26 กุมภาพันธ์ 2569

บ่อย่ำองุ่นที่พระเยซูตรัสไว้หมายถึงอะไร

 


บ่อย่ำองุ่นที่พระเยซูตรัสไว้หมายถึงอะไร


คำว่า “ตกบ่อย่ำองุ่น” เป็นคำที่ใช้เปรียบเปรย

เพื่ออธิบายความไปตามจริงของมนุษย์โลก

ที่ปฏิบัติตนเหมือนพลัดตกลงไปในบ่อย่ำองุ่น

จนถูกเท้าย่ำแล้วย่ำอีกกว่าองุ่นผลนั้นมันจะเละ


ความหมายก็คือเพราะพระองค์ทรงเห็นว่า

จิตวิญญาณแก่นแท้ของมนุษย์โลกทั้งหลาย

เมื่อมาเกิดเป็นคนสองมิติอยู่ในระบบโลกแล้ว

ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่เป็นอมตะจนถึงสิ้นยุคได้

คือจะต้องไม่ตายถ้ายังไม่ครบหกหมื่นปีโลก

แต่ปรากฏว่าเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ไม่ทันไร

กายสังขารก็เสื่อมชราไม่สามารถมีชีวิตต่อได้

ในที่สุดก็ต้องตายแล้วค่อยกลับมาเกิดใหม่อีก


จึงดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของมนุษย์โลกนั้น

มีหน้าที่เกิดมาเพื่อแก่ชราเกิดมาเพื่อเจ็บป่วย

ป่วยแล้วก็ตายเมื่อตายแล้วก็ต้องไปลงนรกภูมิ

พ้นจากแดนนรกแล้วค่อยย้อนกลับมาเกิดใหม่

จิตวิญญาณบางคนก่อนกลับมาเกิดเป็นมนุษย์

อาจตกชั้นไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีอยู่มาก

เพราะกรรมบันดาลให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนจิตสามนึกให้ถูกต้อง


การเวียนว่ายตายเกิดของจิตวิญญาณเช่นว่านี้

ในมนุษย์แต่ละคนจะหมุนวนซ้ำๆกันไปตลอด

จนดูเหมือนหนึ่งว่าจะหลุดพ้นจากวังวนนี้ไม่ได้

ไม่รู้ว่าวังวนแห่งสังสารวัฏนี้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน

เพราะมนุษย์โลกไม่รู้ว่าตนจะยุติมันได้อย่างไร

จึงมีคนเป็นจำนวนมากถึงกับยอมจำนนกันไป

แล้วมองเห็นว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

จิตวิญญาณของท่านที่อาสามาเกิดเป็นมนุษย์

ได้รับโอกาสให้เข้ามาทำหน้าที่ประจำโลก

ในบทบาทของ “คนสองมิติ” คือมีจิตกับกาย

โดยจิตนั้นหมายถึงจิตหยาบกับจิตวิญญาณ

ส่วนกายนั้นหมายถึงกายหยาบหรือกายสังขาร

สองมิติร่วมกันเรียกว่า เครื่องยนต์แห่งกรรม


พวกท่านทุกคน

จะต้องใช้เครื่องยนต์แห่งกรรมที่มีสองมิตินี้

สั่นสะเทือนจิตสามนึกของตนให้เกิด ขันธ์ห้า

โดยใช้ความรักเพื่อให้ทุกรูปแบบขับเคลื่อน

เช่นอดทนอดกลั้นให้อภัยเมตตากรุณา เป็นต้น

เพื่อผลิตสร้างพลังงานจิตด้านบวกออกมา

หมายถึงการหมุนธรรมจักรพิทักษ์สมดุลโลก


เพราะการหมุนธรรมจักรที่ว่านี้

จะได้ผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อ

จิตวิญญาณของท่านต้องมีกายสังขารอยู่ครบ

คือต้องปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทของคนสองมิติ

ผู้ที่ตายแล้วเหลือแต่จิตวิญญาณเพียงมิติเดียว

จะไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ได้เลย

เพราะพลังงานจิตที่เป็นคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กนั้น

ต้องใช้ต่อมไร้ท่อและจักระทั้งเจ็ดของสังขาร

เป็นกลไกการทำงานที่สำคัญในการผลิตสร้าง

คนที่ตายแล้วจึงหมุนธรรมจักรพิทักษ์โลกมิได้

โดยมีเงื่อนไขการปฏิบัตินี้นานหกหมื่นปีโลก


ด้วยเหตุนี้เอง

ในระหว่างภพชาติของพวกท่านที่ตายแล้ว

ซึ่งกำลังรอโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่อีกนั้น

ดาวโลกจะขาดเพื่อนร่วมงานไปหนึ่งรูปธรรม

ถ้าเวลานั้นพวกท่านล้มตายหายไปนับพันคน

โลกนี้ก็จะขาดเครื่องยนต์แห่งกรรมไปมากมาย

ทำให้พลังงานในการค้ำจุนโลกขาดพร่องได้


กรณีที่มนุษย์ทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์กันเอง

กรณีที่มนุษย์ฆ่ากันตายทำร้ายชีวิตกันเอง

กรณีที่มนุษย์ทำให้เกิดเชื้อโรคระบาดร้ายแรง

กรณีที่มนุษย์ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างไร้เมตตา

ล้วนมีผลกระทบด้านลบต่อสมดุลโลกทั้งสิ้น


ดังนั้น

พระพุทธเจ้าจึงห้ามฆ่าสัตว์ไว้เป็นศีลข้อแรก

ให้มนุษย์จดจำไว้ปฏิบัติทำเพื่อไม่ให้ลืมง่ายๆ 

เพราะว่าเรื่องนี้มีนัยสำคัญเป็นลำดับต้นๆเลย


นอกจากนั้น

ท่านทั้งหลายยังจะสามารถสังเกตได้ด้วยว่า

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณหรือพระผู้สร้างนั้น

พระองค์ทรงกำหนดให้เซลล์อวัยวะร่างกาย

สามารถแบ่งตัวเพื่อเจริญเติบโตได้เรื่อย ๆ

ตั้งแต่เป็นวุ้นอยู่ในครรภ์จนเติบโตเป็นทารก

แล้วคลอดออกมาลืมตาดูโลกเป็นกุมารน้อย

จนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวนั่นแหละ


นอกจากเซลล์อวัยวะร่างกายจะเติบโตได้แล้ว

ถ้าอวัยวะร่างกายตรงไหนมันบาดเจ็บหรือชำรุด

ก็จะสามารถซ่อมแซมที่ชำรุดสึกหรอนั้นเองได้

ลองพิจารณาดูเถิดว่าท่านจำเป็นต้องตายไหม

มนุษย์โลกทุกคนมีหน้าที่จะต้องตายหรือเปล่า


คำกล่าวเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะย้ำยันต่อท่านว่า

เมตตาธรรมจะค้ำจุนโลกนี้ได้จริงแท้ก็ต่อเมื่อ

มนุษย์โลกคนนั้นยังไม่ตายคือมีครบทั้งสองมิติ

ท่านจะตกนรกหรือถูกหลอกไปอยู่สวรรค์มายา

โดยไม่มีชีวิตอยู่บนโลกตามปกตินั้นไม่ได้

เพียงแค่พวกท่านทำตนเองให้มีอายุขัยสั้นลง

เพียงเท่านี้โลกก็มีปัญหาคือไม่สมดุลแล้ว


สื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย

พระบุตรเอก

26/02/2569