10 กุมภาพันธ์ 2569

มนุษย์เกิดมาทำไม?


 

มนุษย์เกิดมาทำไม?

คำถามประโยคนี้จะตอบกันทันทีเลยไม่ได้

เพราะว่าแต่ละคนที่เกิดมานั้นมีอยู่สองจำพวก

จึงต้องแยกคำตอบออกเป็น 2 อย่าง คือ


จำพวกแรก

เป็นจิตวิญญาณที่เพิ่งเข้ามาเกิดเป็นชาติแรก

โดยจิตวิญญาณของท่านล้วนเป็นผู้ #ขันอาสา

พากันเดินทางข้ามมิติเข้ามาภายในเอกภพ

เพื่อมาทำหน้าที่ “เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลก”


คำว่า โลก ในที่นี้เราหมายถึงดาวเคราะห์โลก

ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าดวงของระบบสุริยะจักรวาลนี้

รวมทั้งเพื่อนมนุษย์และทุกสรรพสิ่งในระบบโลก

จะเรียกรวมกันว่า “โลก” ทั้งสิ้น


จิตวิญญาณของพวกท่านทั้งหลาย

ต่างขันอาสาข้ามมิติเข้ามาโดยไม่มีผู้ใดบังคับ

ผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำหน้าที่อาสานั้น

เมื่อตนได้รับโอกาสให้เข้ามาทำหน้าที่แล้ว

ยินดีปฏิบัติตาม พันธะสัญญาหก คือมีหกข้อ

ด้วยความเคร่งครัดตลอดยุคคือ 60,000 ปีโลก

ทำหน้าที่กลางวันส่วนกลางคืนนั้นหลับพักผ่อน

โดยตลอดหกหมื่นปีไม่มีหน้าที่ต้องตาย


ภารกิจที่ต้องทำก็คือ

เข้ามาใช้เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

ผลิตสร้างพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก

ที่เป็น “พลังงานจิตด้านบวก” ร่วมกันกับคนอื่น

หรือตลอดเวลาที่ท่านมีปฏิสัมพันธ์กับทุกคน


ถ้าท่านไม่ครองจิตให้เป็นอุเบกขาไว้

เมื่อมีคนรอบข้างยื่นเงื่อนไขใดๆมาให้ท่าน

อย่างน้อยก็ต้องตอบสนองด้วยนึกบวกคิดบวก

ต่อเงื่อนไขที่พวกเขาหยิบยื่นมาให้เท่านั้น

ไม่ว่าคนรอบข้างจะทำชอบหรือทำชั่วต่อท่าน

เพื่อให้ขันธ์ห้าของท่านสั่นสะเทือนด้านบวก

ผลิตคลื่นพลังงานหรือวิญญาณด้านบวก

เหวี่ยงออกมาสู่ภายนอกร่างกายท่านให้จงได้


พลังงานจิตด้านบวกที่ว่านี้

เป็น ผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติทางพลังงาน

ซึ่งเป็นสรรพสิ่งหนึ่งในมิติทางพลังงาน

ที่ไม่มีใครหรือว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของมัน

ถือว่าพลังงานด้านบวกที่กล่าวนี้เป็นของสากล

ไม่ต่างจากก๊าซออกซิเจนที่มนุษย์ใช้หายใจ

ใครใคร่จะหายใจเข้าไปก็หายใจได้อิสระเสรี

ใครจะหายใจเข้าไปมากน้อยสักแค่ไหน

ก็ไม่มีใครหวงห้ามหรือไม่ต้องขออนุญาตใคร


“ผลกรรม” ในมิติทางพลังงานที่ว่านี้

จะต้องไม่ใช่ พลังงานกรรม ที่มนุษย์ก่อขึ้น

จากการกระทำผิดบาปต่อ กฎแห่งกรรม

เพราะพลังงานที่ได้จะมีคุณสมบัติกรรมติดอยู่

นั่นคือ ใครทำอะไรกับใครอย่างไรเพื่ออะไร

ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้านบวกหรือลบก็ตาม

จะถูกเรียกว่า “พลังงานกรรม” ไปทันที


การตักบาตรทำบุญสุนทาน

ที่ไม่ได้กระทำด้วยจิตสามนึกของตนเอง

หรือที่ทำโดยมีเงื่อนไขคือหวังสิ่งตอบแทน

ขันธ์ห้าของมนุษย์จะผลิตพลังงานด้านบวก

ที่ไม่บริสุทธิ์คือเป็นขยะเหวี่ยงออกมาเสมอ


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

“ผลกรรมด้านบวก” เท่านั้นที่โลกต้องการ

ซึ่งจิตวิญญาณของพวกท่านขันอาสาเข้ามา

กระทำร่วมกันในรูปแบบหมู่คณะหรือสัตว์สังคม


โลกไม่ได้ต้องการ “พลังงานกรรม” จากมนุษย์

เพราะเป็นพลังงานสกปรกที่เป็นขยะรกโลก

ที่เห็นเป็นเมฆสีดำสกปรกบนฟ้าเหนือชุมชนนั่น

เป็นมวลเมฆฝนจากพลังงานกรรมด้านลบทั้งสิ้น


หน้าที่ของมนุษย์ที่มาเกิดก็คือ

จะต้องใช้ความรักเพื่อให้แบบต่างๆต่อกัน

ขณะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับมนุษย์คนอื่นๆ

เพื่อเป็นเงื่อนไขด้านบวกต่อกันเอาไว้เท่านั้น

จะอดทนอดกลั้นให้อภัยได้แค่ไหนก็ว่ากันไป

จะมีเมตตากรุณามุทิตาหรืออุเบกขาก็ทำได้

เพราะจะทำให้ขันธ์ห้าผลิตพลังงานที่ถูกต้อง

เป็นผลกรรมด้านบวกบริสุทธิ์ที่โลกต้องการได้


หลายท่านอาจจะมีคำถามว่าดาวเคราะห์โลก

ต้องการพลังงานจิตด้านบวกนี้ไปทำอะไรหรือ

คำตอบก็คือเพื่อให้โลกได้ใช้เป็นพลังงานหลัก

ในการบิดแกนแม่เหล็กที่ใจกลางโลกให้ได้

เพราะประจุบวกจากพลังงานบวกบริสุทธิ์นั้น

จะถูกเหนี่ยวรั้งลงไปเพื่อทำปฏิกิริยากับอะตอม

ของธาตุออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ที่แกนโลก

จนเกิดการระเบิดแบบนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง

ยังผลให้เกิดการบิดตัวจนทำให้โลกหมุนนั่นเอง


(ยังมีตอนต่อไป)

ด้วยรักและปรารถนาดี

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

10/02/2569