27 กุมภาพันธ์ 2569

มนุษย์โลกจะต้องพึ่งตนเองเท่านั้น


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

มนุษย์โลกจะต้องพึ่งตนเองเท่านั้น


คำว่า “พึ่งตนเอง” หมายถึง

พึ่งจิตสามนึกและเครื่องยนต์แห่งกรรมของตน

ในการดำเนินชีวิตเป็น “คนสองมิติ” เท่านั้น

จะมัวคิดแต่จะพึ่งพาอาศัยสิ่งอื่นหรือผู้อื่นไม่ได้

ในระบบโลกนี้หน้าที่ใครคือหน้าที่ของผู้นั้น

จะให้ผู้ใดทำแทนหรือรับผิดชอบแทนไม่ได้


เราเคยบอกความจริงต่อท่านทั้งหลายแล้วว่า

ดาวเคราะห์โลกดวงนี้เป็นดาวที่สำคัญอย่างยิ่ง

เพราะโลกมีหน้าที่ค้ำจุนสมดุลของเอกภพไว้

โดยโลกยังสมดุลอยู่ได้ก็เพราะมนุษย์ทั้งหลาย

ช่วยกันใช้เมตตาธรรมค้ำจุนกันเอาไว้ตลอดมา

เรื่องที่จะให้มีรูปธรรมใดๆที่ไม่ใช่มนุษย์โลก

ซึ่งมาจากกาแลคซี่และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ

จำนวนมากมายสักกี่มากน้อยมาช่วยเหลือนั้น

ยิ่งเป็นความจริงไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

จงอย่าได้หลงเชื่อคำโฆษณาที่ว่านั้นเด็ดขาด


เราบอกพวกท่านแล้วว่า “บ้านใครบ้านมัน”

เมื่อโลกถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นบ้านของมนุษย์

ผู้ครอบครองและดูแลบ้านของพระเจ้าหลังนี้

จึงต้องเป็นมวลมนุษย์โลกโดยเฉพาะเท่านั้น

พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครผู้ใดมาทำแทนได้


ที่อ้างว่ามีรูปธรรมจากต่างดาวต่างกาแลคซี

แม้ว่าพวกเขาจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริงก็ตาม

แต่พระเจ้าจะมิทรงอนุญาตให้ก้าวก่ายอะไรได้

เพราะเสี่ยงต่อการเสียสมดุลมากกว่าช่วยสร้าง

เนื่องจากพระเจ้าได้ทรงกำหนดเอาไว้ดีแล้วว่า

#จิตสามนึกมนุษย์กับโลกล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน


ไม่มีสิ่งมีชีวิตเผ่าใดบนกาแลคซี่ใดในทุกวันนี้

ที่มีอยู่จริงในระบบของดาวเคราะห์ดวงใดก็ตาม

ซึ่งเป็นรูปธรรมลักษณะมนุษย์หรือคล้ายมนุษย์

ที่มี จิตสามนึก ไว้สั่นสะเทือนในการทำหน้าที่

ใช้เมตตาธรรมกับขันธ์ห้าเพื่อค้ำจุนโลกได้เลย

กล่าวง่ายๆก็คือมีแต่เพียงมนุษย์โลกเท่านั้นเอง

ที่มีจิตหยาบคอยทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณอยู่

โดยจิตหยาบนั้นมีจิตสามนึกเป็นคุณสมบัติหลัก


ถ้ามนุษย์สั่นสะเทือนจิตสามนึกต่อกันด้านบวก

จิตสามนึกของโลกก็คือโครงข่ายสนามแม่เหล็ก

ที่ถูกเหวี่ยงออกมาจากใจกลางซึ่งเป็นแกนโลก

มันจะเต้นยกตัวขึ้นๆลงๆปกคลุมหุ้มห่อโลกนี้ไว้

ระดับความสูงมาตรฐานคือ 60,000 กิโลเมตร

โดยเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลหรือพื้นราบนั่นเอง


ระบบโครงข่ายสนามแม่เหล็กโลกที่ว่านี้

มันจะเต้นขึ้นเต้นลงเหมือนการเต้นของหัวใจ

ถ้าบนโลกนี้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ด้วย

พากันตายหายไปจากโลกจนหมดสิ้นเมื่อไหร่

โครงข่ายสนามแม่เหล็กโลกก็จะหายไปด้วย

การเต้นระบำแบบขึ้นๆลงๆนั้นจะหยุดไปทันที

แสดงว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้จะตายหมดไม่ได้

ถ้าตายหมดหรือตายมากโลกนี้จะมีปัญหาเสมอ

พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเอาไว้


ด้วยเหตุนี้เองมนุษย์กับโลกและทุกสรรพสิ่ง

จึงต้องเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดไปเท่านั้น

ต่างดาวต่างกาแลคซี่จะเข้ามาแทรกแซงระบบ

จึงเป็นความจริงไปไม่ได้ตามเหตุผลที่ว่ามา


ความสมดุลของโลกจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้

ต่อเมื่อมนุษย์โลกมีจิตสามนึกที่สมดุลเท่านั้น

อย่าสติแตกจิตตกหรือเร้าใจไปกับคำโฆษณา

จงจำไว้เสมอว่า “ในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง”

อุบายดังกล่าวนี้ทำให้คนนำทางตาบอดชรา

เสียท่ามามากมายหลายรุ่นแล้วนะอย่าโง่เลย


พระบุตรเอก

ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล

โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

27/02/2569