คำว่า “ต้นตอ” ในที่นี้หมายถึง
ต้นเหตุหรือต้นสายแห่งการเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้
ถ้าพบว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิต
ที่ท่านจะต้องพบพานผ่านเผชิญแล้ว
ไม่มีทางเลือกอื่นใดที่จะหลีกเลี่ยงมันได้
นอกจากจะต้องข้ามผ่านหรือฟันฝ่าผ่ามันไป
หนทางเดียวเท่านั้นที่ท่านจะต้องทำก็คือ
#จะต้องตั้งสติเพื่อรักษาจิตให้สงบไว้
การตั้งสติก็คือการสำรวมระวังจิตเอาไว้ให้นิ่ง
อย่าให้สิ่งเร้าหรือเงื่อนไขอันไม่พึงประสงค์นั้น
มันข่มเขย่าจิตของท่านให้เกิดอาการเสียสมดุล
ทั้งด้านบวกหรือด้านลบโดยเด็ดขาด
ให้ท่านระวังจิตหรือสำรวมจิตเอาไว้
เพราะจิตที่ท่านพึงสำรวมระวังนั้นคือจิตหยาบ
ซึ่งคอยทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณอยู่ทุกอย่าง
ขณะกำลังสวมบทบาท “คนสองมิติ” ที่มีชีวิต
ถ้าเงื่อนไขเหตุการณ์หรือสถานการณ์สิ่งเร้านั้น
เป็นเงื่อนไขด้านบวกที่ตัวท่านพึงใจชอบใจ
มันก็จะเป็นเหตุให้ท่าน “จิตตก” คือเสียสมดุล
กรณีเช่นว่านี้คือการที่ท่านถูกสิ่งเร้าเย้ายวน
จนเกิดอาการลิงโลดใจหรือดีใจจนเนื้อเต้นได้
ซึ่งหลายคนไม่รู้ว่านั่นคืออาการ #จิตตก แล้ว
พระพุทธเจ้าเรียกสภาวะจิตเช่นนี้ว่าเกิดทุกข์
ในทางกลับกัน...
ถ้าเงื่อนไขเหตุการณ์หรือสถานการณ์สิ่งเร้านั้น
เป็นเงื่อนไขด้านลบที่ท่านไม่พึงใจไม่ชอบใจ
มันก็จะเป็นเหตุให้ท่านเกิดอาการจิตตกเช่นกัน
อาการกลัว เกลียด โกรธ เคียดแค้น เศร้าหมอง
พระพุทธเจ้าก็เรียกสภาวะจิตเช่นนี้ว่าเกิดทุกข์
ซึ่งมนุษย์โลกโดยคนนำทางตาบอดทั้งหลาย
พาให้หลงทางว่าจิตที่เป็นด้านลบเหล่านี้เท่านั้น
หมายถึงความทุกข์ในความหมายของศาสดา
เราจึงใคร่ขอย้ำเอาไว้ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า
คำว่า ทุกข์ นั้นแท้แล้วเป็นอาการของจิต
ที่ถูกสิ่งเร้าส่งเข้าไปกระทบจิตในปัจจุบันขณะ
ไม่ว่าจะส่งผ่านกลไกอายตนะภายนอกทั้งห้า
หรือว่าจะเกิดจากจิตที่เป็นอายตนะภายในเอง
จนยังผลให้สภาวะจิตเดิมแท้ที่มันสงบงันอยู่
เกิดการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ที่ตกต่ำลง
ถ้าเกิดอาการดีอกดีใจจนเนื้อเต้นความดันเพิ่ม
แสดงว่าจิตตกหรือเสียสมดุลไปทางด้านบวก
แต่ก็ยังใช้ขันธ์ห้าผลิตพลังงานบวกพอได้อยู่
ถือว่าท่านเสียสมดุลแบบไม่น่าเกลียดเท่าไหร่
ถ้าท่านโกรธโมโหฉุนเฉียวอาฆาตพยาบาท
ซึ่งความดันโลหิตโดยปรอทจะพุ่งปรู้ดปร๊าด
ในลักษณะที่ชี้วัดได้ว่าความดันเพิ่มเหมือนกัน
ไม่ว่าจะถูกกระตุ้นหรือปลุกเร้าจากภายนอก
หรือเกิดจากจิตที่นึกเองคิดเองเออเองก็ตาม
จะยังผลให้สภาวะจิตเดิมแท้ที่มันสงบงันอยู่
เกิดการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ต่ำลงได้
พระพุทธเจ้าจึงเรียกสภาวะจิตเช่นนี้ว่าเกิดทุกข์
คนชอบธรรมโดยเฉพาะชาวพุทธทั้งหลาย
จึงต้องทำความเข้าใจในเรื่องทุกข์เสียใหม่ว่า
อย่ากลัวความทุกข์จนอุจจาระขึ้นสมองกันเลย
เพราะความทุกข์ที่เกิดในสภาวะจิตมนุษย์นั้น
มันคืออาการจิตตกเพราะเสียสมดุลเมื่อถูกเร้า
ไม่ว่าเกิดจากการ “ยั่วยุ” ด้วยเงื่อนไขด้านลบ
หรือว่าเกิดจากการ “เย้ายวน” ด้วยเงื่อนไขบวก
ล้วนแต่ทำลายความสงบสมดุลของจิตทั้งสิ้น
เมื่อความจริงมันเป็นของมันดังเช่นว่านี้แล้ว
จะตกอกตกใจขี้ขลาดตาขาวตัวทุกข์อยู่ทำไม
เพราะพวกท่านรู้สึกชอบใจในเรื่องดีๆ
จึงพากันดีอกดีใจลิงโลดใจจนเนื้อเต้นกันเสมอ
จนไม่อยากนำพาตนเองออกจากความทุกข์นั้น
แต่เมื่อใดที่ท่านเผชิญกับเงื่อนไขด้านลบ
ที่ทำให้ท่านเกิดอาการไม่สบอารมณ์เข้าให้บ้าง
จิตท่านก็จะตกอย่างรุนแรงจึงโกรธจนสั่นทั้งตัว
เพราะท่านไม่ชอบกับเงื่อนไขสถานการณ์เช่นนี้
จึงอยากจะพาตัวเองออกไปจากความทุกข์นั้น
เราจึงให้ความหมายว่า ทุกข์คือสิ่งที่ทนยาก
ถ้าท่านทุกข์จากอาการดีใจหรือพึงพอใจ
เมื่อเต็มล้นจนทนไม่ได้หรือทนไม่ไหวเมื่อไหร่
ท่านก็จะแสดงพฤติกรรมนั้นออกมาภายนอกได้
แน่นอนว่าพฤติกรรมที่แสดงนั้นต้องเป็นบวก
ซึ่งมันก็จะเป็นเงื่อนไขด้านบวกแก่คนรอบข้าง
เห็นไหมว่าการหมุน ธรรมจักร มันเริ่มที่ตรงนี้
พระเจ้าทรงออกแบบเอาไว้เช่นนี้เองรู้ไว้ด้วย
ในทางกลับกันถ้าเกิดทุกข์จากเงื่อนไขลบ
ที่คนรอบข้างหยิบยื่นมาให้ทั้งตั้งใจไม่ตั้งใจ
ซึ่งวันทั้งวันจะมีเงื่อนไขลบแบบนี้ไม่มากนัก
ท่านก็จะต้องทนโกรธแค้นเกลียดเศร้านั้นให้ได้
เพราะจิตหยาบท่านรู้จักสั่นตอบด้านบวกแล้ว
เนื่องจากเป็นจิตหยาบ 189 กลุ่มนั้นเหมือนกัน
ตรงนี้เองที่ท่านจะต้องเอาชนะจิตฝ่ายต่ำให้ได้
ด้วยการ รักคนที่ทำตนไม่น่ารักกับท่านให้ได้
ให้อภัยคนที่ทำตัวไม่น่าให้อภัยให้เป็น
ด้วยการไม่ฝังใจจำในความเลวทรามของผู้อื่น
ให้จดจำแต่ความดีงามของพวกเขาแทนเท่านั้น
จากนั้นท่านยังจะต้องนึกคิดหาคำตอบให้ได้ว่า
ทำไมท่านต้องรักต้องให้อภัยเขาคนนั้นด้วย
จะให้เหตุผลกับตนเองว่ายังไงจึงจะอภัยได้
การมี มหาสติ เท่านั้นแหละ
คนอย่างท่านจึงจะสำเร็จเป็นมนุษย์กับเขาได้
สื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
26/02/2569