25 กุมภาพันธ์ 2569

หน้าที่หลักของมนุษย์โลกคืออะไร

 


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


หน้าที่หลักของมนุษย์โลกคืออะไร


เมื่อเราเปิดเผยให้ท่านทั้งหลายได้รู้แล้วว่า

พระเจ้าทรงสร้างเอกภพขึ้นด้วยฝุ่นพลังงาน

เพื่อทรงใช้เป็น “ห้องทดลอง” ของพระองค์

ในการเรียนรู้ว่าจะทรงกระทำสิ่งใดได้บ้าง

ซึ่งเป็นตัวอย่างวิธีคิดเบื้องต้นแบบจิตจักรวาล

ที่พูดติดปากชาวบ้านว่า “ไม่ลองไม่รู้” โดยแท้


วิธีการเรียนรู้ของพระเจ้าคือองค์จิตจักรวาล

จะทรงมีหลักการปฏิบัติโดยรวมดังนี้ คือ


ทรงดำริตรินึกถึงสิ่งที่พระองค์ต้องการก่อน

โดยต้องนึกให้ได้ว่าพระองค์จะทรงสร้างสิ่งใด

และสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไรแน่

ก่อนที่จะทรงเนรมิตสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ


หลักการนี้ทรงนำมาใช้ในมนุษย์ทั้งหลาย

ตามที่เราชี้ให้ท่านได้รู้กันมานานแล้วว่า

มนุษย์ต้องนึกด้วยจิตก่อนคิดด้วยสมองเสมอ


เหตุเพราะมนุษย์โลกเป็น “คนสองมิติ” 

โดยจิตวิญญาณแก่นแท้ในมิติทางพลังงาน

ผู้ขันอาสาข้ามมิติเข้ามาเกิดอยู่ในระบบโลก

จะมีทั้งจิตหยาบกับกายหยาบเป็นเครื่องมือ

ในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อมีภพชาติเป็นมนุษย์

เพื่อใช้สร้างกิจกรรมต่างๆทางด้านกายภาพ

และให้จิตวิญญาณอยู่ในมิติทางกายภาพได้


เพราะจิตวิญญาณและจิตหยาบของมนุษย์นั้น

ไม่อาจจะดำรงตนเองอยู่ในมิติโลกอย่างเสรี

เพื่อทำหน้าที่ในมิติคู่ขนานพร้อมกันสองมิติได้

ถ้ามีแต่แก่นแท้ที่เป็นรูปธรรมทางพลังงาน

ไม่มีกายหยาบหรือกายสังขารปกคลุมหุ้มไว้

ไม่มีกลไกอวัยวะให้ใช้เป็นเครื่องมือในมิติโลก


ดังนั้น

ตั้งแต่ภพชาติแรกที่ “จิตวิญญาณ” ของท่าน

เดินทางมาถึง “ประตูมิติของเอกภพ” แห่งนี้

ที่พระเยซูทรงสมมติให้เป็น ประตูคอกแกะ

แต่ในปลายยุคพลังงานเก่าคือยุคจิตจักรวาล

พระเจ้าทรงให้เราเรียกประตูนี้ว่า #ด่านนภาลัย 


ตรงด่านนภาลัยแห่งนี้จะมีวิหารสีขาวตั้งอยู่

พระองค์ทรงสร้างให้เป็นที่เก็บเครื่องมือสำคัญ

ที่ทุกจิตวิญญาณผู้อาสาว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์

โดยมีเครื่องมือหรือกลไกหลักที่จะขาดไม่ได้

ที่เรียกว่า “จิต 3 นึก” คือนึกออกนึกเอานึกเอง

เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการในสองมิติ

ถ้าไม่มีจิตสามนึกที่ว่านี้ก็เป็นคนสองมิติไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า มโนกรรม


นอกจากนั้นแล้วที่วิหารสีขาวแห่งนี้

ยังมีตัวอย่างของบทละครกับบททดสอบ

ที่เรียกว่า ชะตาชีวิต ให้จิตวิญญาณได้เลือก

เพื่อถือติดตัวเข้ามาเกิดเป็นคนสองมิติด้วย

โดยบทละครกับบททดสอบในชะตาชีวิตนั้น

จิตวิญญาณจะต้องใช้มันเพื่อทำการกระตุ้นให้

จิตหยาบ ที่จิตวิญญาณเองจะเบ่งภาคออกมา

ให้ทำหน้าที่แทนตนเองเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์

เพื่อเป็นเงื่อนไขให้จิตหยาบนั้นสั่นสะเทือนขึ้น

เพื่อปลุกจิตหยาบนั้นให้เกิดการตื่นตัวนั่นเอง


พระเจ้าทรงกำหนดออกแบบเอาไว้ให้

มนุษย์ทุกคนมีเครื่องมือที่เรียกว่า “จิตสามนึก”

อันประกอบด้วย นึกออกนึกเอานึกเอง

ซึ่งจิตวิญญาณท่านแวะรับเอามาจากที่นั่น

เพื่อยืมใช้นานหกหมื่นปีโลกจนกว่าจะสิ้นยุค

ก่อนจิตวิญญาณจะหลุดพ้นกลับแดนสุญตา

ค่อยนำส่งคืนวิหารสีขาวที่ตนเคยยืมเอามา

พร้อมกับเลือกบทละครที่เรียกว่าชะตาชีวิต

ถือติดตัวมาเกิดเป็นมนุษย์โลกด้วย


บทละครและบททดสอบที่เรียกว่าชะตาชีวิต

ซึ่งจิตวิญญาณพวกท่านเลือกนำมาแสดงนั้น

จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบหรือสองเงื่อนไขคือ

บางบทบาทจะเป็นเงื่อนไขด้านบวกของผู้อื่น

เมื่อแสดงออกหรือกระทำต่อบุคคลอื่นแล้ว

จะไม่ทำให้พวกเขาทั้งหลายเสียสมดุลทางจิต

ที่มนุษย์ส่วนใหญ่เรียกกันว่าไม่ทำให้ “จิตตก”

อย่างน้อยก็กระตุ้นเล็กๆให้เกิดความพึงพอใจ

ซึ่งจะสั่นสะเทือนด้านบวกแต่เป็นย่านความถี่ต่ำ


ขณะบางบทบาทก็จะเป็นเงื่อนไขด้านลบ

ที่กระตุ้นให้จิตสามนึกหรือจิตหยาบของผู้อื่น

เกิดการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ต่ำมากๆ

หรืออาจกล่าวว่าทำให้เกิดอาการจิตตกรุนแรง

เช่น โกรธจัด โมโหร้าย เศร้าหมอง เป็นต้น


ที่จิตวิญญาณของพวกท่าน

เลือกเอาเงื่อนไขลบมาให้จิตหยาบของตน

ได้แสดงออกหรือกระทำต่อกันและกันนั้น

เพราะรู้ดีว่ามันจะช่วยกระตุ้นให้จิตสามนึก

สั่นสะเทือนจนเกิดเป็นกระบวนการ “ขันธ์ห้า”

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ถ้าจิตหยาบสอบผ่านบททดสอบยากๆนี้ไป

ด้วยการอดทน อดกลั้น ให้อภัย ต่อกันได้

ขั้นตอนที่ห้าคือวิญญาณที่พวกท่านสร้างขึ้น

แล้วเหวี่ยงออกมามอบให้แก่จักรวาลโลกนั้น

มันจะเป็นพลังงานจิตด้านบวกที่เข้มข้นสูงมาก


จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย

จึงเลือกที่จะออกแบบบททดสอบจิตสามนึก

ที่มันจะกระชากจิตหยาบหรือจิตสามนึก

ในแบบที่อาจรุนแรงทั้งด้านลบและด้านบวก

ทั้งบทดีและบทร้ายคละเคล้ากันไปตลอด

ถ้าจะตอบสนองที่ถูกต้องหรือสอบผ่านให้ได้

ท่านต้องปฏิบัติตนต่อกันดังนี้ คือ


รักเขาให้ได้แม้ว่าเขาจะทำตัวไม่น่ารัก

อภัยให้ได้แม้ว่าเขาจะทำตัวไม่น่าให้อภัย

ไม่ต่อสู้ ไม่ตอบโต้ ไม่ต่อต้าน ไม่ตื่นตูม

ทำจิตหยาบให้สงบเย็นเป็นอุเบกขาไว้


หากมนุษย์ทำได้ตามนี้แล้ว

ท่านจะผลิตสร้างพลังงานด้านบวกออกมา

มอบให้โลกและทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ได้

พลังงานด้านบวกที่พวกท่านผลิตสร้างได้นั้น

จะช่วยให้ทุกสิ่งอย่างเกิดความสมดุลขึ้นได้

โดยความสมดุลของสรรพสิ่งได้จากการหมุน


ตัวอย่างเช่น

เพราะโลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองจึงสมดุลได้

เพราะจิตมนุษย์สั่นสะเทือนด้านบวกสูงสุด

จนเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณตนเองได้


เพราะมนุษย์โลกทุกคน

มีจิตสามนึกแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกัน

ดาวเคราะห์โลกจึงมีพลังอำนาจสูงสุดได้


เพราะมนุษย์โลกรักกันและสมดุลกัน

ความรักดังกล่าวนั้น คือ “เมตตาธรรม”

ช่วยทำให้โลกหมุนรอบตัวเองต่อเนื่องได้


เพราะ 2 ระบบสุริยะบนกาแลกซีธารสายน้ำนม

มีดาวพลูโตโล้ไปมาอย่างต่อเนื่องแบบอินฟินิตี้

ทำตัวเป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยนได้อย่างดียิ่ง

ทำให้เอกภพดำรงคงอยู่มาได้ตราบชั่วนิรันดร


ความรักความเมตตาจากจิตมนุษย์

เป็นอุบายสำคัญในการค้ำจุนโลกและเอกภพ

ซึ่งจิตวิญญาณของพวกท่านขันอาสามาทำ

ตามสัจธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ไว้ได้แล้ว

นั่นคือ #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ไม่ใช่อริยสัจสี่

ตามที่ผีโสโครกมันบิดเบือนไว้


พระบุตรเอก

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล

โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

25/02/2569