ขณะนี้สังคมไทยกำลังเกิดอาการวิกฤตทางจิตสามนึก
เพราะประชากรส่วนใหญ่ทุกพรรคทุกฝ่าย
พุ่งเป้าไปที่ "ตัวกูของกู" กับ "พวกกู" มากกว่า
จึงทำให้ตัวเลือกทางการเมืองมีน้อยมาก
ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้
เป็นการเลือกตั้งครั้งหนึ่งที่พี่น้องแห่งเรา
ตัดสินใจเลือกคนและเลือกพรรคได้ยากจริงๆ
เพราะนโยบายพรรคที่ดีกลับมีตัวให้เลือกน้อย
ตัวเลือกน้อยๆที่เห็นเข้าท่าว่าน่าจะเป็นคนดีได้
ก็กลับไปสังกัดอยู่ในพรรคใหม่ที่เป็นพรรคเล็กๆ
ชาวบ้านเห็นว่าถ้าเลือกเข้าไปนั่งในสภาแล้ว
เป็นแกนนำหรือเป็นแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
เลยไม่รู้ว่าจะเลือกใครคนไหนและพรรคใดดี
เราเคยประกาศมานานหลายปีแล้วว่า
สังคมไทยนั้นคนส่วนใหญ่มีปัญหาด้านจิตสามนึก
เราบอกแล้วว่าการศึกษาแห่งชาติจะต้องปรับปรุง
จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย
ไปดูงานต่างประเทศแล้วก้อปปี้เขามาแทบทั้งดุ้น
โดยทำแบบเดิมที่ผู้บริหารบ้านเมืองถนัดนั้นไม่ได้
หรือจะเน้นเอาแต่การค้ากับเศรษฐกิจชาตินำหน้า
เพราะนักการเมืองและนักบริหารประเทศไม่กี่คน
มีอาชีพหลักเป็นพ่อค้าและนักธุรกิจก็ไม่ควรทำ
จะเอาแต่ความร่ำรวยของชาติเป็นตัวชี้วัดไม่ได้
จริงอยู่ความมั่งคั่งของชาตินั้นเป็นเรื่องสำคัญ
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความมั่งคั่งแค่กระจุกเดียว
เป็นของโคตรตระกูลนักการเมืองเพียงไม่กี่คน
ขนาดซื้อเครื่องบินส่วนตัวนับร้อยล้านไว้ใช้งาน
ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังยากจนไม่มีจะกิน
ต้องนั่งรอแบมือขอเงินแลกกับการขายเสียงอยู่
ขณะที่ข้าราชการกับนักการเมืองหลายคน
ผลัดกันถูกแฉถูกประจานว่าเป็นพวกสีเทาสีดำ
โดยมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกันกับพวกสแกมเมอร์
มีแค่การผลัดกันปูดข่าวแต่เอาเรื่องราวจริงๆไม่ได้
ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้สังคมเสื่อมทั้งสิ้น
เรามีความเห็นว่า
หลังเลือกตั้งแล้วใครที่ได้รับโอกาสเข้าไปในสภา
ถ้าสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้
เราอยากให้พวกท่านจัดทำนโยบายหลักของชาติ
ในเรื่องการพัฒนาจิตสามนึกนักการเมืองได้ไหม
ดีกว่าเข้าไปแล้วพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉ.60
จนต้องพาชาวบ้านออกมาช่วยกันลงประชามติซ้ำอีก
ทั้งที่รัฐธรรมนูญ ฉ.ปี 60 นั้นแม้พวก รสช.เป็นผู้จัดทำ
แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ลงประชามติเห็นชอบมาแล้ว
แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นี้
อาจมีประวัติความเป็นมาที่ไม่น่ายอมรับสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะนักการเมืองผู้เสียประโยชน์และโอกาส
เพราะว่าคดีอาญาของนักการเมืองที่เขียนเอาไว้
ในรัฐธรรมนุญฉบับนี้จะไม่มีอายุความนั่นแหละ
แน่นอนว่าพวกฉ้อฉลไม่มีใครคนไหนชอบหรอก
แม้กรณี 112 พวกที่ไม่รักชาติและกษัตริย์ก็ไม่ชอบ
โดยลืมไปว่าชาติไทยและโคตรตระกูลของไทย
ดำรงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ไทยไม่เคยเป็นขี้ข้าใคร
เพราะว่าในอดีตนั้นบุรพกษัตริย์ล้วนเป็นชาตินักรบ
ทรงเป็นผู้จับอาวุธนำทัพนักรบในแนวหน้าทั้งสิ้น
การมีรัฐธรรมนูญที่ปกป้องศักดิ์และสิทธิ์แห่งกษัตริย์
รวมทั้งพระบรมวงศานุวงษ์ของพระองค์ไว้ด้วย
ก็เป็นเรื่องที่สวยงามดีอยู่แล้วมิใช่หรอกหรือไง
จะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญกันทำไม
เพราะเรื่องนักการเมืองถูกมาตรา 112 เล่นงาน
รวมทั้งถูกกำหนดให้คดีอาญาที่ก่อกรรมทำชั่วแล้ว
คดีความนั้นจะไม่มีอายุความสิ้นสุดกว่าจะรับโทษ
ชาวบ้านชาวเมืองไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย
แต่เรื่องความเสียหายที่ชาวบ้านจะได้รับกลับไม่สน
นั่นคือเรื่องวิกฤตทางจิตสามนึกของนักการเมืองเอง
รวมทั้งข้าราชการและประชาชนพลเมืองทั้งหลาย
สมควรที่จะได้รับการยกเครื่องได้แล้ว
การป้องกันและปราบปรามคนทำผิดคิดชั่วนั้น
มันเป็นวิธีจัดการกันที่ "ปลายเหตุ" ซึ่งยากจะได้ผล
เพราะคนเราการจะดีจะชั่วนั้นเกิดจาก #จิตสามนึก
คือ นึกออกนึกเอาและนึกเอง เหล่านี้แหละ
ถ้านึกลบก็จะคิดลบพูดลบทำลบเสมอ
ถ้านึกบวกก็จะคิดบวกพูดบวกและทำบวกเช่นกัน
การจะนึกบวกหรือนึกลบของมนุษย์แต่ละคนนั้น
ขึ้นกับว่าบุคคลคนนั้นมีจิตสำนึกในถูกผิดดีชั่ว
มีจิตสำนึกในบาปบุญคุณโทษมากน้อยแค่ไหน
เราเห็นว่าวาระแห่งชาติที่แท้จริงนั้น
แทนที่จะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันดีอยู่แล้ว
เข้าไปกำหนดนโยบายเพื่อยกระดับจิตสามนึก
นักการเมืองข้าราชการและประชาชนจะดีกว่าไหม
ก่อนที่ประเทศชาติจะหายนะมากไปกว่าทุกวันนี้
เลือกตั้งวันอาทิตย์นี้ก่อนที่ท่านจะกาเครื่องหมาย
จงฟังความคิดอ่านของตัวท่านเองให้มากๆนะ
อย่ารับฟังแต่นักการเมืองเขาหาเสียงอย่างเดียว
เราขอให้ประเทศไทยกับคนไทยไปรอด
ขอให้ทุกท่านจงปลอดภัยจากภัยพิบัติ
เพราะว่า "ไม่เลือกผิดคน" ด้วยเถิด
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
6/02/2569