ความรักช่วยให้โลกหมุนรอบตัวเองได้
อนุภาคประจุบวกจากพลังงานความรักบริสุทธิ์
ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า “วิญญาณ” ของขันธ์ห้า
เมื่อถูกดึงดูดเหนี่ยวรั้งด้วยอนุภาคประจุลบ
จากอะตอมของธาตุออกซิเจนที่อยู่ในแกนโลก
จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเรียกว่า Nuclear Fission
จนเกิดการระเบิดอย่างต่อเนื่องแบบลูกโซ่ได้
แรงระเบิดที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้นั้น
จะยังผลให้ก้อนธาตุออกซิเจนบริสุทธิ์ 100%
ที่มีลักษณะเหนียวหนืดคล้ายตังเมเกิดการบิดตัว
เมื่อแกนแม่เหล็กโลกบิดตัวอย่างรุนแรงต่อเนื่อง
ทำให้ดาวเคราะห์โลกทั้งดวงหมุนรอบตัวเองได้
การที่นักวิทยาศาสตร์โลกฟันธงว่า
โลกหมุนรอบตัวเองได้ก็เพราะบิ๊กแบงนั้น
จึงเป็นการสรุปแบบคาดเดาส่งเดช
เพราะการระเบิดใหญ่เกิดมานานนับล้านปีแล้ว
ดาวโลกดวงนี้จะเอาแรงเหวี่ยงหมุนมาจากไหน
จึงหมุนรอบตัวเองด้วยอัตราเร็วคงที่ตลอดได้
ขนาดลูกข่างเด็กเล่นหมุนตั้งอยู่บนแกนไม่นาน
มันก็เกิดอาการซวนเซแกว่งไปมาทำท่าจะล้ม
เพราะว่าแรงเหวี่ยงหมุนเริ่มลดน้อยลงนั่นเอง
ถ้าท่านอยากรู้ว่า
ก้อนธาตุออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ในแกนโลก
ที่มีสีเขียวมรกตนั้นเป็นสีเขียวแบบไหนกันแน่
ก็ให้ท่านทั้งหลายสังเกตที่ใบของต้นไม้ใหญ่
แกนแม่เหล็กโลกที่ติดตั้งอยู่ในแกนโลก
ปัจจุบันนี้จะเป็นสีเขียวแบบเดียวกับใบไม้เลย
เพราะมันเปลี่ยนสีจากเดิมที่เป็นเขียวใสมรกต
กลายเป็นสีเขียวเข้มจากการทึบแสงไปแล้ว
สาเหตุที่แกนแม่เหล็กเปลี่ยนเป็นทึบแสง
เพราะว่ามนุษย์ผลิตประจุไฟฟ้าลบออกมามาก
ทั้งจากกิเลสตัณหาผ่านกระบวนการขันธ์ห้า
และประจุลบที่เป็นส่วนเกินของเครื่องใช้ไฟฟ้า
ที่พวกท่านต่อสายดินส่งไปเก็บไว้ในแกนโลก
ประจุลบที่ส่งลงไปเก็บมีมากทำให้ทึบแสงขึ้น
สาเหตุที่พระเจ้าหรือพระผู้สร้าง
ทรงกำหนดสร้างกระบวนการเหล่านี้ขึ้นไว้นั้น
เพื่อทรงต้องการเรียนรู้ว่าจะทรงเชื่อมสองมิติ
คือมิติโลกทางกายภาพกับมิติทางพลังงาน
เข้าไว้ด้วยกันได้แค่ไหนและอย่างไรได้บ้าง
เพราะทรงรู้แล้วว่าสามารถสร้างได้ทั้งสองมิติ
เพราะว่าการระเบิดในแกนโลก
เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุน
ผลการระเบิดที่เกิดขึ้นของแกนแม่เหล็กโลก
ทำให้เกิดผลิตผลขึ้นมาอย่างน้อย 3 อย่างคือ
1.ก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์จำนวนมาก
2.คลื่นแม่เหล็กกับอำนาจแม่เหล็กโลก
3.ความอุ่นร้อนของระบบโลก
เพื่อรองรับกันกับผลิตผลที่เกิดขึ้นนี้
พระองค์จึงทรงออกแบบให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิด
ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลก
สามารถใช้ทั้งสามสิ่งที่เป็นผลิตผลเหล่านี้
อย่างอิสระเสรีเพื่อการอยู่รอดปลอดภัย
มนุษย์จึงต้องหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป
มนุษย์จึงต้องเป็นสัตว์ที่มีเลือดอุ่นเท่านั้น
มนุษย์จึงต้องมีไฟฟ้าหล่อเลี้ยงอวัยวะภายใน
เพื่อให้สามารถทำงานอัตโนมัติได้ทั้งวันคืน
ไม่ว่าในยามนอนหลับหรือว่าในยามตื่น
ด้วยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ผลิตสร้างขึ้นมา
เมื่อโลกพาหมุนตัดสนามแม่เหล็กโลกต่อเนื่อง
โดยทรงติดตั้งขั้วต่างทางไฟฟ้าเอาไว้ในเซลล์
(ยังมีตอนต่อไป)
ด้วยรักและปรารถนาดี
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
11/02/2569