24 กุมภาพันธ์ 2569

ทำไมนิพพานต้องมีถึงสองระดับ



 

ทำไมนิพพานต้องมีถึงสองระดับ


ในบทนิพนธ์จากสื่อพระโอวาทตอนที่ผ่านมา

เรากล่าวให้ท่านทั้งหลายได้รู้กันไปแล้วว่า

“นิพพาน” มีอยู่ด้วยกัน 2 ระดับเท่านั้นเอง


นิพพานระดับแรก

เป็นหน้าที่หลักของจิตหยาบหรือจิตมนุษย์

ที่จะต้อง “ดับการเกิดดับของกองกิเลส” ให้สิ้น

ขณะยังมีชีวิตหรือมีภพชาติเป็นมนุษย์กันอยู่


แดนนิพพานจึงอยู่ที่จิตหยาบหรือจิตสามนึก

ซึ่งอยู่ภายในกายสังขารของท่านเองนี่แหละ

ไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อไปดับมันให้ยุ่งยากเลย

เหมือนอย่างที่คนนำทางตาบอดหลอกท่านว่า

สวรรค์มายาแดนแห่งเทพเทวะคือแดนนิพพาน

ใครจะไปให้ถึงที่นั่นก็ต้องทำตามคำที่เขาสอน


คือถือศีลกินสัตว์ปฏิบัติกรรมฐานแสร้งทำพิการ

ปลีกวิเวกทำบุญเพื่อจะได้บุญมาสะสมบุญไว้

กับสวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาให้เวไนยทั้งหลาย

สามบรรทัดข้างบนนั้นเป็นงานยากในทางโลก

เพราะเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อตนเองและผี

ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังมิติโลกทางกายภาพ

ซึ่งแฝงตัวอยู่ในคราบของจิตวิญญาณโสโครก

หลอกกินเครื่องเซ่นไหว้และหลอกดูดพลังบุญ

จากคนชอบธรรมรุ่นเก่าซึ่งเป็นชาวโลกที่โง่เง่า

เพราะเบาปัญญาโดยมีสมองแต่ทว่าไม่รู้จักใช้


มาถึงยุคปัจจุบันที่เป็นยุคกรรมกรแสง

ซึ่งมีเครื่องมือสื่อสารและเทคโนโลยีกว้างไกล

ผีโสโครกคัดเลือกกรรมกรแสงระดับแกนนำ

ที่มีคุณสมบัติพร้อมจะเป็นหัวกะทิให้ตนได้

เป็นผู้รับข่าวสารจากผีโสโครกด้วยวิธีการเดิม

โดยใช้วิธีการส่งสารเสียงเข้าไปในหัวหรือในหู

ซึ่งเด็กวัยรุ่นที่ถูกเลือกนี้มีทั้งคนไทยและฝรั่ง


สมัยก่อนจะใช้วิธีฝังไมโครชิปไว้ที่ตรงหลังหู

สมัยนี้ไม่ต้องเพราะคนรุ่นใหม่ที่นั่งสมาธิเก่งๆ

จะเป็นผู้ถูกเลือกให้รับหน้าที่เป็นกรรมกรแสง

เพราะจิตที่นิ่งสงบจะถูกแทรกสอดซ้อนจิตง่าย

สถานปฏิบัติธรรมจึงเป็นที่สอนกรรมฐานสมาธิ

มากกว่าสอนเรื่องสัจธรรมคำสอนของศาสดา

ทั้งฝรั่งทั้งไทยก็ฝึกนั่งสมาธิกันอย่างดาษดื่น

โดยอ้างว่าปฏิบัติธรรมตามแนวพระพุทธเจ้า

นี่ก็เอาจริงมาใส่เท็จให้หลงเชื่อกันอีกนั่นแหละ


ธรรมะที่เขาสอนกันในตอนนั่งกรรมฐานสมาธิ

คือการสอนให้เพ่งดูอาการของจิตหยาบตนเอง

เพื่อให้รู้เห็นการเกิดดับตามกฎแห่งไตรลักษณ์

บางทีก็สอนให้บังคับกดดันจิตตนเองให้สงบ

ขณะที่ประตูหน้าต่างซึ่งเป็นช่องทางการรับรู้

สิ่งเร้าภายนอกก็หลอกให้ปิดไว้เยี่ยงคนพิการ

เพื่อง่ายต่อการควบคุมจิตเพราะไร้เงื่อนไขใหม่

ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ผิดธรรมชาติจึงไม่ใช่ธรรมะ

นี่ก็ถูกหลอกอีกเรื่องหนึ่งนั่นแหละ


เราขอย้ำตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า

การนิพพานกองกิเลสขณะยังมีชีวิตอยู่นั้น

ท่านต้องนิพพานให้ได้ขณะใช้ชีวิตประจำวัน

ไม่ใช่นิพพานด้วยปฏิบัติการทางเทคนิค

โดยปลีกวิเวกนั่งหลับตาข่มจิตอยู่คนเดียว

สังเกตว่าใหม่ๆที่ยังไม่คุ้นชินยิ่งทำยิ่งเหนื่อย

เพราะว่า มันฝืนธรรมชาติ ยังไงล่ะ


ลองพิสูจน์สังเกตตนเองได้เลยว่า

เมื่อกลับถึงบ้านแล้วใช้ชีวิตกันตามปกติ

ถ้าลูกกวนตัวผัวกวนใจหรือมีใครกวนตรีนแล้ว

จิตของท่านมันจะนิ่งสงบสมดุลไหวไหม

ถ้าทนได้แสดงว่าจิตท่านนิพพานกิเลสได้จริง


เมื่อท่านสามารถนิพพานกิเลสได้สิ้นเชิงแล้ว

ทั้งตัณหาราคะอารมณ์ขยะมันจะพลอยดับด้วย

เพราะกิเลสเป็นตัวต้นสายของมารเหล่านั้น

เมื่อต้นสายถูกตัดถูกดับพวกมารก็ดับตามด้วย

จิตหยาบของท่านจึงว่างจากมารภายในทั้งพวง

ทำให้ใช้ขันธ์ห้าหมุนธรรมจักรด้วยความรักได้

สภาวะจิตจะสงบเย็นเป็นอุเบกขาอยู่ตลอดไป

จะใช้ชีวิตอยู่กับใครในครอบครัวหรือในสังคม

จึงไร้อุปสรรคในการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้ต่อเนื่อง 

ซึ่งเป็นภารกิจจิตวิญญาณที่จิตหยาบจะต้องทำ

ถ้าใครไม่ทำนั้นไม่ได้เพราะเสียชาติเกิดแล้ว!


ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น...

จิตหยาบของท่านจะไม่ก่อกรรมใหม่

จะไม่เกี่ยวกรรมใดๆเอาไว้กับใคร

จะแก้ไขกรรมเก่าจากอดีตชาติได้อีกด้วย

จะไม่ต้องตายเพราะการสิ้นอายุขัยของสังขาร


จะไม่ต้องตกนรกให้ยมบาลช่วยบำบัดรักษา

เพื่อช่วยจิตวิญญาณท่านที่ป่วยด้วยหลงมิติ

เพราะจิตหยาบของตัวเองทำเหลวไหลอีก

จิตวิญญาณท่านจะตายได้ต่อเมื่อสิ้นยุคเท่านั้น


เมื่อท่านตายโดยไม่มีสังสารวัฏได้แล้ว

เพราะสามารถอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้

เมื่อตายโดยไม่มีใครหน่วงรั้งจิตวิญญาณไว้

เมื่อตายโดยหมดภารกิจที่จะต้องเกิดอีกแล้ว

จิตวิญญาณของท่านก็จะนิพพานหลังตายได้

นั่นคือ #การหลุดพ้นออกไปจากเอกภพ 

กลับคืนสู่แดนสุญตาคือพระนิเวศน์ของพระเจ้า

ที่มีพระมารดาคือจิตจักรวาลดวงเล็กรอท่านอยู่


จิตวิญญาณของท่านที่มี 6 มิติอยู่แต่แรกแล้ว

จะหลุดพ้นออกไปจากเอกภพพร้อมจิตหยาบ

ที่ยกระดับตนเองจนเข้าถึง 6 มิติได้แล้วด้วย

จะกลับออกไปรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

นี่คือการนิพพานระดับที่สองหรือระดับสุดท้าย


สื่อถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดย

พระบุตรเอก

24/02/2569