27 ธันวาคม 2568

หน้าที่อันสำคัญของจิตหยาบ ตอนที่ 1

 









 

 





 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


นอกจากพวกท่านจะมีอายตนะภายนอกทั้งห้า

คือตาหูจมูกลิ้นและผิวกายให้สัมผัสรู้ดูเห็นแล้ว

ยังมีจิตหยาบที่เป็นอายตนะภายในอยู่อีกหนึ่ง

ซึ่งมีความสามารถที่จะกำหนดนึกเองได้ด้วย


ดังนั้น

จิตหยาบแต่ละคนจึงมีหน้าที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง


อย่างแรก คือ 

จิตจะมีหน้าที่ #รับรู้ สิ่งเร้าต่างๆจากภายนอก

ที่อายตนะทั้งห้าสัมผัสได้แล้วส่งต่อเข้าไปให้

จิตหยาบจะสั่นสะเทือนเพื่อการรับรู้สิ่งนั้นทันที


ถ้าเป็นไปตาม ธรรมชาติ แล้ว

จิตหยาบของท่านจะต้อง รับรู้สิ่งนั้นไว้เรียนรู้

อย่างน้อยต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร

เพื่อรักษาความสงบของจิตหยาบเอาไว้ให้ได้

เพราะในยามจิตสงบนั้นแรงสั่นสะเทือนของจิต

จะเป็นคลื่นความถี่สูงสุดทางด้านบวกเสมอ

หากนำไปขับเคลื่อนเซลล์สมองทั้งสองซีกแล้ว

ท่านจะเข้าถึงพลังอำนาจทางปัญญาได้สูงมาก

โดยท่านจะเป็นคน ฉลาดใช้ปัญญา ที่เป็นเลิศ


แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ที่พี่น้องชาวโลกทั้งหลายไม่เป็นแบบที่ว่านี้

พอรับรู้สิ่งเร้าผ่านหน้าต่างภายนอกทั้งห้าแล้ว

จะมีการรับเอามาปรุงแต่งแทนการเรียนรู้ทันที

จนไม่สามารถเข้าถึงการใช้ปัญญาของสมองได้

เพราะการรับรู้แล้วรับเอาสิ่งนั้นมาปรุงแต่งต่อ

เป็นสาเหตุให้แรงสั่นสะเทือนของจิตหยาบปกติ

ซึ่งสั่นสะเทือนเป็นความถี่สูงคือ จิตสงบ ดีอยู่

เกิดการกระตุกจนสั่นสะเทือนเป็นความถี่ที่ต่ำลง

ชาวโลกเรียกว่า เกิดสภาวะจิตตก นั่นแหละ


“สภาวะจิตตก” หมายถึงจิตที่เกิดอาการไม่สงบ

ที่จิตจักรวาลเรียกว่า จิตเสียสมดุล ไปชั่วขณะ

เพราะจิตหยาบจะเปลี่ยนค่าความถี่ตกต่ำลงไป

เนื่องจากเมื่อรับรู้แล้วรับเอาจิตจะเปลี่ยนความถี่

จนเกิดเป็น “กิเลสตามด้วยตัณหา” ขึ้นมาแทนที่

พระพุทธเจ้าเรียกอาการของจิตนี้ว่า เกิดทุกข์

นั่นคือจิตหยาบได้เกิดอาการไม่สงบชั่วขณะแล้ว


เนื่องจากจิตหยาบของมนุษย์นั้น

พระเจ้าทรงกำหนดให้มันสั่นสะเทือนได้จำกัด

โดยสามารถทำหน้าที่ได้ทีละอย่างทีละเรื่อง

ถ้าต้องการให้จิตนึกเพื่อคิดต่อด้วยสมองแล้ว


ประการแรก

สภาวะจิตของท่านจะต้องสงบเพื่อให้มันมีพลัง

นั่นคือ มีฌาน ในระดับสูงเท่าที่จะเข้าถึงได้

โดยจิตหยาบต้องว่างไปจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง


จึงเป็นที่มาของคำว่านิพพานของพระพุทธเจ้า

อันหมายถึงนิพพานกิเลสให้หมดสิ้นนั่นแหละ

เพราะนอกจากกิเลสจะทำให้พลังจิตตกต่ำแล้ว

กิเลสยังจะมีอำนาจเหนือนำการนึกคิดอีกด้วย


ประการที่สอง

ให้กำหนดนึกเพื่อคิดเพื่อพูดเพื่อทำทีละเรื่อง

ท่านต้องจัดระบบในการนึกคิดของจิตกับสมอง

ให้มันเป็นระเบียบและเป็นระบบเอาไว้เสมอ

ด้วยการจัดลำดับขั้นตอนในสิ่งที่จะนึกคิดพูดทำ

ไม่ทำตนเป็นคน “ดับเบิ้ลมั่ว” โดยเด็ดขาด

เพราะจิตหยาบกับสมองที่เป็นกายหยาบนั้น

มันทำงานพร้อมกันหลายเรื่องไม่ได้นั่นเอง


#หน้าที่ของจิตหยาบอย่างที่สอง

คือการทำหน้าที่เป็น จิตสามนึก ของมนุษย์


จิตสามนึกก็คือ นึกออก นึกเอา นึกเอง

คือองค์ประกอบสำคัญในการเป็นคนสองมิติ

ที่จิตวิญญาณถือคุณสมบัตินี้มาจากด่านนภาลัย

เพื่อนำมาให้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของตนใช้

ขณะที่จิตวิญญาณมีภพชาติเป็น “คนสองมิติ”

แต่ต้องแวะนำส่งคืนก่อนจะหลุดพ้นกลับบ้าน

เพราะจิตหยาบของคนสองมิติทุกคนจะต้องใช้

ในการขับเคลื่อนพฤติกรรมเพื่อการดำเนินชีวิต

ซึ่งจิตวิญญาณเองไม่จำเป็นจะต้องใช้งานมัน

โดยที่ขณะจิตวิญญาณมาเกิดเป็นคนสองมิตินั้น

ทรงกำหนดให้จิตวิญญาณมี จิตใต้สามนึก

คอยสั่นสะเทือนตาม “จิตสามนึก” กันอยู่แล้ว


ไม่ว่าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์

เมื่อสั่นสะเทือนเป็นนึกคิดพูดทำสิ่งใดก็ตาม

จิตใต้สามนึกก็จะสั่นสะเทือนไปตามนั้นเสมอ

ไม่สามารถโกหกตอแหลบิดเบือนปิดบังได้

พระเยซูและพระพุทธเจ้าที่เป็นพระศาสดา

จึงทรงเน้นให้คนชอบธรรมทุกคนต้องมีสัจจะ

เพราะทรงทราบความจริงเรื่องนี้ดีอยู่แล้วว่า

จิตหยาบของท่านจะโกหกจิตวิญญาณไม่ได้


เพราะว่าจิตสามนึกเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ

ในอดีตกาลพวกมารหรือผีโสโครกตัวชั่ว

จึงพยายามสอนมนุษย์ให้เสพติดกิเลสกันไว้

เพื่อลดทอนพลังจิตและพลังปัญญาของมนุษย์

ให้ต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านพวกตนกันไม่ได้ง่ายๆ


นอกจากนั้น

ยังหลอกให้มนุษย์ใช้ พลังจิตใต้สามนึก

เพื่อทำให้จิตวิญญาณเสื่อมพลังอำนาจลง

เพราะใช้อย่างพร่ำเพรื่อและใช้ผิดวิธีด้วย

โดยมารจะสอนให้ท่าน สั่งใช้จิตใต้สามนึก

ซึ่งเอาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มายั่วกิเลสตัณหา

เพราะรู้ดีว่าจิตวิญญาณพวกตนวิบัติกันมาแล้ว

เพราะใช้พลังจิตใต้สามนึกหลอกลวงมนุษย์

เพื่อหวังดูดพลังงานบวกและดื่มกินเครื่องเซ่น

จากมนุษย์โลกที่งมงายและโง่ง่ายนั่นแหละ


ความวิบัติของจิตวิญญาณผีโสโครกก็คือ

จิตวิญญาณเดิมที่มี 6D คือมีหกเหลี่ยมมุม

เสื่อมพลังอำนาจจากระดับหกลงมาเหลือห้าอยู่

จนทำให้พลังอำนาจของมารหรือผีโสโครกนี้

เกิดการตกต่ำหรืออ่อนแรงลงไปอย่างมากมาย

จะกลับมาเกิดใหม่เพื่อสมสู่กับมนุษย์อีกก็ไม่ได้

จะใช้วิชามารหลอกลวงมนุษย์อีกก็ไม่กล้าเสี่ยง

เพราะรู้ดีว่ายิ่งอวดแสดงฤทธิ์มากยิ่งเสื่อมมาก

จึงใช้วิธีหลอกล่อและจูงใจให้มนุษย์เกิดกิเลส

แล้วให้กิเลสในจิตหยาบที่เราเรียกว่ามารภายใน

ทำการครอบงำหรือบงการพวกท่านแทนไงล่ะ


พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบความจริงไว้ว่า

การรู้สติอยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น

จึงจะจัดการกิเลสที่เป็นมารภายในตนเองได้


แต่ในยุคของ จิตจักรวาล คือยุคปัจจุบันนั้น

รู้สติคือรู้ปัจจุบันแค่ลมหายใจเข้าออกไม่พอ

ต้องมีมหาสติคือธรรมชาติสมาธิจึงจะเอาอยู่

ต้องรู้สติ ต้องมีสติ #ตองใช้สติ ให้ได้ด้วย

จิตหยาบและจิตวิญญาณของท่านจึงจะ “รอด”


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

27/12/2568


26 ธันวาคม 2568

หน้าที่หลักของมนุษย์ ตอนที่ 2

 



 


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

คำว่า ชีวิต ของมนุษย์แต่ละคนนั้น
ไม่ได้เริ่มก่อนจะมาเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตบนโลก
ตามที่พวกมารหรือผีโสโครกหลอกไว้
แต่แท้จริงแล้วชีวิตของแต่ละคนนั้น
เริ่มจากการที่จิตวิญญาณแก่นแท้ข้ามมิติเข้ามา
ทำการปฏิสนธิทางวิญญาณภายในครรภ์มารดา
ด้วยการแบ่งภาคพลังงานของตนออกมา
เป็นกลุ่มพลังงานที่เรียกกันว่า “จิตหยาบ” แล้ว
เพื่อทำหน้าที่ร่วมกับหยดเลือดหนึ่งหยดนั้น

จากหยดเลือดหยดหนึ่งกับจิตหยาบนั้น
จะได้รับแรงสั่นสะเทือนด้านบวกด้วยความรัก
จากมารดาบิดาและจิตวิญญาณแก่นแท้ของตน
อย่างต่อเนื่องยาวนานภายในไม่เกินเก้าเดือน
เพื่อใช้พลังงานนั้นร่วมกันถักทอกายหยาบขึ้น
เกิดเป็นอัตตาตัวตนที่เป็นมายาของพลังงาน
เมื่อจิตหยาบนั้นยกระดับถึง 3 มิติหรือ 3D ได้
จึงคลอดออกมาเป็นตัวตนของทารก

ถ้าถามว่าชีวิตของมนุษย์เริ่มจากตรงจุดไหน
คำตอบก็คือเริ่มจากนาทีที่ปฏิสนธินี่แหละท่าน
ไม่ได้เริ่มตั้งแต่ก่อนจะมาเกิดบนโลกนี้หรอก
เมื่อตายคนโบราณจะไม่เรียกว่าสิ้นชีวิตเป็นแน่
พี่น้องทั้งหลายจงอย่าถูกผีหลอกอีกนะ

แน่นอนว่าการมาเกิดของจิตวิญญาณนั้น
แต่ละรูปธรรมจะต้องผ่านการมาเกิดอยู่ 2 แบบ
คือแบบแรกเป็นการเข้ามาเกิดใน ภพชาติแรก 
ส่วนแบบที่สองนั้นเป็นการตายแล้วมาเกิดใหม่
ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของ กฎแห่งกรรม

จิตวิญญาณของท่านในภพชาติแรก
จะต้องเลือกเพื่อนร่วมชีวิตที่จะมาเกิดร่วมกัน
ในรูปแบบของการสร้างครอบครัวร่วมกัน
หรือที่เรียกว่าทำตนเป็น “สัตว์สังคม” นั่นแหละ
โดยมีการเลือกบทเรียนชีวิตไว้อย่างชัดเจนว่า
ใครจะมาเกิดเพื่อเป็นพ่อแม่และเป็นลูกกันบ้าง
ทั้งทุกรูปธรรมยังจะต้องเลือกบทเรียนร่วมกัน
บทเรียนชีวิตนั้นจะมีบททดสอบจิตสามนึกด้วย
เพื่อใช้กระตุ้นให้จิตหยาบที่ยังมีศูนย์มิติอยู่นั้น
เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาทางด้านบวกให้จงได้

ดังนั้น
ภายในครอบครัวของพวกท่านในภพชาติแรก
จิตหยาบของผู้ที่มาเกิดใหม่ทุกรูปธรรมเลย
จะต้องเผชิญกับเงื่อนไขในบทละครชีวิต
ที่จิตวิญญาณแก่นแท้แต่ละคนถือมาเกิดด้วย
ซึ่งมันจะมีทั้งเงื่อนไขด้านบวกที่เรียบง่าย
แทรกไว้ด้วยเงื่อนไขด้านลบที่โลดโผนมาก
ตามที่จิตวิญญาณพวกท่านเลือกสรรมาเอง
ไม่มีใครบังคับหรือจูงใจใครให้มาแสดงต่อกัน
เพราะพระบิดากำหนดให้เป็นโลกเสรีอยู่แล้ว

ไม่ว่าชะตาชีวิตท่านในครอบครัวในชาติแรก
มันจะเรียบง่ายหรือว่าโลดโผนแค่ไหนอย่างไร
จึงเป็นจิตวิญญาณของท่านร่วมเลือกกันมาเอง
เพียงแต่ “จิตหยาบ” เท่านั้นที่ไม่รู้ความจริงนี้
เพราะถ้าจิตหยาบรู้บททดสอบก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์
คือบททดสอบนั้นจะใช้กระตุ้นจิตหยาบกันมิได้
แผนการของพระเจ้าก็จะล้มเหลวนั่นแหละ

แต่เมื่อพวกท่านมาเกิดกันในภพชาติแรก
ปรากฏว่ามีการ สอบตกบททดสอบ กันก็มาก
เพราะบางบททดสอบออกจะโลดโผนมากเกิน
เนื่องจากพวกท่านหวังจะผลิตสร้างพลังบวก
เพื่อกระชากจิตหยาบให้เป็นจิตสามนึกได้มาก
โดยเขียนบทละครร้ายๆมาแสดงต่อกันเอาไว้
ด้วยหวังว่าจะใช้ความอดทนอดกลั้นให้อภัย
ที่จิตหยาบของตนจะเข้าถึงได้หรือสอบผ่านได้
แต่เมื่อมาเกิดจริงกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

เพราะล้มเหลวจึงต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม
รายการสอบตกซ้ำชั้นคือตายแล้วต้องเกิดใหม่
จึงเป็นสิ่งที่จิตวิญญาณไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะต้องตายเพื่อการเซ็ทซีโร่ตนเองกันใหม่
เนื่องจากจิตหยาบในชาติแรกนั้นหมดสภาพ
ขณะจิตวิญญาณแก่นแท้เองก็ป่วยด้วยหลงมิติ
แม่จิตวิญญาณที่มาเกิดจะไม่มีหน้าที่ต้องตาย
จึงจำเป็นจะต้องตายไปจากโลกกัน ณ บัดนั้น
เป็นการตายเพื่อจะได้รับโอกาสให้มาเกิดใหม่

ประโยชน์ของการตายหรือมีอายุขัยก็คือ

1.เพื่อทิ้งจิตหยาบเก่าแล้วมาแบ่งภาคเอาใหม่
ตามสิทธิ์ของจิตวิญญาณที่สามารถทำได้
จะได้มาเรียนรู้ที่จะรับมือบทละครชีวิตบทเดิม ๆ
ที่ตนเองเคยสอบตกหกคะเมนมาแล้วนั้นให้ได้
ในสภาวะของจิตหยาบที่ไร้เดียงสากันต่อไป

2.เพื่อให้โอกาสจิตวิญญาณแก่นแท้ของตน
ที่เกิดอาการสับสนอยู่ด้วย “โรคหลงมิติ” 
ไปลงนรกให้ท่านยมบาลช่วยขัดเกลาชำระให้
ตามที่พระเยซูทรงเรียกว่า #ตกในบึงไฟ ไงล่ะ
เมื่อคืนสู่สมดุลดังเดิมแล้วค่อยกลับมาเกิดใหม่
จึงเป็นที่มาของการมีภพชาติของท่านนั่นเอง

3.เพื่อรับโอกาสในการเรียนรู้ที่จะสอบผ่าน
บททดสอบที่หวือหวาท้าทายเดิม ๆนั้นอีกครั้ง
หากสอบผ่านได้คือ รักได้ ให้อภัยเป็น
แปลว่าพวกท่าน “หมุนธรรมจักร” ร่วมกันได้
ไม่ทำให้เกิดการ “บ้านแตกสาแหรกขาด” ขึ้น
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลกนั้น
การมาเกิดในภพชาติใหม่ก็บรรลุเป้าหมายแล้ว

แต่ในความจริงของพวกท่านนั้น
นอกจากจะสอบตกบททดสอบที่ท้าทายแล้ว
จิตหยาบในชาติแรกนั้นยังดันทุรังพาโลโฉเก
ทำการเขียนบทละครใหม่ทับซ้อนขึ้นมาอีก
พระเจ้าทรงให้เราเรียกมันว่า ชะตากรรม 
ที่จิตวิญญาณแก่นแท้จะต้องรับผิดชอบมันด้วย
เพราะจิตหยาบมีการต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านขึ้น
เพราะรักไม่ได้ให้อภัยไม่เป็นแถมหย่ากันอีก
พวกท่านจึงต้องตกเป็นทาสของกฎแห่งกรรม
จิตวิญญาณจึงมีการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำซาก
พระเยซูจึงทรงเปรียบเสมือนว่า ตกบ่อย่ำองุ่น
ก็เพราะนัยความหมายดังกล่าวนี้นั่นแหละ

พระเจ้าคือ องค์จิตจักรวาล
จึงได้ทรงมีพระบัญชาให้เราคือ “บุตรเอก”
กลับมาเปิดเผยเฉลยความจริงให้โลกรู้ว่า
ไม่เพียงแต่จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันเท่านั้น
แต่ให้มานำพาจิตวิญญาณพวกท่านทั้งหลาย
ให้นิพพานกลับบ้านได้อย่างถูกทิศตรงทาง
ด้วยการนำเอาแสงสว่างทางปัญญามาให้
มิได้นำความรักมาฝากพวกท่านอย่างเดียว

ด้วยความรักและปรารถนาดี

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล 
จิตจักรวาลสถานธรรม @ภูกระต่าย
อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์

 

26/12/2568