พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
มนุษย์โลกจะต้องพึ่งตนเองเท่านั้น
คำว่า “พึ่งตนเอง” หมายถึง
พึ่งจิตสามนึกและเครื่องยนต์แห่งกรรมของตน
ในการดำเนินชีวิตเป็น “คนสองมิติ” เท่านั้น
จะมัวคิดแต่จะพึ่งพาอาศัยสิ่งอื่นหรือผู้อื่นไม่ได้
ในระบบโลกนี้หน้าที่ใครคือหน้าที่ของผู้นั้น
จะให้ผู้ใดทำแทนหรือรับผิดชอบแทนไม่ได้
เราเคยบอกความจริงต่อท่านทั้งหลายแล้วว่า
ดาวเคราะห์โลกดวงนี้เป็นดาวที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะโลกมีหน้าที่ค้ำจุนสมดุลของเอกภพไว้
โดยโลกยังสมดุลอยู่ได้ก็เพราะมนุษย์ทั้งหลาย
ช่วยกันใช้เมตตาธรรมค้ำจุนกันเอาไว้ตลอดมา
เรื่องที่จะให้มีรูปธรรมใดๆที่ไม่ใช่มนุษย์โลก
ซึ่งมาจากกาแลคซี่และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ
จำนวนมากมายสักกี่มากน้อยมาช่วยเหลือนั้น
ยิ่งเป็นความจริงไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
จงอย่าได้หลงเชื่อคำโฆษณาที่ว่านั้นเด็ดขาด
เราบอกพวกท่านแล้วว่า “บ้านใครบ้านมัน”
เมื่อโลกถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นบ้านของมนุษย์
ผู้ครอบครองและดูแลบ้านของพระเจ้าหลังนี้
จึงต้องเป็นมวลมนุษย์โลกโดยเฉพาะเท่านั้น
พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครผู้ใดมาทำแทนได้
ที่อ้างว่ามีรูปธรรมจากต่างดาวต่างกาแลคซี
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริงก็ตาม
แต่พระเจ้าจะมิทรงอนุญาตให้ก้าวก่ายอะไรได้
เพราะเสี่ยงต่อการเสียสมดุลมากกว่าช่วยสร้าง
เนื่องจากพระเจ้าได้ทรงกำหนดเอาไว้ดีแล้วว่า
#จิตสามนึกมนุษย์กับโลกล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน
ไม่มีสิ่งมีชีวิตเผ่าใดบนกาแลคซี่ใดในทุกวันนี้
ที่มีอยู่จริงในระบบของดาวเคราะห์ดวงใดก็ตาม
ซึ่งเป็นรูปธรรมลักษณะมนุษย์หรือคล้ายมนุษย์
ที่มี จิตสามนึก ไว้สั่นสะเทือนในการทำหน้าที่
ใช้เมตตาธรรมกับขันธ์ห้าเพื่อค้ำจุนโลกได้เลย
กล่าวง่ายๆก็คือมีแต่เพียงมนุษย์โลกเท่านั้นเอง
ที่มีจิตหยาบคอยทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณอยู่
โดยจิตหยาบนั้นมีจิตสามนึกเป็นคุณสมบัติหลัก
ถ้ามนุษย์สั่นสะเทือนจิตสามนึกต่อกันด้านบวก
จิตสามนึกของโลกก็คือโครงข่ายสนามแม่เหล็ก
ที่ถูกเหวี่ยงออกมาจากใจกลางซึ่งเป็นแกนโลก
มันจะเต้นยกตัวขึ้นๆลงๆปกคลุมหุ้มห่อโลกนี้ไว้
ระดับความสูงมาตรฐานคือ 60,000 กิโลเมตร
โดยเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลหรือพื้นราบนั่นเอง
ระบบโครงข่ายสนามแม่เหล็กโลกที่ว่านี้
มันจะเต้นขึ้นเต้นลงเหมือนการเต้นของหัวใจ
ถ้าบนโลกนี้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ด้วย
พากันตายหายไปจากโลกจนหมดสิ้นเมื่อไหร่
โครงข่ายสนามแม่เหล็กโลกก็จะหายไปด้วย
การเต้นระบำแบบขึ้นๆลงๆนั้นจะหยุดไปทันที
แสดงว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้จะตายหมดไม่ได้
ถ้าตายหมดหรือตายมากโลกนี้จะมีปัญหาเสมอ
พระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเอาไว้
ด้วยเหตุนี้เองมนุษย์กับโลกและทุกสรรพสิ่ง
จึงต้องเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดไปเท่านั้น
ต่างดาวต่างกาแลคซี่จะเข้ามาแทรกแซงระบบ
จึงเป็นความจริงไปไม่ได้ตามเหตุผลที่ว่ามา
ความสมดุลของโลกจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้
ต่อเมื่อมนุษย์โลกมีจิตสามนึกที่สมดุลเท่านั้น
อย่าสติแตกจิตตกหรือเร้าใจไปกับคำโฆษณา
จงจำไว้เสมอว่า “ในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง”
อุบายดังกล่าวนี้ทำให้คนนำทางตาบอดชรา
เสียท่ามามากมายหลายรุ่นแล้วนะอย่าโง่เลย
พระบุตรเอก
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล
โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
27/02/2569
27 กุมภาพันธ์ 2569
มนุษย์โลกจะต้องพึ่งตนเองเท่านั้น
ตื่นรู้ ความทุกข์ไม่มีอยู่จริง
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์โลกนี้แล้ว
จงอย่าขี้ขลาดตาขาวโง่ง่ายกับเรื่องไร้สาระเลย
โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคำว่า ทุกข์ นี่แหละ
จงตั้งสติ “ตื่นรู้” ความจริงด้วยปัญญาที่ตนมีอยู่
ด้วยการรู้เท่าทันว่า “ความทุกข์” นั้นไม่มีอยู่จริง
อีกทั้ง “ความสุข” ที่เป็นเงาของความทุกข์เอง
มันก็ไม่ได้มีอยู่จริงด้วยเช่นเดียวกัน
ท่านทั้งหลายจงอย่าได้เกลียดกลัวความทุกข์
จนอยากจะมีความสุขกันโดยเด็ดขาดเชียวนะ
ยิ่งเกลียดกลัวมากยิ่งอยากไม่อยากมากเท่าใด
ทุกข์กับสุขก็จะเกิดเป็นอัตตาตัวใหญ่ขึ้นเท่านั้น
ทั้งที่ตัวทุกข์กับตัวสุขนั้นมันเป็นแค่นามรูป
พระเจ้ามิได้ทรงกำหนดสร้างไว้ในเอกภพนี้เลย
แต่จิตหยาบของมนุษย์ก็คือตัวท่านเองนะแหละ
จะเนรมิตตัวทุกข์หรือตัวสุขขึ้นมาด้วยตัณหา
ซึ่งเป็นความอยากและหรือความไม่อยากเสมอ
จิตหยาบเนรมิตอัตตาตัวตนของสิ่งที่ไม่มีจริงขึ้น
ก็เพื่อจะ “ยึดติด” นามธรรมหรือนามรูปนั้นให้ได้
เพราะจิตหยาบของมนุษย์ไม่อาจยึดความว่างได้
เมื่ออายตนะสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดก็ตาม
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีอัตตาตัวตนที่เป็นรูปธรรม
หรือว่าไม่มีอัตตาตัวตนให้เห็นเป็นรูปธรรม
ซึ่งพวกท่านจัดให้สิ่งนั้นเป็น “นามธรรม” ก็ตาม
จิตหยาบของมนุษย์จะสร้างอัตตาของสิ่งนั้นขึ้น
เพื่อจะได้ใช้จิตยึดติดมันเอาไว้เสมอ
อัตตาของสรรพสิ่งที่จิตหยาบสร้างขึ้นมาเองนี้
จึงเป็นเงาของสิ่งที่อาจจะมีจริงหรือไม่มีก็ได้
เช่นตัวทุกข์หรือตัวสุขที่เป็นนามรูปนี่แหละ
เพราะอายตนะภายนอกทั้งห้าสัมผัสมันไม่ได้
แต่จิตหยาบของท่านกลับสัมผัสและยึดติดได้
ด้วยพลังอำนาจแห่งความอยากไม่อยากไงล่ะ
ดังนั้น
อัตตาตัวตนที่เป็นปัญหาของมนุษย์ทั้งหลาย
จึงมิใช่อัตตาของสรรพสิ่งที่อยู่ภายนอกร่างกาย
แต่อัตตาตัวใหญ่ที่เป็นตัวร้ายมันอยู่ในจิตท่าน
จากทุกข์สุขที่ไม่มีอัตตาหรือไม่มีรูปธรรมอะไร
จิตหยาบก็เนรมิตขึ้นเองด้วยอยากไม่อยากได้
เพราะชอบใจติดใจกลิ่นหอมของดอกไม้นั้น
เพราะชอบใจความสวยงามของดอกไม้นั้น
ดอกไม้สวยและหอมที่ติดอกติดใจท่านอยู่นั้น
มันคือดอกไม้ที่จิตของท่านสร้างกันขึ้นมาเอง
มันคือดอกไม้ที่เป็นแค่เงามายาของดอกไม้จริง
ซึ่งจิตหยาบของท่านสามารถวาดฝันเอาเองได้
ดอกไม้ที่ท่านแลเห็นมันอยู่นั้น
เป็นเพียงแค่สิ่งเร้าจิตหยาบของท่านเท่านั้น
แต่ตัวที่ทำให้เกิดอยากไม่อยากมันคือเงา
ที่เกิดขึ้นภายในจิตหยาบของท่านต่างหาก
ถ้าท่านรู้ความจริงที่เรากล่าวมาเหล่านี้แล้ว
การหลงรูปจูบเงามันก็จะไม่เกิดขึ้นมาอีกเลย
ท่านไม่จำเป็นต้องใช้วิธีปลงสังขารด้วยซ้ำ
เพราะวิธีการ “ปลงสังขาร” นั้น
ท่านต้องไปจับเอาเรื่องของอนิจจังไม่เที่ยง
ตามกฎแห่งไตรลักษณ์ที่ว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
ซึ่งหลายคนที่ใช้วิธีนี้มาแล้วยังไม่เคยได้ผล
แต่ละคนยังมีกิเลสตัณหาเกาะจิตอยู่บานเบอะ
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านได้คิดว่า
การพยายามหักดิบด้วยวิธีอสุภะกรรมฐานนั้น
ดูเหมือนว่าจะเข้าทีเข้าท่าดีอยู่ไม่น้อยเลย
แม้หลายท่านจะเชี่ยวกรรมฐานมากสักเท่าไหร่
ก็พบว่ากิเลสตัณหาที่ในจิตยังนิพพานได้ไม่สิ้น
เพราะว่าเป็นการเกาผิดที่หรือ #เกาไม่ถูกที่คัน
อาการคันที่เป็นกิเลสตัณหานั้นมันจึงไม่ดับสูญ
มรรควิถีจิตจักรวาล
จึงแนะเน้นวิธีการปฏิบัติแบบใหม่
ด้วยการชวนให้ท่าน #รับรู้แล้วอย่ารับเอา
โดยใช้ความจริงที่เรากล่าวมาข้างต้นจนรู้ทันนี้
มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ปรุงแต่งมันให้เกิดกิเลส
ดอกไม้นั้นจะสวยไม่สวยหอมหรือไม่หอม
มันเป็นเรื่องของดอกไม้มิใช่หน้าที่ของท่าน
ชายหนุ่มคนนั้นจะหล่อไม่หล่อรวยหรือไม่รวย
ก็เป็นเรื่องของชายคนนั้นมิใช่หน้าที่ของท่าน
เห็นสักแต่ว่าเห็นเท่านั้นก็พอแล้ว
จะไปเสือกกับเรื่องส่วนตัวของเขาทำไม
ทำไมท่านจะต้องไปเกี่ยวกรรมกับเขาด้วย
กราบพระบาทพระบิดาทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
27/02/2569