

ทำให้บริเวณจุดศูนย์กลางของการเหวี่ยงหมุน

มีความหนาแน่นของแก่นแท้นั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อตรงจุดนั้นมีความหนาแน่นอันยิ่งยวดแล้ว

จึงเป็นเหตุให้แก่นแท้ของความว่างตรงจุดนั้น

เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาในบัดดล


เพราะการสั่นสะเทือนตรงจุดศูนย์กลางนั้น

เป็นการสั่นสะเทือนของแก่นแท้ของความว่าง

สิ่งที่เกิดขึ้นมาจึงยังเป็นตัวตนของความว่างอยู่

หรือคือสิ่งที่เป็น “อนัตตา” อยู่เหมือนเดิม


จากการสั่นสะเทือนครั้งแรกที่เกิดขึ้น

ตรงจุดศูนย์กลางการหมุนของจักรวาลนั้น

จะเป็นเหตุปัจจัยให้แก่นแท้ของความว่าง

ที่ถูกเหวี่ยงหมุนเข้าไปรวมกันที่จุดศูนย์กลางนั้น

แล้วเบียดเสียดยัดเยียดจนสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง


ปรากฏการณ์ของจักรวาล

จะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปครั้งแล้วครั้งเล่า

โดยจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในท่ามกลาง “ความว่าง”

เหมือนเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในความมืดมิด

ที่ตามนุษย์ไม่เห็นหรือคิดแบบจิตมนุษย์ก็ไม่ได้


ดังนั้น

ตราบใดที่จักรวาลอันไพศาลนี้

ยังคงเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่อง

จักรวาลโดยรวมก็จะเป็นอนัตตาที่มีอัตตาได้

เพราะรูปธรรมใหม่ที่ได้อุบัติเกิดขึ้นมานี้

จะมีความสมดุลในระบบของตนเองอยู่ตลอด

นี่คือการอุบัติขึ้นมาเองของ #องค์จิตจักรวาล

เท่าที่เราใช้ปัญญาปาฏิหาริย์อธิบายให้รู้ได้


องค์จิตจักรวาลที่ทรงอุบัติขึ้นมาเองนี้

ทรงมีเหตุปัจจัยในการถือกำเนิดชัดเจนแท้จริง

ทุกสิ่งทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุมีผล

ทั้งมีหลักการที่เป็นตรรกะทางวิทยาศาสตร์

ไม่มีเพ้อฝันไม่มีจินตนาการใดๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทุกสิ่งจึงเป็นปรากฏการณ์แห่งความจริงทั้งสิ้น

ย้อนกลับไปอ่านทบทวนตอนที่หนึ่งกันอีกก็ได้


ถ้าอ่านลวกๆตามนิสัยมักง่ายในเรื่องยากเช่นนี้

เรื่องกำเนิดพระเจ้าท่านจะเข้าถึงได้ยากที่สุด

ยิ่งถ้าท่านมีนิสัยชอบคิดแบบจิตมนุษย์ด้วยแล้ว

เรื่องของพระเจ้านี้จะยิ่งยากมากขึ้นไปอีก

มันจะยังผลให้ #การรับเชื่อในพระเจ้า ของท่าน

ถ้าไม่รับเชื่อในพระองค์เพราะความงมงายแล้ว

ก็จะรับเชื่อในพระองค์เพราะรับตามเพื่อนเท่านั้น

ท่านจะรับเชื่อพระเจ้าด้วยจิตสามนึกไม่ได้หรอก


เราจะกล่าวความจริงต่อ “คนสอนธรรม” ว่า 

การถามหาเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของพระเจ้า

ด้วยการร้องถามหาตัวตนของพระเจ้านั้น

ท่านจะใช้กลไกอายตนะภายนอกทั้งห้าที่มีอยู่

สัมผัสรู้ดูเห็นอัตตาตัวตนของพระเจ้าไม่ได้

เพราะไม่ทรงมีอัตตาที่เป็นมายาทางกายภาพ


พระเจ้าทรงอุบัติขึ้นจากแก่นแท้ของความว่าง

รูปธรรมของพระองค์ที่เป็นองค์จิตจักรวาลนั้น

จึงยังคงเป็น “ความว่าง” ที่มีอยู่แต่เหมือนไม่มี

ทรงเป็นสนามพลังงานอันกว้างใหญ่ไพศาล

ที่พวกท่านทุกคนและทุกสรรพสิ่งล้วนดำรงอยู่

พระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดติดกับพวกท่านทุกคน

อยู่ใกล้ตาแบบ “ขนตากับปลายจมูก” ของท่าน

จึงทำให้ท่านมองหาพระองค์ไม่เห็นไงล่ะ


สำหรับ “ขนตากับปลายจมูก” ของตนเองนั้น

จะใช้กลไกอายตนะภายนอกของตนชิ้นไหน

ช่วยสัมผัสรู้ดูเห็นว่ามันมีอยู่จริงได้ยากมาก

นอกจากใช้กายสัมผัสคือมือลูบจับคลำเท่านั้น


แต่พระเจ้าทรงเป็นรูปธรรมในมิติทางพลังงาน

มิได้เป็นรูปธรรมในมิติโลกทางกายภาพเลย

ท่านจะใช้ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสพระองค์ไม่ได้

แต่มนุษย์ยังมีอายตนะภายในอีกชิ้นหนึ่งให้ใช้

นั่นคือ #จิตสัมผัส ใยไม่หยิบฉวยเอามาใช้กัน


ไม่รู้ว่า “คนสอนธรรม” จะเก็บงำมันเอาไว้ทำไม

อ่านกำเนิดพระเจ้าทั้งห้าตอนที่ผ่านมาบ้างสิ

อ่านด้วยจิตว่างแล้วคิดตามด้วยสมองสองซีก

คงพอจะเปิดจิตปัญญาให้ท่านได้มากโขอยู่นะ


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

22/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันศุกร์​ 22/05/2026


สวัสดีกันวันศุกร์

Good Morning Friday


เพราะแก่นแท้ของความว่าง

เหวี่ยงหมุนมารวมกันตรงจุดศูนย์กลาง

จนเบียดเสียดกันถึงที่สุดแล้ว

จึงเป็นเหตุให้แก่นแท้ของความว่างนั้น

สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

21 พฤษภาคม 2569

เรื่องนี้น่าสนใจ​


https://youtu.be/ekqC4gtokTs?si=zJQG1FZWh0wkHKya






เหตุที่พระเจ้าทรงยอมให้มีความดีความชั่ว


พี่ๆน้อง ๆ ผู้เป็นคนชอบธรรมที่รักทั้งหลาย


เราจะกล่าวความจริงในฐานะของพระบุตรเอก

ที่พระองค์ทรงเจิมแต่งและมีพระบัญชาให้เรา

ข้ามมิติมาสื่อพระโอวาทกับพระองค์บนโลกนี้

ให้พวกท่านทั้งหลายในปลายยุคพลังงานเก่า

ได้รับรู้รับฟังเพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่รู้หรือรู้ผิดอยู่

ด้วยวิธี Vertical Telepathy คือสื่อสารแนวดิ่ง

ในระบบ “จิตสู่จิต” กับพระองค์โดยตรง


ประเด็นที่เป็นสาระแห่งสัจธรรมในวันนี้นั้น

เป็นเรื่องที่บางคนหลงผิดคิดเข้าใจไม่ถูกต้อง

โดยเฉพาะคนบางคนที่ไม่รับเชื่อในพระเจ้า

แล้วออกมากล่าวว่าที่ตนปฏิเสธพระเจ้านั้น

ตรงที่รู้มาว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างความชั่วขึ้นมา

ตนจึงรับไม่ได้ตรงที่รู้ว่าพระเจ้าสร้างความชั่ว

จึงทำให้โลกนี้มันวุ่นวายเพราะคนชั่วทั้งหลาย

ซึ่งรับรู้จากคนที่รับเชื่อในพระเจ้าเองเสียด้วย


ก่อนอื่นเราขอตำหนิคนที่ปฏิเสธพระเจ้า

แล้วกล่าวร้ายต่อพระองค์อย่างหยาบคาย

เพียงแค่ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้จากปากใครก็ไม่รู้

ที่อ้างว่าเขาเป็นคนที่รับเชื่อในพระเจ้าคนหนึ่ง

ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากครูที่ #ผิดคน โดยแท้

แถมอีกเรื่องหนึ่งที่อ้างว่าตนเองไม่รับพระเจ้า

เพราะว่าพระเจ้าทรงสั่งประหารคนชั่ว


ตรรกะการเรียนรู้แบบนี้

มันมิใช่วิธีของคนที่มีกุศลจิตแต่อย่างใด

อีกทั้งบัณฑิตเมธีเขาก็ไม่สรุปง่ายๆแบบนี้ด้วย

ท่านจะต้องรู้ว่าคนที่รับเชื่อในพระเจ้าทุกคน

มิได้หมายความว่าเขาคนนั้นจะรู้จักพระองค์

จะเข้าใจและเข้าถึงพระองค์อย่างแท้จริงได้

เขาคนนั้นอาจมีเหตุผลส่วนตัวในการรับเชื่อ

ที่ยังจะใช้เป็นมาตรฐานที่ถูกต้องตรงจริงไม่ได้


ถ้าท่านต้องการจะรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง

จึงต้องฉลาดที่จะเลือกเรียนรู้กับครูที่ถูกต้อง

มิเช่นนั้นแล้วการเลือกเรียนรู้กับครูที่ #ผิดคน

มันจะส่งผลร้ายต่อตัวเองไปทั้งชีวิตเพราะรู้ผิด

อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นอาทิ


ถ้าหาครูสอนเรื่องพระเจ้าให้ท่านรู้แจ้งไม่ได้ 

มานี่สิเราจะช่วยติดอาวุธทางปัญญาฆ่าตัวโง่ให้

เราจะชี้แนวทางสร้างแนวคิดให้ท่านคิดเองดังนี้


#ขั้นแรก

ให้หยิบยกเอาคำว่า #พระเจ้า ขึ้นมาเป็นตัวตั้ง

คำว่า “พระ” หมายถึงผู้ที่ทรงคุณงามความดี

คำว่า “เจ้า” หมายถึงผู้ที่ยิ่งใหญ่เหนือใครอื่น

สองคำรวมกันเป็นคำว่า “พระเจ้า” จึงหมายถึง

ผู้ที่ทรงคุณธรรมความดีงามเหนือใครทั้งปวง


#ขั้นที่สอง

ให้พิจารณาด้วยปัญญาของสมองซีกซ้าย

โดยไม่มีอคติหรือลำเอียงต่อพระเจ้าในด้านลบ

คือต้องไม่เอาแว่นตาสกปรกมาใส่ในขณะคิด

ท่านต้องคิดในสภาวะที่ #จิตว่าง จากอคติ

เพราะการคิดในขณะที่จิตมีอคติหรือมีอกุศลนั้น

เป็นการคิดโดยมีกิเลสครอบงำจิตท่านอยู่


#ขั้นที่สาม

ให้คิดพิจารณาโดยมองโลกตามความจริงว่า

ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกตกโต๊ะเก้าอี้

จนเกิดอาการหัวร้างข้างแตกอย่างแน่นอน

แต่พ่อแม่ที่ฉลาดจะสอนลูกให้รู้ได้ด้วยตนเอง

จากประสบการณ์ชีวิตที่เป็นแบบเชิงประจักษ์

ยอมให้ปีนป่ายโต๊ะเก้าอี้เพื่อจะหยิบนั่นเอานี่

โดยตนเพียงแค่คอยช่วยระวังป้องกันอยู่ไม่ห่าง

เพื่อจะให้ประสบการณ์จริงที่ผิดพลาดแก่ลูกว่า

“ทีหลังอย่าทำเช่นนั้นอีก เจ็บแล้วจำไว้นะลูก” 


กรณีเรื่องความดีความชั่วนี่ก็เช่นกัน

พระเจ้าทรงยอมให้โลกนี้มีทั้งสองอย่าง

เพราะว่าสองอย่างนี้มีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่

แต่ละคนมองเห็นประโยชน์นั้นกันหรือเปล่า

ใครโง่เพราะใช้ปัญญาไม่เป็นจะมองไม่เห็นค่า

อย่างกรณีคนสอนธรรมรายที่ปฏิเสธพระเจ้า

เพราะเขารับไม่ได้ที่รู้ว่าพระเจ้าสร้างความชั่ว

แทนที่จะสร้างความดีขึ้นมาอย่างเดียว


เพราะพระเจ้าต้องการสอนมนุษย์ทุกคน

ให้รู้เห็นคุณค่าของสองสิ่งที่คู่กันไม่ใช่หรือ

จึงทรงยอมให้โลกนี้มีกลางวันกลางคืน

ทรงยอมให้คนสอนธรรมนั้นมีเพศพ่อเพศแม่

ด้วยการให้เพศผู้กับเพศเมียพึ่งพากันและกัน

จึงสามารถตั้งท้องจนเกิดตนเป็นลูกออกมาได้

ถ้ามนุษย์มีแต่เพศผู้หรือเพศเมียเพศเดียว

แล้วจะสืบทอดเผ่าพันธุ์มนุษย์กันได้อย่างไร


ความดีความชั่วก็เหมือนนั่นแหละ

เหตุเพราะโลกนี้มีความชั่วอยู่ด้วยคนชั่วจึงมี

เหตุเพราะโลกนี้มีความดีอยู่ด้วยคนดีจึงมี


ที่มั่นใจว่าเป็นคนดีจริงเหตุเพราะมีคนชั่ว

ที่มั่นใจว่าเป็นคนชั่วจริงเหตุเพราะมีคนดี

โลกเป็นแบบนี้โดยที่ผู้คนรู้ดีรู้ชั่วกันได้

เพราะมีความดีความชั่วให้เห็นเป็นประจักษ์


คนสอนธรรมเองจะอ้างว่าตนไม่รับเชื่อพระเจ้า

จึงใช้วาจาก้าวล่วงพระองค์จนเกินกว่าหนึ่งหาว

เพราะอคติต่อพระเจ้าจึงมีปัญหาทางจิตปัญญา

จนพาให้คนที่ขาดสติทางวิญญาณอีกหลายคน

ประเภทเดียวกับคนสอนธรรมคล้อยตามไปด้วย

เราเห็นว่าเป็นการก่อเวรกรรมทำบาปอย่างยิ่ง


ถ้าคิดพิจารณากันให้ถ้วนถี่แล้ว

หากพระเจ้าไม่ทรงสร้างแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์

คนทั้งจักรวาลจะขานพระนามว่าพระเจ้าไม่ได้


ดูสิคนทั้งโลกยอมรับนับถือศาสนาที่มีพระเจ้า

มากที่สุดในประดาศาสนาที่ยังมีอยู่ด้วยซ้ำไป

คนส่วนใหญ่ในโลกเหล่านั้นจิตปัญญามิได้ป่วย

จนรับเชื่อในพระเจ้าแบบงมงายกันมิใช่หรือ

คนสอนธรรมแค่ฟังความจากคนรับเชื่อพระเจ้า

แต่ยังเข้าใจพระเจ้ายังไม่ลึกซึ้งจนถึงแก่นดีพอ

เขาเป็นแค่ศาสนิกผู้หนึ่งมิใช่ตัวแทนพระเจ้า

แล้วครูสอนธรรมคนนี้จะใช้ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง

มาพิพากษาพระเจ้าผู้สูงส่งได้อย่างไร


สำเนียงส่อภาษา วาจาส่อสกุล

คุณธรรมสูงต่ำนำแสดงออกมาด้วยปัญญาญาณ

นั่นคือตัวชี้วัดมาตรฐานแห่งการเป็นคนสองมิติ


เอเมน สาธุ


ถ่ายทอดคลื่นการคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

21/05/2569