สังคมโลกและสังคมไทยทุกวันนี้
จะค้นหาผู้แทนที่ดีกันสักคนนั้นแสนยากยิ่ง
จะมองในมุมของกายหยาบมุมเดียวก็ไม่ได้
เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเป็น “คนสองมิติ”
คนสองมิติที่ว่านี้จะประกอบด้วย
โครงสร้างทางกายภาพที่เป็นร่างกายภายนอก
กับแก่นแท้คือจิตวิญญาณที่เร้นอยู่ภายใน
คนที่ท่านจะเลือกให้เป็นตัวแทนหรือผู้แทน
นอกจากการศึกษาเล่าเรียน วัฒนธรรม สังคม
จะมีผลต่อการเป็นบุคคลดีที่มีคุณภาพแล้ว
รากเหง้าของคนๆนั้นก็สำคัญไม่น้อยด้วย
คำว่ารากเหง้านั้นเราหมายถึงปัจจัยสำคัญคือ
อย่างแรก
ต้องดูที่รากเหง้าของตระกูลหรือสายเลือด
ดูว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นคนประเภทใดแน่
โบราณว่าไว้ว่า “ดูวัวให้ดูหางดูนางให้ดูแม่”
พ่อแม่เป็นแบบไหนลูกหลานก็จะเป็นแบบนั้น
มีน้อยคนที่จะเป็นลูกผ่าเหล่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน
อย่างที่สอง
ต้องดูที่พื้นฐานการศึกษาว่าสูงต่ำระดับใด
เพราะการศึกษาเล่าเรียนนั้นมีผลต่อวุฒิภาวะ
ความฉลาดทางจิตปัญญาและวิสัยทัศน์ด้วย
โดยดูได้จากตัวชี้วัดซึ่งเป็นคุณสมบัติของเขา
เช่น ดูได้จากประสบการณ์การเรียนรู้
ดูจากประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน
ดูจากผลงานต่างๆที่ผ่านมาในอดีต เป็นต้น
อย่างที่สาม
ต้องดูที่ศีลธรรมจริยธรรมด้วย
เพราะเป็นโครงสร้างทางจิตวิทยาของมนุษย์
โดยมนุษย์ที่จะเป็นคนดีมีคุณภาพอย่างแท้จริง
ที่สามารถช่วยค้ำจุนประเทศชาติบ้านเมืองได้
เขาคนนั้นจักต้องมีโครงสร้างหลักที่แข็งแกร่ง
กายสังขารภายนอกของมนุษย์มันปรุงแต่งได้
จะหลอกลวงอำพรางด้วยการตกแต่งให้ดูดีได้
แต่โครงสร้างภายในมันหลอกลวงตลอดไม่ได้
หางที่ม้วนไว้เผลอทีไรก็จะโผล่ออกมาให้เห็น
ที่เคยเลือกกันมาซึ่งเป็นพวกท่าทางแลดูดี
เพราะเคยเชื่อถือกันว่า “ถ้ารวยแล้วไม่โกง”
ประเภทพูดจาคล่องแคล่วฟังแล้วน่าเชื่อถือ
จึงตกหลุมพรางเลือกพวกนั้นเข้าไปในสภา
ประเทศชาติจึงมีอาการจวนวิบัติมาจนทุกวันนี้
เนื่องจากคนเลือกและผู้ถูกเลือกขาดคุณภาพ
ในอย่างที่สามนี้เป็นหลักใหญ่
พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เพราะคนทั้งโลกและสังคมบ้าวัตถุเทคโนโลยี
จนกลายเป็นโลกแห่ง “เทคโนโลยี้!” ไปแล้ว
ถึงขนาดรื้อทิ้งหลักสูตรการศึกษาเดิม
เอาวิชาหน้าที่พลเมืองศีลธรรมออกไปทั้งหมด
เน้นแต่จำพวกเนื้อหาสาระทางวิชาการตะวันตก
ผู้เรียนต้องท่องจำจนสมองบวมหัวโตผอมโซ
เพราะนำเอาสิ่งที่เรียนรู้มาใช้เพื่อยังชีพไม่ได้
จึงต้องคอยแต่แบมือรอรับของแจกฟรีจากรัฐ
เพราะว่าเรื่องปากท้องต้องมาก่อนสติปัญญา
รวมทั้งศีลธรรมจรรยาต้องมาทีหลังเรื่องอื่นๆ
จึงไม่ต้องแปลกใจอะไรเลย
ที่งบประมาณในการหาเสียงของพรรคการเมือง
ทั้งงบสนับสนุนของรัฐที่ได้จากภาษีประชาชน
งบประมาณของพรรคการเมืองแต่ละพรรคเอง
กับงบประมาณพิเศษของบางคนบางพรรคที่ใช้
เพื่อซื้อเสียงแบบผิดกฎหมายนั้นรวมกันแล้ว
จำนวนเงินทั้งสิ้นจึงก้อนโตพอๆกับงบของชาติ
ที่เป็นงบประมาณพัฒนาประเทศกันเลยทีเดียว
ประเภท #พรรคเลือกคนประชาชนเลือกพรรค
ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายในอดีตที่ผ่านมานั้น
ปัจจุบันดูท่าว่าจะปฏิบัติตามแบบนั้นไม่ได้แล้ว
เพราะตามหน้าข่าวสารทางสังคมทุกวันนี้นั้น
มีแต่เรื่องเทาๆกับดำๆให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน
เพราะทั้งพรรคทั้งคนที่อาสาเสนอตัวให้เลือก
รวมทั้งคนที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกด้วยนั้น
ขาดคุณสมบัติใน 5 อย่างนี้เหมือนกันก็คือ
1.ขาดความเป็นคนเก่ง
2.ขาดความเป็นคนดีที่ละอายต่อบาป
3.ขาดความเป็นคนดีที่ฉลาดรอบรู้
4.ขาดความเป็นคนดีที่มีภาวะผู้นำ
5.ขาดความเป็นคนรักส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
คุณสมบัติทั้ง 5 อย่างที่กล่าวนี้
ไม่ว่าจะเป็นสังคมไทยหรือที่ไหนในโลกนี้
ประชากรแต่ละคนจะขาดในข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้
ประเทศนั้นสังคมนั้นจะต้อง “หายนะ” แน่นอน
เพราะมันรวมกันเป็น #จิตสำนึกแห่งหมู่คณะ
ที่ล้วนเป็นเครื่องมือของผู้คนในประเทศชาตินั้น
ที่จะนำสังคมสู่ความมั่งคั่งอย่างมั่นคงยั่งยืนได้
เวลาเลือกตั้งเมื่อไหร่ไม่ต้องยุ่งยากลำบากใจ
ที่จะเลือกกา “โนโหวต” หรือว่าจะ “เลือกใคร”
เหมือนสถานการณ์สองสามวันที่มันผ่านมานี้
เพราะพิจารณาหาคนดีที่มีจิตสำนึกได้ยากยิ่ง
ใครเป็นคนดีที่มีจิตสำนึกแห่งหมู่คณะต่อไปนี้
คือเป็นคนเก่งงานรอบด้านที่ทำงานเพื่อชาติได้
เป็นคนฉลาดรอบรู้ที่นำประเทศชาติก้าวหน้าได้
เป็นคนดีที่เป็นที่พึ่งของชาติและประชาชนได้
ถ้าผู้เลือกตั้งมีปัญญาและวิสัยทัศน์ชัดเจนแล้ว
ออกไปเลือกตั้งเพื่อนำคนพวกนี้เข้าสภาทีเถอะ
แม้ว่าจะมีตัวให้เลือกอยู่จำนวนไม่มากนักก็ตาม
ถ้าไม่มีใครให้เลือกก็เลือกพรรคเอาก็ได้
ด้วยรักและปรารถนาดี
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
6/02/2569