พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พระเจ้าทรงสร้างเอกภพขึ้นมาอย่างไร
ขั้นตอนแรก
ทรงวางอนุภาคพลังงานเพื่อปูพื้นลงไปก่อน
พื้นที่ที่ทรงจัดวางนั้นคือพระอุระของพระองค์
อันหมายถึงสนามพลังงานสากลอันไพศาล
เปรียบดั่งไข่ขาวที่หุ้มห่อไข่แดงคือพระองค์ไว้
องค์จิตจักรวาล จึงทรงเป็นเหมือนไข่แดง
ที่ทรงสถิตอยู่บนสนามพลังงานสากลนั่นเอง
ขั้นตอนที่สอง
ทรงกำหนดสร้างหรือเนรมิตกาแลกซี
ที่มนุษย์เรียกว่าทางช้างเผือก (Milky Way)
แต่พวกเราชาวจิตจักรวาลสมควรเรียกว่า
กาแลกซีธารสายน้ำนม จึงจะเหมาะสมยิ่งกว่า
เพราะพระเจตนาของพระองค์
ทรงมีพระประสงค์จะให้กาแลกซีดังกล่าวนี้
เป็นหมายสำคัญเพื่อการนำทางลูกแกะทุกตัว
ให้เป็นที่สังเกตในการเดินทางสู่ประตูมิติ
เพื่อจะหลุดพ้นกลับบ้านเมื่อตอนสิ้นยุค
ให้ลูกๆได้รู้ว่าธารสายน้ำนมนั้นไหลมาจากไหน
แสดงว่าพระบิดาพระมารดาต้องอยู่ทางนั้น
การเรียกว่า “ทางช้างเผือก” จึงไม่เหมาะสม
ขั้นตอนที่สาม
ทรงกำหนดสร้างสุริยะจักรวาลขึ้นมา 2 ระบบ
พิกัดพื้นที่ที่ใช้สร้างคือกาแลกซีธารสายน้ำนม
โดยจัดวางไว้ทางปลายปีกทั้งสองข้าง
ระบบสุริยะระบบแรกที่ทรงสร้าง
ประกอบด้วยดาวเคราะห์รวมทั้งสิ้น 9 ดวง
โดยมีดาวโลกเป็นผู้นำพาดาวอีกแปดดวง
ให้โคจรวนไปรอบดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน
มีดาวพลูโตเป็นดาวที่อยู่ชั้นนอกสุดของระบบนี้
ระบบสุริยะระบบที่สองที่ทรงสร้าง
ประกอบด้วยดาวเคราะห์รวมทั้งสิ้น 5 ดวง
มีดวงอาทิตย์ที่เป็นจุดศูนย์กลางของระบบนี้
ดวงใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของโลกหลายเท่า
โดยทรงสร้างให้ระบบนี้ขาดความสมดุลไว้
เพราะมีดาวเคราะห์ของระบบแค่ห้าดวงเท่านั้น
ขั้นตอนที่สี่
ทรงกำหนดให้ดาวพลูโตของระบบสุริยะนี้
ทำหน้าที่เป็น #เศษส่วนของเมอริเดี้ยน
คือให้ทำหน้าที่เป็นบริวารของทั้งสองระบบ
โดยมีทิศทางการโคจรข้ามระบบไปๆมาๆ
เป็นแบบเครื่องหมายสัญลักษณ์ “อินฟีนิตี้”
เพื่อเดินทางไปเป็นดาวเคราะห์ดวงที่หก
ช่วยเติมเต็มสมดุลให้ระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามนั้น
เมื่อดาวพลูโตของระบบโลก
เข้าไปเติมเต็มความสมดุลให้แก่ระบบสุริยะนั้น
จากดาวเคราะห์ทั้งระบบที่เดิมมีเพียงแค่ 5 ดวง
ก็กลายเป็นทั้งระบบมีเพิ่มเป็น 6 ดวงไปทันที
ขณะที่ระบบสุริยะของโลกจะเหลือเพียง 8 ดวง
จึงเสียสมดุลไปจากเดิมชั่วคราว
เมื่อดาวพลูโตโคจรรอบดวงอาทิตย์
จนครบรอบของระบบนั้นเรียบร้อยแล้ว
จะถูกระบบสุริยะของโลกดึงดูดเหนี่ยวรั้งคืนมา
เพื่อทำหน้าที่คืนความสมดุลให้แก่ระบบดังเดิม
พอโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบหนึ่งรอบแล้ว
ดาวพลูโตก็จะโล้ไปหาระบบสุริยะฝั่งตรงข้าม
ทำหน้าที่เติมความสมดุลให้ระบบนั้นอีกต่อไป
เครื่องหมายสัญลักษณ์ “อินฟีนิตี้”
ที่แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุด ก็มาจากพฤติกรรม
ของดาวพลูโตดังกล่าวนี้นี่เอง
ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า
องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่หรือพระผู้สร้าง
ทรงออกแบบกระบวนการที่เกี่ยวเนื่อง
ของสองระบบสุริยะดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนี้
เพื่อให้ดาวพลูโตทำหน้าที่ “โล้ชิงช้า”
ด้วยการทำตัวเป็นส่วนขาดของระบบหนึ่ง
โดยโล้ไปช่วยเติมเต็มสมดุลให้อีกระบบหนึ่ง
พระเจ้าจึงทรงประทานเกียรติแก่ดาวพลูโตว่า
เป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยนของสองระบบสุริยะ
ขั้นตอนที่ห้า
เมื่อทรงกำหนดให้เกิดปรากฏการณ์นี้ได้แล้ว
ผลจากการโล้ไปโล้มาของดาวพลูโตเช่นว่านั้น
จึงยังผลให้กาแลกซีขนาดใหญ่ที่สร้างไว้แล้ว
มีการเหวี่ยงหมุนไปในแนวระนาบได้ต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ก็คือ
อนุภาคของพลังงานที่ทรงปูพื้นเอาไว้แล้วนั้น
เกิดการฟุ้งกระจายตัวขึ้นมาได้ในที่สุด
ขั้นตอนที่หก
ทรงกำหนดสร้างกาแลกซีน้อยใหญ่ขึ้นมา
ให้ช่วยกันเหวี่ยงหมุนเพื่อทำการพัดวีพลังงาน
ให้เกิดการฟุ้งกระจายขยายตัวออก
ให้เกิดเป็นรูปทรงหรือเป็นกล่องพลังงาน
รูปธรรมแบบหนำเลี้ยบหรือเป็นรูปทรงรีขึ้นมา
ให้ใช้เป็นห้องทดลองส่วนพระองค์ต่อไป
ดังนั้น
มนุษย์โลกกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในระบบ
จึงเป็นผู้ทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
เพื่อทำให้ดาวเคราะห์โลกเป็นผู้นำของระบบ
ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เศษส่วนของเมอริเดี้ยน
ถ้าไม่มีมนุษย์โลกและสัตว์โลกทั้งหลายแล้ว
กระบวนการที่ว่านี้มันจะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย
ในทางกลับกัน
ถ้ามนุษย์โลกและสัตว์โลกล้มเหลว
เพราะได้รับโอกาสมาเกิดอยู่ในระบบโลกแล้ว
แต่ดันมาหมุนกรรมจักรด้วยกิเลสตัณหาแทน
แถมยังจะละทิ้งหน้าที่เพื่อหมายจะหนีทุกข์
ไปเสพสุขกันที่บนสวรรค์มายาเสียอีกต่างหาก
พลังงานที่มนุษย์ต้องใช้ขันธ์ห้าผลิตสร้าง
จึงขาดแคลนหรือน้อยลงไปเรื่อย ๆ
เมื่อพลังงานในแบบที่โลกต้องการขาดแคลน
ภัยธรรมชาติต่างๆจึงเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย
เพราะโลกขาดแรงเหวี่ยงหมุนเป็นสาเหตุใหญ่
เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองเฉื่อยช้าลงไป
การโล้ไปโล้มาของดาวพลูโตของสองระบบ
จึงพลอยเกิดอาการไม่ราบรื่นเสียสมดุลไปด้วย
ถ้าเสียสมดุลรุนแรงจนถึงที่สุดนั้น
อาจถึงขั้นทำให้เอกภพทั้งระบบพังทลาย
ซึ่งพระเจ้าจะไม่ทรงยินยอมให้เกิดแน่นอน
ดังนั้น
เร็วๆนี้พวกผีโสโครกหลอกกรรมกรแสงยุคนี้ว่า
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าประตูพลังงานจะถูกเปิด
เพื่อทำให้โลกเชื่อมต่อกับจักรวาลได้มากขึ้น
แล้วมนุษย์ต่างดาวจากกลุ่มกาแล็กติก
ที่จอดยานบินลำใหญ่อยู่ไม่ไกลไปจากโลก
จะส่งคลื่นพลังจักรวาลเข้ามาให้ในระบบโลก
เพื่อให้มนุษย์ใช้พลังงานใหม่นี้
สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
ที่มันจะเปลี่ยนแปลงมนุษย์โลกได้อย่างลึกซึ้ง
เพื่อจะช่วยยกระดับมนุษย์โลกสู่มิติที่ห้าให้ได้
ให้มนุษย์โลกทุกคนคอยฟังเสียงภายในไว้
ด้วยการทำใจให้กว้างใส่ใจกับความฝัน
และหมั่นทำสมาธิเอาไว้เสมอ
พวกเขาจะคอยช่วยเหลือเพื่อยกระดับให้เอง
ถ้อยความประชาสัมพันธ์เชิงชวนเชื่อนี้
ล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้นจงอย่าหลงเชื่อตาม
เพราะว่าโลกจะเข้าถึงมิติที่ห้าหรือมิติใดๆได้
ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ยกระดับจิตสามนึกตนเอง
ให้สูงขึ้นจนเข้าถึงจำนวนเหลี่ยมมุมเท่านั้นได้
ถ้าคนส่วนใหญ่ยกระดับจิตสามนึกให้สูงขึ้น
จนเป็นรูปธรรมทางพลังงาน 5 เหลี่ยมมุมได้
พลังอำนาจของโลกทั้งระบบก็จะอยู่ที่ระดับห้า
พลังอำนาจของดาวโลกโดยรวมจะเป็นจริงได้
จากการหมุนธรรมจักรร่วมกันของมนุษย์เท่านั้น
ไม่ต้องพึ่งพาพลังจักรวาลจากยานบินต่างดาว
ให้เกิดความเสี่ยงหรือเกิดความหวาดเสียวเลย
ใช้แค่พลังอำนาจในตนเองของมนุษย์ก็พอแล้ว
ซึ่งเป็นจริงได้และง่ายกว่าอีกต่างหากด้วย
จงจำไว้ว่า
ดวงอาทิตย์และทุกสรรพสิ่ง
ล้วนมีอำนาจที่เกิดจากภายในของตนเอง
ไม่มีดวงอาทิตย์ดวงไหนหรือไม่มีสิ่งใด
จะมีอำนาจที่เกิดได้จากอำนาจภายนอก
ตัวอย่างเช่น
แสงสว่างและความร้อนแรงของดาวฤกษ์
ล้วนเจิดจ้าออกมาจากภายในตัวเอง
ต่างจากดวงจันทร์หรือดาวเคราะห์ทั่วไป
ที่ท่านแหงนคอพอมองเห็นแสงสว่างนั้นๆได้
ก็เพราะดวงจันทร์กับดาวเคราะห์ทั้งหลายนั้น
รับแสงจากดวงอาทิตย์แล้วสะท้อนมาสู่ตาท่าน
นั่นจึงเป็นอำนาจจากภายนอกดังกล่าวแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง
อำนาจที่แท้จริงของทุกสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง
จะต้องเป็นอำนาจที่เกิดเองจากภายในเท่านั้น
โลกกับมนุษย์ไม่ต้องให้ต่างดาวชาวกาแล็กติก
ที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาที่โผล่มาจากไหนไม่รู้
เข้ามาช่วยอุ้มชูโดยทำตัวรอบรู้ดีกว่าชาวโลก
ท่านยอมให้คนแปลกหน้าที่มาจากไหนก็ไม่รู้
แค่เขาบอกว่าจะเข้ามาภายในบ้านของท่าน
เพื่อช่วยหุงหาอาหารปัดกวาดถูบ้านให้ท่าน
บอกให้ท่านเปิดประตูกว้างๆไว้รอพวกเขาด้วย
ท่านจะกล้าหาญขนาดนั้นกันจริงหรือ?
(ยังมีตอนต่อไป)
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล
โดย อนุตรธรรมาจารย์ปริญญาตันสกุล
23/02/2569