พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวท่านเองนั้น
ล้วนเป็นอนิจจังนั่นคือ “ไม่เที่ยง” หรือไม่ยั่งยืน
ที่ไม่เที่ยงหรือไม่ยั่งยืนนั้นเป็นเพราะเหตุว่า
จิตหยาบของท่านซึ่งทำหน้าที่เป็น “ผู้รับรู้”
จะเปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่ไปตามสิ่งเร้าเสมอ
เพราะช่องทางการรับรู้สิ่งเร้าของมนุษย์นั้น
มีอยู่ถึง 5 ช่องทางที่เปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา
การเปลี่ยนแปลงเพื่อรับรู้สิ่งเร้าแปลกๆใหม่ๆ
จนนำไปสู่การสั่นสะเทือนของจิตหยาบ
จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในยามตื่นเลยเชียว
ดังนั้น
ในยามที่พระพุทธองค์ทรงต้องการใช้ปัญญา
จึงต้องฝึกจิตให้มีพลังอำนาจสูงสุดเข้าไว้
ด้วยการหลับตาปิดอายตนะภายนอกทั้งห้า
เพื่อปิดช่องทางการรับรู้สิ่งเร้าแปลกใหม่ไว้
จิตหยาบที่เป็นอนัตตาจะได้นิ่งสงบสมดุลอยู่
รวมทั้งการกำหนดจิตของตนไว้ให้มันนิ่งสงบ
ไม่ให้จิตนึกเองคิดเองไปเรื่อยเปื่อยตามปกติ
เพื่อทำให้จิตว่างไปจากการรู้สึกนึกคิดให้ได้
ทรงเรียกวิธีการนี้ว่า สมถะกรรมฐานสมาธิ
เมื่อจิตหยาบของท่านนิ่งสงบได้ชั่วคราวแล้ว
คำว่าอนิจจังไม่เที่ยงก็กลายเป็นเที่ยงขึ้นมาได้
เพราะไม่มีสิ่งเร้าใหม่เข้าไปกระตุ้นจิตหยาบอีก
ยังผลให้จิตหยาบทั้งหมด 189 กลุ่มของท่าน
รวมพลังกันเพื่อการคิดรู้ของสมองสองซีกได้
จึงทำให้จิตหยาบมีพลังฌานสั่นสะเทือนสมอง
เพื่อการคิดวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ได้เต็มพลัง
แต่ต้องฝึกทักษะกระบวนการคิดรู้ทั้งสองแบบ
เพื่อเพิ่มพลังอำนาจทางปัญญาของสมองด้วย
วิธีใช้พลังฌานในการสร้างสานพลังปัญญา
ขณะนั่งหลับหูหลับตาปิดอายตนะและปิดจิตไว้
ทรงเรียกปฏิบัติการขั้นนี้ว่า วิปัสสนากรรมฐาน
เพราะเหตุว่าการฝึกปฏิบัติการในสองขั้นตอนนี้
ท่านจะต้องใช้เวลาฝึกปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องจึงต้องใช้เวลานาน
จึงจะเข้าถึงพลังอำนาจทางจิตปัญญานั้นได้
พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกปฏิบัติการทั้งหมดนี้ว่า
การภาวนาเพื่อเจริญสมาธิหรือ การนั่งสมาธิ
การนั่งสมาธิหรือนั่งกรรมฐานสมาธิ
คือการนึกคิดพิจารณาปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ที่ตนต้องการจะได้คำตอบนั้นไปทีละเรื่อง
ซึ่งอาจจะเรียกว่า “การกำหนดนึก” เพื่อคิด
ถ้าคิดด้วยสมองซีกซ้ายนำซีกขวาคือสติปัญญา
ท่านจะต้องใช้หลักการคิดแบบ อิทัปปัจจยตา
นั่นคือการคิดอย่างมีหลักการด้วยเหตุและผล
อันเป็นวิธีการคิดในแบบที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติ
จนได้สัจธรรมทั้งสิ้นกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็น “โลกียะธรรม” ทั้งสิ้น
เพราะสัจธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
เป็นสัจธรรมความจริงที่ทรงได้จากธรรมชาติ
ชาวบ้านที่ศึกษาตามหรือคิดตามคำสอนนั้นๆ
จึงสามารถเข้าถึงและเข้าใจกันได้ไม่ยากนัก
สัจธรรมทั้งหมดของพระองค์ชาวบ้านจึงรับได้
ขออย่างเดียวต้องใจกว้างฟังเป็นและคิดตาม
บนพื้นฐานของการมีจิตว่างและมีสมาธิด้วย
เพราะคำว่า “มีสมาธิ” นั้นเราหมายถึง
ขณะนิ่งฟังแล้วนึกคิดตามคำสอนของพระองค์
ท่านต้องคิดตามทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง
โดยต้องไม่หยิบเรื่องใหม่สิ่งใหม่เข้าไปแทรก
เพราะจิตหยาบของมนุษย์นึกคิดได้ทีละเรื่อง
มันจะนึกคิดพร้อมกันทีเดียวหลายเรื่องไม่ได้
ประสิทธิภาพการคิดของท่านจะตกต่ำลงทันที
ดังนั้น
คนสอนธรรมจะหยิบเอาเรื่องอนิจจังไม่เที่ยง
กับเรื่องของทุกข์ที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง
มาสอนมนุษย์ให้ปล่อยปละละวางไม่ให้ยึดติด
ตามที่พร่ำสอนชาวบ้านกันอยู่นั้นไม่ได้
หลายคนยังหยิบเอาเรื่อง “อุเบกขา” มาสมทบ
ด้วยการสอนให้ชาวบ้าน “ปล่อยวาง” ไม่ยึดมั่น
ในแบบของการเกาไม่ถูกที่คันให้ยากเข้าไปอีก
ซึ่งความทุกข์ในการคิดแบบจิตมนุษย์ก็ไม่มีจริง
ยิ่งอยากจะวางสิ่งที่เรียกว่าทุกข์มากเท่าไหร่
ความทุกข์จะเป็นอัตตาตัวใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#พระบุตรเอก
4/02/2569