หนึ่งในความสับสนของมนุษย์
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เพราะมนุษย์ไม่รู้ความจริงในเบื้องแรกว่า
ตัวเองนั้นเกิดมาเป็น คนสองมิติ
จึงไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีจิตวิญญาณเป็นผู้มาเกิด
เมื่อมาเกิดแล้วจิตวิญญาณก็แบ่งภาคตนเอง
ออกมาเป็นกลุ่มพลังงานที่เรียกว่า #จิตหยาบ
ให้ทำหน้าที่แทนตนไปจนตลอดชีวิต
การศึกษาเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติธรรมจึงสับสน
ความสับสนที่เกิดขึ้นในหมู่มนุษย์โลก
คือ การรู้ผิดๆถูกๆ รู้บ้างไม่รู้บ้าง รู้จริงไม่รู้จริง
อันมีเหตุจากแต่ละคนมีขีดจำกัดทางปัญญา
และปรารถนาที่จะเป็นคนชอบธรรมไม่เท่ากัน
จึงเป็นที่มาของความสับสนทั้งหลายเหล่านั้น
เพียงแค่ในชีวิตประจำวันของท่าน
หลงผิดคิดเข้าใจว่า “ตัวกู” ที่ตนสำนึกรู้อยู่นั้น
คือจิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้ผู้อาสามาเกิด
การมีสำนึกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็น “ของกู” จึงเกิด
จากนั้นเมื่อมี “ตัวกูของกู” เกิดขึ้นมาแล้ว
การหลงผิดคิดเข้าใจจนไปสำนึกว่า “ตัวมึง”
อีกทั้งสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็เป็น “ของมึง” จึงเกิดขึ้นได้
ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ว่าตัวกูของกูตัวมึงของมึง
ต่างล้วนเข้าใจผิดหลงผิดกันทั้งหมดเลย
เพราะผู้ที่สำนึกรู้ว่าเป็นตัวกูของกูตัวมึงของมึง
ขณะที่ดำเนินชีวิตกันอยู่นั้นเป็นแค่ “จิตหยาบ”
ที่เป็นกลุ่มพลังงาน 189 กลุ่มซึ่งมีแค่ 3-4 มิติ
สั่นสะเทือนสูงสุดได้แค่ 3-4 เหลี่ยมมุมเท่านั้น
ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของผู้มาเกิดคือจิตวิญญาณ
โดยตัวจริงนั้นสถิตอยู่ในเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัย
คือต่อมไร้ท่อ พิทูอิทารี อยู่นิ่งๆ ณ ที่ตรงนั้น
บุคคลภายนอกไม่ว่าใครจะเข้าไปติดต่อไม่ได้
นอกจากจะผ่าน “จิตหยาบ” ของตัวเองเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น
ถ้าใครยินยอมให้ “ผีโสโครก” ใช้กายสังขารได้
จิตวิญญาณผีโสโครกก็ทำได้แค่เข้าแทรกซ้อน
บางทีจะเรียกว่าประทับซ้อนหรือประทับทรงก็มี
ผู้ถูกแทรกซ้อนคือ “จิตหยาบ” ที่ต่อมไพเนียล
จิตวิญญาณที่ท่านอยู่ในเซฟเฮ้าส์ยังปลอดภัยดี
เพียงแต่จิตหยาบของเขาได้ถูกล่วงเกินไปแล้ว
จงจำไว้ว่าจิตหยาบไม่ใช่เจ้าของบ้าน
หน้าที่จิตหยาบเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลบ้านเท่านั้น
ถ้าผู้ดูแลบ้านทำงานบกพร่องเหลวไหลแล้ว
เจ้าบ้านต้องยอมรับในทุกความเดือดร้อนเสมอ
การฆ่าตัวเองตายจึงเป็นเรื่องผิดบาปมหันต์
เพราะผู้ที่ทำร้ายสังขารของท่านก็คือจิตหยาบ
ซึ่งเป็นแค่เพียง “คนรับใช้” ให้ดูแลรักษาบ้าน
กลับเป็นผู้เผาบ้านที่ตนดูแลนั้นทิ้งเสียเอง
เพราะความหลงผิดคิดว่ากูเป็นเจ้าของบ้าน
ทั้งกฎหมายและกฎแห่งกรรมก็ผิดบาปทั้งสิ้น
การฆ่าตัวตายโดยความงี่เง่าของจิตหยาบ
ส่วนมากจะเป็นไปตามกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ
เพราะเข้าถึงความฉลาดทางด้านปัญญาไม่ได้
นับถือศาสนาพุทธแต่ไม่ได้ทำตนเป็นพุทธะแท้
จนเป็นทาสกิเลสจึง “นิพพานกิเลส” ไม่สำเร็จ
แม้ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นฆ่าตัวเองตายแบบที่ว่านี้
แต่ก็ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆจนเสียชาติเกิด
เหมือนเกิดมาแล้วเพื่อที่จะรอวันตายนั่นแหละ
ถ้าท่านเข้าใจตรงนี้สว่างดีแล้ว
จงจำเอาไว้ว่าการสำนึกรู้ว่าตัวท่านมีตนเองอยู่
ผู้รู้ที่เป็นผู้สำนึกดังกล่าวนี้มิใช่ตัวท่านที่แท้จริง
ตัวตนของผู้รู้นั้นเป็น “จิตหยาบ” หรือจิตมนุษย์
ไม่ใช่จิตวิญญาณที่เป็นตัวตนแท้จริงของท่าน
ผู้รู้ที่เป็นผู้สำนึกรู้คือผู้ทำหน้าที่ชั่วคราวเท่านั้น
เจ้าของบ้านตัวจริงออกมาจากเซฟเฮ้าส์เมื่อใด
คนรับใช้ก็ไม่ต้องทำหน้าที่แทนอีกต่อไปแล้ว
เราหมายความว่า
ถ้าจิตวิญญาณมนุษย์ทิ้งกายสังขารก็คือล้มตาย
จิตหยาบก็จะหมดหน้าที่คือต้องสลายตัวเองไป
พร้อมการเน่าสลายของกายหยาบอยู่ในมิติโลก
ที่ย้ายมิติออกไปคือจิตวิญญาณผู้มาเกิดเท่านั้น
เราจึงบอกท่านทั้งหลายว่าถ้าทำบุญสร้างกุศล
ท่านจึงไม่ต้องร้องขอไม่ต้องทำอย่างมีเงื่อนไข
เพราะจิตหยาบคือตัวแทนเป็นผู้ก่อผู้กระทำนั้น
จิตวิญญาณคือตัวจริงของท่านผู้มอบอำนาจให้
จักต้องได้รับผลลัพธ์ของการกระทำนั้นอยู่แล้ว
ท่านถูกผีโสโครกหลอกผ่านคนนำทางตาบอด
ให้ทำบุญกุศลอย่างมีเงื่อนไขให้ทำด้วยกิเลส
จนกลายเป็นพฤตินิสัยติดตัวมาแบบผิดๆตลอด
การร้องขอส่วนบุญกุศลที่ตนลงมือทำ
การขออุทิศส่วนบุญกุศลให้คนนั้นคนนี้
เป็นปฏิบัติการที่ไม่ถูกตรงแต่อย่างใดทั้งสิ้น
กรรมดีกรรมชั่วเป็นของตัวเองและของโลก
จิตหยาบใครทำจิตวิญญาณของคนนั้นได้
จะให้ใครมารับผลกรรมที่ทำนั้นแทนไม่ได้
เหมือนดั่งการปลูกพืชผลบนแผ่นดินของท่าน
ผลที่เกิดขึ้นจากการปลูกนั้นต้องเป็นของท่าน
จะเป็นของคนอื่นบ้านอื่นที่ไม่ได้ปลูกก็ไม่ได้
เมื่อเหลือกินเหลือใช้ท่านค่อยแบ่งปันผู้อื่นต่อ
กลไกธรรมชาติมันเป็นของมันแบบนี้
(ยังมีตอนต่อไป)
ด้วยรักและปรารถนาดี
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
14/02/2569