01 มิถุนายน 2569

พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาทำไม


#พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาทำไม 


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ต้นไม้น้อยใหญ่สัตว์ประจำโลกและมนุษย์

เป็นสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ทรงกำหนดสร้างขึ้นมา

ให้ร่วมกันทำหน้าที่เป็น “เพื่อนร่วมงานกับโลก”

เพื่อให้ช่วยกันผลิตพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็ก

มอบให้แก่แกนแม่เหล็กที่อยู่ในใจกลางโลก

สำหรับใช้จุดระเบิดอะตอมของธาตุออกซิเจน

ในอันที่จะทำให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง

โดยหมุนอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเร็วคงที่ให้ได้


พระพุทธเจ้าทรงเฉลยเอาไว้ให้แล้วได้ความว่า

#เมตตาธรรมค้ำจุนโลก #เราคือโลกโลกคือเรา

ซึ่งเราเคยถอดความหมายคำกล่าวนี้ให้แล้วว่า

หมายถึงให้มาช่วยกันใช้ความรักทำให้โลกหมุน


โดยความรักในลักษณะของการรักเพื่อให้

เช่น อดทน อดกลั้น อภัย เมตตา กรุณา มุทิตา

จิตหยาบที่สั่นสะเทือนด้วยอาการเหล่านี้

ทั้งสัตว์และมนุษย์จะผลิตพลังงานด้านบวก

มอบให้แก่โลกในแบบที่โลกต้องการได้เสมอ


สิ่งมีชีวิตจะผลิตพลังงานแบบที่โลกต้องการได้

ต่อเมื่อทั้งคนสัตว์และต้นไม้รูปธรรมดังกล่าวนั้น

ยังมีชีวิตอยู่ในแบบ “คนสองมิติ” โดยสมบูรณ์

เพราะในมิติของกายหยาบของคนและสัตว์นั้น

จะมีต่อมไร้ท่อที่เป็นจักระทั้งเจ็ดผลิตพลังงาน

ผ่านกระบวนการสั่นสะเทือนของจิตเป็นขันธ์ห้า

คือรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณกันได้


ถ้าไม่มีกายหยาบเหลือแต่จิตวิญญาณมิติเดียว

รูปธรรมนั้นก็จะไม่อาจผลิตพลังงานด้านบวกได้

กรณีที่สัตว์ตัวนั้นหรือมนุษย์คนนั้นตายไปแล้ว

คงเหลือแต่จิตวิญญาณแค่เพียงมิติเดียว

รูปธรรมนั้นก็ไม่อาจจะทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรม

ค้ำจุนโลกเพื่อทำภารกิจทางจิตวิญญาณกันได้

เพราะไม่มีกลไกในมิติโลกทางกายภาพให้ใช้

คนที่มาเกิดแล้วมีภพชาติหรือมีสังสารวัฏกันอยู่

จึงเป็นจิตวิญญาณที่เสียชาติเกิดโดยแท้


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

สาเหตุที่พระเจ้าหรือพระผู้สร้าง

ทรงกำหนดสร้างพืชหรือต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นนั้น

ก็เพื่อให้ต้นไม้เป็น “เพื่อนร่วมงานของโลก”

โดยทรงติดตั้งกลไกหรือเครื่องมือผลิตไฟฟ้า

เอาไว้ให้ในต้นไม้น้อยใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้น

นอกจากพืชจะผลิตก๊าซออกซิเจนออกมาแล้ว

ตันไม้ใหญ่ใบสีเขียวยังผลิตพลังงานไฟฟ้าบวก

โดยส่งผ่านออกมาทางปลายรากในดินด้วย


เรื่องนี้เรากล่าวไว้นานแล้ว

แต่ความจริงในเรื่องนี้เพิ่งได้รับการพิสูจน์

โดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในต่างประเทศ

สามารถพิสูจน์พบว่าต้นไม้น้อยใหญ่มีไฟฟ้า

ที่สามารถนำมาแปลงเป็นคลื่นเสียงดนตรีได้


นอกจากนั้นยังค้นพบความจริงด้วยแล้วว่า 

ถ้าใช้เครื่องมือดักจับไฟฟ้าไปติดตั้งไว้ในดิน

บริเวณใกล้ส่วนรากของต้นไม้ต้นนั้นแล้ว

จะมีกระแสไฟฟ้าที่ทำให้หลอดไฟนั้นสว่างได้

นี่เป็นความจริงที่จิตจักรวาลกล่าวไว้นานแล้ว

ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงแท้กันอีกเรื่องหนึ่ง


แต่เนื่องจากต้นหญ้าป่าไม้ของพระองค์

เป็นเพื่อนร่วมงานของโลกได้ไม่เต็มที่

สัดส่วนของน้ำหนักมวลของต้นไม้ใหญ่บนโลก

ที่พวกเขาโตวันโตคืนโดยไม่มีการล้มตายไป

ยังผลให้น้ำหนักมวลบนพื้นโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่น้ำหนักมวลภายในแกนโลกเท่าเดิมอยู่

ผลคือพระเจ้าทรงพบว่าโลกเกิดการแกว่งส่าย

หมายความว่าโลกเกิดอาการเสียสมดุลนั่นเอง


วิธีที่พระองค์ทรงเลือกนำมาแก้ไขปัญหานี้

ทรงเลือกวิธีที่จะเพิ่มแรงเหวี่ยงหมุนของโลก

ด้วยการทำให้โลกหมุนรอบตัวเองเร็วกว่าเดิม

ถ้าโลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย

การแกว่งส่ายของโลกในขณะหมุนรอบตัวเอง

ก็จะกลับมาสมดุลดังเดิมได้นั่นแหละ


จึงเป็นที่มาของการกำหนดสร้างกลไกเพิ่ม

แทนที่จะเป็นต้นไม้น้อยใหญ่แบบเดิมอีก

พระองค์จึงทรงออกแบบกลไกชนิดใหม่ขึ้น

ให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวและย้ายที่ได้

เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับป่าไม้ได้

เพราะทรงเห็นว่าบนแผ่นดินโลกเต็มไปด้วยป่า

ถ้าสร้างเพื่อนร่วมงานกับโลกในแบบอยู่กับที่

แผ่นดินโลกนี้จะไม่มีพื้นที่ในการดำรงอยู่เลย


จากต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ประจำที่

จึงกลายมาเป็นสัตว์ใหญ่คือ “ไดโนเสาร์”

ผู้ทำหน้าที่เป็น #สัตว์ประจำโลก แทน

ต่อมาเมื่อทรงย้ายไดโนเสาร์ออกไปจากโลก

จึงได้สร้างสัตว์ประจำโลกเพิ่มขึ้นมามากมาย

หลายชนิดหลายเผ่าพันธุ์ขึ้นมาแทน

ทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำสัตว์ทะเลและสัตว์อากาศ

เพื่อจำกัดน้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลกเอาไว้

มิให้มีมากมายจน “หนักแผ่นดิน” เหมือนเก่าอีก


เพราะเหตุนี้เอง

จิตวิญญาณของสัตว์ประจำโลกทั้งหลาย

พวกเขาจึงต้องมีหน้าที่ผลัดกันตายไปจากโลก

ตายแล้วค่อยกลับมาเกิดใหม่อีกอย่างรวดเร็ว

ซึ่งรอยต่อระหว่างภพชาติไม่มากมายอะไรนัก

เพราะมิใช่ตายเพื่อจะเกิดใหม่ตามกฎแห่งกรรม

แต่เป็นการตายเพื่อลดน้ำหนักมวลบนผิวโลก

โดยจำกัดจำนวนรูปธรรมที่จะดำรงอยู่ไว้เท่านั้น


สัตว์ประจำโลกทุกชนิดและทุกตัว

มีโครงสร้างทางจิตวิญญาณและกายสังขาร

ที่จะใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้ด้วย

โดยใช้จิตวิญญาณเป็นผู้ดำเนินการเอง

กลไกในการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกก็คือ

ใช้ “สัญชาตญาณ” ของจิตวิญญาณตนเอง

สั่นสะเทือนกายหยาบเพื่อผลิตเมตตาธรรม

มอบให้แก่โลกตามหน้าที่ของตนกันต่อไป


แรกๆที่ทรงสร้างต้นไม้ใหญ่และสัตว์ทั้งหลาย

ให้เป็นกลไกสำคัญโดยติดตั้งไว้ประจำโลก

เพื่อช่วยกันทำให้โลกนี้สมดุลได้ทั้งสองมิตินั้น

สิ่งที่พระองค์ทรงดำริต่อไปจากนั้นก็คือ

จะทรงทำอย่างไรที่จะให้ระบบใหญ่คือเอกภพ

เกิดการสมดุลได้อย่างยั่งยืนยาวนานอยู่ได้


วิธีเดียวที่พระองค์ทรงดำริได้

นั่นคือทรงต้องใช้ความสมดุลของระบบโลก

ช่วยค่ำจุนความสมดุลของเอกภพเอาไว้ด้วย

เพราะเอกภพเป็นห้องทดลองของพระองค์

ที่มันจะต้องมีความสมดุลอย่างยั่งยืนเท่านั้น

ห้องทดลองจะพังพินาศเสียหายหรือสูญหาย

เป็นแบบใดแบบหนึ่งไม่ได้อย่างเด็ดขาด


พระองค์ทรงคิดได้ว่าวิธีการที่จะทำให้

โลกที่สมดุลสามารถช่วยค้ำจุนเอกภพได้

ด้วยการกำหนดให้ “ดาวพลูโต” ดาวดวงที่เก้า

ซึ่งอยู่ในวงโคจรชั้นนอกสุดของสุริยะจักรวาลนี้

ย้ายระบบสุริยะไปเป็นดาวเคราะห์ดวงที่หก

ของระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามบนกาแล็กซีมิลกี้เวย์

ในลักษณะของการย้ายไปย้ายกลับข้ามระบบ

โดยทำตนเป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยนนั่นเอง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

1/06/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันจันทร์​ 1/06/2026


สวัสดีกันวันจันทร์

Good Morning Monday


พระเจ้าทรงรักลูกทุกคน

มิได้ต้องการสร้างลูกให้เป็นคนชั่ว

แต่ทรงปรารถนาให้ลูกเป็นคนดี

จึงยอมให้ระบบโลกนี้มีทั้งดีและชั่ว

เพื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบกัน


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม