ทำไมมนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์?

 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


#ทำไมมนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์?


พระโอวาทในตอนที่แล้วที่เราสื่อมาให้รู้

เราได้เปิดเผยเอาไว้ว่าคนนำทางตาบอดชรา

ผู้เป็นกรรมกรแสงรุ่นเก่าๆในคราบนักบวช

ได้ทำการบิดเบือนปิดบังสัจธรรมพระศาสดา

ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

จากเรื่องราวของ #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

ไปเป็นเรื่องอริยสัจสามกับมรรคมีองค์แปดแทน


เหตุที่พวกจิตวิญญาณผีโสโครกหรือมาร

บงการให้คนนำทางตาบอดทำเช่นนี้เพราะว่า


#ประการแรก

ต้องการหลอกให้มนุษย์เปลี่ยน Mind Set ใหม่

มิให้มีจิตใจศรัทธาต่อการเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์

เช่นนักรบแห่งแสงสว่างคือนักบวชกับนักพรต

ซึ่งเป็นผู้ที่ถนัดและชอบการนั่งกรรมฐานสมาธิ


#ประการที่สอง

ต้องการทำให้ “จิตหยาบของมนุษย์”

ล้มเหลวในภารกิจสำคัญทาง “จิตวิญญาณ”

ที่ขันอาสามาทำในบทบาทของคนสองมิติ


ปิดบังไม่ให้มนุษย์รู้ว่าตนนั้นคือจิตหยาบ

ผู้ทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้

ที่อาสามาเกิดเป็น “คนสองมิติ” อยู่บนโลก

มีหน้าที่หลักคือใช้ “รักเพื่อให้” หมุนธรรมจักร

ตามที่เราเปิดเผยให้รู้ไว้ในตอนที่ผ่านมาแล้ว


พวกมารมันรู้ดีว่า...

ถ้าจิตหยาบไม่เพียรที่จะหมุนธรรมจักรแล้ว

พวกท่านจะยกระดับตนเองให้เป็น “มนุษย์”

โดยจะคนสองมิติของตนให้เป็นหนึ่งเดียวมิได้

ทั้งจะยังผลให้ดาวโลกดวงนี้เสียสมดุลไป

จนเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงถี่บ่อยขึ้นทั่วโลก 

ทำให้มนุษย์โลกอยู่เย็นเป็นสุขหรือสงบไม่ได้


มารจึงกลั่นแกล้งมนุษย์เพื่อแลกกับความสะใจ

เพราะมารทำตนเป็นศัตรูของมนุษย์มานานแล้ว

เพียงแต่มนุษย์ไม่เคยล่วงรู้ความจริงนี้มาก่อน

แม้ว่าพระพุทธองค์ทรงเผยความจริงเหล่านี้

โดยมีการบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์บ้างแล้ว

เฉพาะกรณีที่พระองค์ทรงเอาชนะมารผจญ

ที่มาแสดงตนเป็นยักษ์บ้างเป็นสัตว์ดุร้ายบ้าง

มนุษย์กลับไม่เคยฉุกคิดว่ามารหรือพญามาร

ที่กล้ามุ่งหมายทำร้ายพระองค์นั้นมันเป็นใคร

มองแค่ว่ามารเป็นฝ่ายพ่ายแพ้พระองค์เท่านั้น


#ประการที่สาม

ต้องการให้มนุษย์หมุนธรรมจักรไม่สำเร็จ

โดยจิตหยาบกับจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวมิได้

เมื่อทั้งสองจิตหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้

จิตวิญญาณผู้ขันอาสามาเกิดจะหลุดพ้นนิพพาน

เพื่อกลับบ้านเกิดแดนสุญตานอกเอกภพไม่ได้


มารจึงทำทุกวิถีทางเพื่อขุดสร้างหลุมพรางไว้

โดยยืมมือคนนำทางตาบอดชราที่ขาดปัญญา

พาคนชอบธรรมให้ทำตามจนหลงทางนิพพาน

ซึ่งผลงานมารปรากฏให้เห็นกันอยู่จนทุกวันนี้

ตัวอย่างเช่น 


หลอกลวงให้จิตหยาบท่านเสพติดกิเลส

โดยหลอกให้ทำบุญสุนทานเพราะว่า

อยากได้บุญ อยากได้หน้า อยากได้แสง


หลอกให้ปลีกวิเวกปฏิบัติธรรมตามลำพัง

เพื่อให้สมการรวมจากจิตสามนึกด้านบวกนั้น

คือ Σβₓเกิดขึ้นไม่ได้เพราะว่า X ไม่ครบสามคน


หลอกให้ทำบุญสุนทานโดยหวังผลตอบแทน

แบบทำบุญเบื้องล่างเอาไปสร้างวิมานเบื้องบน

พลังงานบุญกุศลที่เกิดขึ้นจึงไม่สะอาดบริสุทธิ์

เพราะไม่ใช่พลังงานในแบบที่โลกต้องการ

แต่เป็นพลังงานที่พวกมารเองดักดูดเอาไปได้


หลอกให้ทำบุญแล้วร้องขอสิ่งตอบแทน

ทั้งที่มนุษย์ผู้ก่อกรรมทำดีหรือทำบุญกุศลนั้น

ย่อมได้รับกุศลผลบุญที่เกิดขึ้นจากการกระทำ

ซึ่งเป็นไปตาม “กฎแห่งกรรม” กันเองอยู่แล้ว

มนุษย์ผู้กระทำไม่ต้องร้องขอส่วนบุญนั้นก็ได้

เพราะมนุษย์ไม่ใช่สัตว์นรกแบบผีเปรตอสุรกาย

โดยพวกนี้ไม่มีกายหยาบจึงทำบุญเองไม่ได้


วิญญาณหรือพลังงานที่ผลิตได้จากขันธ์ห้า

แทนที่จะเป็นพลังงานสะอาดบริสุทธิ์ที่แท้จริง

กลับกลายเป็นมีส่วนผสมพิเศษบางอย่างปนอยู่

จนไม่อาจนำไปใช้เติมเครื่องยนต์ตามปกติได้


พลังงานบุญที่ได้จากทำแล้วร้องขอนี่ก็เช่นกัน

เมื่อพวกท่านเหวี่ยงมันออกมาภายนอกกันแล้ว

โลกจะนำเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

เพราะเป็นพลังบุญส่วนตนแบบของใครของมัน

พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า #มันเป็นสัจจะ นั่นเอง


#ประการที่สี่

ต้องการหลอกให้มนุษย์โลกกลัวทุกข์

เพราะถ้าจิตมนุษย์ผูกติดอยู่กับความกลัวแล้ว

จิตหยาบกับจิตวิญญาณจะเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้

เท่ากับผีโสโครกสกัดดาวรุ่งได้อีกทางหนึ่งแล้ว


#ประการที่ห้า

หลอกให้กลัวทุกข์เพื่อให้ลุกออกจากโลก

เมื่อจิตหยาบตายไปจากโลกนี้เมื่อไหร่วันใด

ให้จิตหยาบสั่งจิตวิญญาณคือสั่งจิตใต้สำนึก

ที่บันทึกสวรรค์วิมานมายาจากฝาผนังของวัด

เฉพาะคนที่ปฏิบัติธรรมเพราะอยากพ้นทุกข์

ให้เนรมิตสวรรค์มายาแบบที่ตนเห็นแล้วชอบ

ขึ้นมา “ครอบขัง” จิตวิญญาณตนเองเอาไว้


เพราะว่ามนุษย์โลกงมงายโง่ง่าย

จึงไม่รู้ว่าภพภูมิสวรรค์มายาแดนเทพเทวดา

ก็พวกมนุษย์นี่แหละที่สร้างฝันกันขึ้นมาเอง

ตามแบบ “พิมพ์เขียว” ที่มารวาดเอาไว้ให้แล้ว

เราจึงกล่าวย้ำเสมอมาว่าสวรรค์มายาไม่มีจริง

จงอย่าให้มารหลอกท่านให้หลอกตัวเองเลย

เพียงแค่พวกท่านเลิกเชื่อเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

คุกที่เป็นดั่ง Matrix ของสวรรค์มายาของท่าน

มันจะดับสลายหายตัวไปสิ้นในบัดดล


ในมิติของแก่นแท้คือจิตวิญญาณมนุษย์

มันล้วนเป็นของมันเช่นนี้แหละท่าน

ก็ไม่เห็นหรือว่าสัตว์ประจำโลกทั้งหลาย

ที่เป็นสัตว์ป่ามิใช่สัตว์ที่มาจากแดนนรกนั้น

พวกนี้ไม่มีสวรรค์มายาให้มาปวดกะบาลเลย


(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

12/09/2569

สวัสดีกันวันเสาร์​ 12/09/2026

สวัสดีกันวันเสาร์

Good Morning Saturday


คนที่ทำดีหรือชั่วกับตัวท่าน

ช่วยให้ท่านเรียนรู้ว่าไหนดีไหนชั่ว

คนทั้งสองพวกคือครูของท่าน

ถ้าท่านเป็นศิษย์กตัญญ

ต้องปันรักให้ครูที่ทำชั่วต่อท่านด้วย


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

พลังอำนาจสูงสุดของมนุษย์คืออะไร?


 
#พลังอำนาจสูงสุดของมนุษย์คืออะไร?


จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย

เป็นผู้อาสาข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็น “คนสองมิติ”

ประกอบด้วยมิติแรกคือมิติโลกด้านกายภาพ

กับมิติที่สองคือมิติของจิตวิญญาณด้านแก่นแท้


สำหรับมิติแรกที่เป็นมิติโลกด้านกายภาพนั้น

จะหมายถึงมิติของกายสังขารหรือกายหยาบ

ซึ่งมี #จิตหยาบ เป็นผู้คอยกำกับควบคุมดูแล

โดยมี “จิตสามนึก” เป็นเครื่องมือปฏิบัติการ


“จิตหยาบ” จะเป็นกลุ่มพลังงาน

ที่จิตวิญญาณเป็นผู้แบ่งภาคตนเองออกมา

เพื่อให้ทำหน้าที่แทนตนขณะเป็นคนสองมิติ

โดยจิตวิญญาณจะรับผิดชอบผลการกระทำ

ที่จิตหยาบของตนเป็นผู้ก่อขึ้นมาในทุกสิ่ง

เหมือนกับว่าตนนั้นเป็นผู้กระทำมันด้วยตนเอง


ส่วนมิติที่สองที่เป็นมิติของแก่นแท้นั้น

เป็นมิติของจิตวิญญาณผู้ที่ขันอาสามาเกิด

โดยข้ามมิติเข้ามาทำหน้าที่กันอยู่ในเอกภพ

ซึ่งมาจากแดนสุญตาคือพระนิเวศน์ของพระเจ้า

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ประจำอยู่ในระบบโลก

หน้าที่หลักของจิตวิญญาณของท่านก็คือ


1.ต้องทำหน้าที่ประจำโลกนาน 6 หมื่นปี

โดยไม่มีหน้าที่จะต้องตายคือไม่มีภพชาติหน้า

มีเพียงแค่ชาติแรกชาติเดียวเท่านั้น


2.จิตวิญญาณอาสามาเกิดเป็น “คนสองมิติ”

เพื่อใช้จิตหยาบที่ตนได้แบ่งภาคออกมาแล้ว

ทำให้จิตหยาบกับจิตวิญญาณของตนเองนั้น

สั่นสะเทือนจนเป็นหนึ่งเดียวกันให้สำเร็จให้ได้

จึงจะเปลี่ยนจากคนไปเรียกตนเองว่ามนุษย์ได้


โดยกลุ่มพลังงานของจิตหยาบนั้น

จะตั้งต้นที่ศูนย์มิติเมื่อแรกปฏิสนธิที่ในครรภ์

จนทารกมีอายุครบ 9 เดือนขณะที่อยู่ในครรภ์

ซึ่งกลุ่มจิตหยาบนั้นจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน

จนมี 3 มิติ หรือ 3D คือมี 3 เหลี่ยมมุมได้แล้ว

จึงจะคลอดออกมาจากครรภ์มารดาได้


จิตหยาบของผู้ที่มาเกิดใหม่นั้น

จะต้องยกระดับแรงสั่นสะเทือนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยกระบวนการสั่นสะเทือนขันธ์ 5 ในตนเอง

โดยใช้ความรักบริสุทธิ์คือรักเพื่อให้เท่านั้น

มันคือการหมุนธรรมจักรในตนเองให้สำเร็จ

ทั้งต้องพร้อมหมุนกับคนรอบข้างได้ด้วย


หากปฏิบัติตนเช่นว่านี้ได้ตลอดแล้ว

จิตหยาบของท่านจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน

จนเข้าถึงความสมดุลกันกับจิตวิญญาณได้

โดยจิตหยาบจะมี 6 เหลี่ยมมุมเท่ากันพอดี

เมื่อจิตหยาบสั่นสะเทือนด้วยเรื่องใดสิ่งใด

จิตวิญญาณก็จะสั่นสะเทือนตามไปด้วยเสมอ

เพราะเป็นการสั่นสะเทือนด้วย “ธรรมจักร”


แต่ถ้าเมื่อใดสิ่งใดที่จิตหยาบสั่นสะเทือน

แล้วจิตวิญญาณไม่สามารถสั่นสะเทือนตามได้

แสดงว่าจิตหยาบท่านกำลังหมุนกรรมจักรแทน

แม้จิตวิญญาณไม่อาจสั่นสะเทือนร่วมด้วยได้

แต่จะต้องรับผิดชอบในผลกรรมนั้นๆที่เกิดขึ้น


3.ถ้าจิตหยาบหรือจิตสามนึกของมนุษย์

จะหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้คือรักบริสุทธิ์ได้

หน้าที่สำคัญของจิตหยาบของคนผู้นั้นก็คือ

จักต้องนิพพานกิเลสในจิตหยาบให้หมดสิ้น


เพราะกิเลสตัณหาในจิตหยาบคืออุปสรรคใหญ่

ที่ทำให้จิตหยาบเข้าถึงการรักเพื่อให้กันไม่ได้

มนุษย์จึงต้องดับการเกิดๆดับๆของมันให้สิ้น

หมายถึงทุกท่านจะต้องนิพพานกิเลสนั่นแหละ


ตลอดเวลาที่ท่านใช้ชีวิตเป็นสัตว์สังคม

จักต้องเรียนรู้ให้ได้ว่าตัวท่านเองนั้น

จะไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าภายนอกภายใน

ที่ส่งผ่านเข้ามากระทบตาหูจมูกลิ้นผิวกาย

ทำให้จิตหยาบท่านสั่นไหวในเวทนาขันธ์ได้

หรือจิตหยาบของท่านที่เป็นอายตนะภายใน

จะไม่สั่นไหวไปก้าวก่ายล่วงเกินใครๆเขาเข้า

จนทำให้ตนเกิดอาการจิตตกคือเสียสมดุล

ไปจากความสงบตามปกติเป็นเด็ดขาด


ดังนั้น

ถ้าตัวท่านจะต้องเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้

ท่านจักต้องมีพลังอำนาจสูงสุดด้านจิตปัญญา

โดยอำนาจสูงสุดด้านจิตปัญญาก็คือ

ท่านจะต้องเข้าถึงอำนาจแห่งรักเพื่อให้กันได้

เช่น อดทน อดกลั้น ให้อภัยทุกคนได้เสมอ

มีจิตใจเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

กับทำบุญสร้างกุศลได้โดยไม่ขอสิ่งตอบแทน


นอกจากนั้นอำนาจสูงสุดทางปัญญา

คือท่านจะต้องรักคนที่ทำตนไม่น่ารักให้ได้

ด้วยการใช้เหตุผลจากปัญญาของสมอง

จักต้องมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นและทุกสิ่ง

โดยมองโลกด้วยปัญญาของสมองซีกขวาได้

กับใช้อายตนะและอวัยวะให้ได้ใช้ให้ถูกต้อง

ด้วยการสำรวมระวังและใช้มันอย่างมีมหาสติ


ถ้าท่านจะเข้าถึงอำนาจสูงสุดเหล่านี้ได้

ท่านต้องกระทำและหาทำที่ตัวท่านเองเท่านั้น

จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตรงจริง

ซึ่งเป็นการปฏิบัติทำด้วยการบวชที่จิตใจท่าน

ไม่ใช่การบวชกันแต่ที่ร่างกายภายนอกเท่านั้น


การเข้าถึงอำนาจในตนเองเหล่านี้ได้

มันไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากอะไรเลย

เพราะกลไกแห่งอำนาจทั้งจิตปัญญาอวัยวะ

ตัวท่านเองทุกคนล้วนมีให้ใช้พร้อมอยู่แล้ว

เพียงแต่ท่านต้องฝึกตนให้พร้อมใช้มันเท่านั้น


เมื่อท่านเข้าถึงอำนาจสูงสุดในตนเองได้

จะได้ไม่ต้องไปแย่งชิงอำนาจมาจากคนอื่นๆ

ให้ก่อเกิดเวรกรรมทำผิดบาปกับใครต่อใครอีก

เมื่อนรกไม่ถามหาสวรรค์มายาก็ไม่มีแล้ว

ถึงกาลสิ้นยุคที่โลกมืดนาน 8 ราตรี (56 วัน)

จิตวิญญาณของท่านจะหลุดพ้นนิพพานได้

โดยวิธี “หลับเป็นตาย” อย่างแน่นอน


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

8/09/2569

การอยู่เหนือดีเหนือชั่วคืออย่างไร?

#การอยู่เหนือดีเหนือชั่วคืออย่างไร?


ไม่ว่าท่านจะยอมรับนับถือศรัทธาศาสนาอะไร

จิตวิญญาณท่านก็เป็นผู้อาสามาเกิดเป็นมนุษย์


พระเยซูคริสต์ทรงสอนให้พวกท่าน #รักกัน

พระพุทธเจ้าสอนให้ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

จิตจักรวาลสอนให้ท่านร่วมกันหมุนธรรมจักร

ด้วยการรักเพื่อให้มิใช่รักเพื่อเอาหรือให้แล้วขอ


ไม่ว่าท่านจะเป็นชนชาติใดเผ่าใดภาษาใด 

จิตวิญญาณของท่านก็มาเกิดเป็นคนสองมิติ

โดยมีอนิจจังทุกขังอนัตตาเป็นโครงสร้างหลัก

เพื่อสั่นสะเทือนขันธ์ห้าหมุนธรรมจักรของตน

ร่วมกันกับคนรอบข้างด้วย “ความรักเพื่อให้”

เพื่อแสดงออกหรือกระทำเงื่อนไขบวกต่อผู้อื่น

โดยคนตนเองและผู้อื่นให้เป็นมนุษย์ให้ได้

ภายในภพชาติเดียวที่ได้รับโอกาสให้มาเกิด


เนื่องจากจิตวิญญาณของท่านทุกรูปธรรม

ต่างล้วนขันอาสาขอมาเกิดเป็นมนุษย์โลก

แต่แรกเกิดนั้นพวกท่านยังเป็นคนสองมิติกันอยู่

หน้าที่ของท่านจักต้องคนทั้งสองมิติให้เข้ากัน

เพื่อทำให้จิตหยาบเมื่อสั่นสะเทือนขึ้นเมื่อไหร่

จิตวิญญาณแก่นแท้จักต้องสั่นตามได้ด้วย


แปลว่าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านเองนั้น

จะต้องหมั่นหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้เอาไว้

เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้นไว้เรื่อย ๆ

ซึ่งเป็นการทำให้จิตหยาบสมดุลขึ้นจนมี 6 มิติ

คือเป็นกล่องพลังงานรูปดาว 6 แฉกให้จงได้

เพราะจิตวิญญาณท่านก็เป็นรูปดาวหกแฉกด้วย

หากทำได้สำเร็จท่านก็เป็นมนุษย์เรียบร้อยแล้ว


แต่ในอดีตกาลที่ผ่านมา

พวกท่านทั้งหลายล้วนติดอยู่ในสังสารวัฏ

เพราะนิพพานโลภ โกรธ หลง กันไม่ได้

ตายแล้วจิตวิญญาณลอยไปสู่สวรรค์มายาก็มี

แล้วเข้าใจผิดหลงคิดว่าอยู่ที่นั่นนิพพานแล้ว

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธหรือทัดทานว่า

แม้ว่าจะไม่กลับลงมาเกิดอีกคือหายตัวไปดื้อๆ

ใครเชื่อเช่นนั้นก็หลงทางนิพพานไปแล้วล่ะ


เพราะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น

ท่านจะหมุนธรรมจักรในตนเองร่วมกับผู้อื่นได้

จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของท่านจะต้องใสสวย

คำว่า “ใสสวย” แปลว่าจิตต้องว่างจากกิเลส

โดยทำง่ายๆเพียงแค่ดับการเกิดดับของกิเลส

ถ้ากิเลสดับตัณหาราคะอารมณ์ขยะก็จะดับตาม


วิธีการดับที่ถูกต้องตรงจริงนั้น

คือการต้องเปิดอายตนะทั้งห้าเอาไว้ให้กว้าง

มิใช่ปฏิบัติธรรมโดยแกล้งทำเป็นอายตนะบอด

แถมแอบย่องเข้าป่าโดยอ้างว่าไปปลีกวิเวก

ซึ่งการปฏิบัตินั้นขัดต่อธรรมชาติอย่างร้ายแรง

เมื่อรู้แล้วก็จงอย่าหาทำแบบนั้นกันต่อไปเลย

เพราะว่ามันไม่มีทางนิพพานกิเลสได้หรอก


วิธีนิพพานกิเลสที่ถูกต้องตรงจริงก็คือ

ใช้มหาสติที่เป็นธรรมชาติสมาธิครองจิตไว้

เพื่อให้มันสงบสำรวมอยู่ตลอดเวลาในยามตื่น

ทำให้ตนเองพร้อมที่จะรับรู้ทุกสิ่งอย่างได้

โดยรับรู้เพียงเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็พอ

สำคัญคือท่านจงอย่านำสิ่งที่รู้นั้นไปปรุงแต่งต่อ


ตัวชี้วัดว่ารับรู้แล้วท่านรับเอามาปรุงแต่งต่อก็คือ

เมื่อสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดแล้วมี “ตัวรู้สึก” เกิดขึ้น

นั่นคือรู้สึกชอบหรือไม่ชอบสิ่งนั้นขึ้นมาแล้ว

แสดงว่าจิตหยาบรับรู้แล้วรับเอาจนจิตตกแล้ว

ท่านจะต้องรีบตัดจบด้วยตัวท่านเองในบัดนั้น

เพื่อไม่ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนยับยั้งไม่ได้

เพราะปัญหาของมนุษย์ที่จะตามมาก็คือ

กิเลสนั้นจะนำไปสู่ตัณหาราคะอารมณ์ขยะต่อ

จิตหยาบจะสกปรกรกรุงรังไปด้วยขยะได้อีก

จะทำให้ท่านหมุนธรรมจักรกันไม่ได้ชั่วชีวิตเลย

หมุนได้แต่กรรมจักรจนเกิดมีสังสารวัฏเท่านั้น


พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

จึงทรงยินยอมให้โลกนี้มีทั้งคนดีที่ประพฤติดี

รวมทั้งให้โลกนี้มีคนชั่วอยู่รอบๆตัวท่านด้วย

นอกจากจะเพื่อให้มนุษย์รู้ดีรู้ชั่วกันได้แล้ว

ยังใช้เป็นเงื่อนไขทดสอบจิตสามนึกด้านบวก

ให้พวกท่านแต่ละคนเข้าถึงกันให้ได้ด้วย


จงจำเอาไว้ว่าคนที่ทำดีต่อตัวท่านนั้น

เขากำลังยื่นบททดสอบจิตสามนึกด้านบวกให้

ปกติแล้วพวกท่านจะสอบผ่านบททดสอบนี้ได้

แต่ปัญหาของมนุษย์อย่างพวกท่านส่วนใหญ่

จะสอบตกกันระนาวกราวรูดเมื่อถูกทดสอบ

ไม่ว่าผู้ที่ยื่นบททดสอบนั้นให้จะเป็นคนที่ตนรัก

สถานการณ์ “เละตุ้มเป๊ะ” จะเกิดขึ้นเมื่อนั้น


เงื่อนไขบททดสอบที่ตรงข้ามกับบวก

ก็คือเงื่อนไขด้านลบที่พวกท่านยื่นให้กันไงล่ะ

เจอข้อสอบแบบนี้ทีไรเป็นได้เละตุ้มเป๊ะทุกที

จงอย่าสอบตกกันต่อไปอีกเด็ดขาดเลยนะ

เพราะสอบตกเมื่อไหร่ท่านจะเป็นมนุษย์ไม่ได้

ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏนี่แหละ


ที่ผ่านมาเมื่อท่านตายแล้วยังต้องตกนรก

ตกนรกแล้วยังต้องย้อนกลับมาเกิดบนโลกอีก

ถ้าท่านไม่หลงทางนิพพานแบบตาลยอดด้วน

จนลอยไปเกิดเป็นเทพเทวดาหาสวรรค์วิมาน

ด้วยเชื่อว่าสวรรค์มายาคือแดนนิพพานไปก่อน


จงจำเอาไว้เสมอว่า

พวกท่านไม่มีหน้าที่พิพากษาใครว่า

ใครเป็นคนดีหรือใครเป็นคนชั่ว

ทำได้แค่ดูเขาเอาไว้เป็นครูสอนตนเองเท่านั้น

เช่น เห็นเขาทำดีก็ควรจำเอาไปทำตามอย่าง

หากเห็นเขาทำชั่วก็จำไว้ว่าอย่าไปทำตามมัน

แล้วมีสำนึกของคุณขอบใจมันอย่างสุดซึ้ง

ที่มันอุตส่าห์มาเป็นครูสอนศิษย์อย่างท่าน


ศิษย์ที่กตัญญูต่อครูของตนนั้น

ไม่ว่าครูคนนั้นจะสอนเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว

เขาก็เป็นครูผู้มีพระคุณของท่านเช่นเดียวกัน

จงอย่าเลือกรักครูที่สอนแต่เรื่องดีๆอีกเลย

ครูที่สอนเรื่องชั่วๆต่อตัวท่านน่ะสำคัญกว่า

เพราะว่าทั่วโลกนี้หาครูชั่วๆได้ยากแท้นะ 


ใครคิดได้แบบนี้...

ก็อยู่เหนือดีเหนือชั่วได้แล้วล่ะ


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

11/09/2569

มนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์ได้อย่างไร?


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


#มนุษย์ถูกหลอกให้กลัวทุกข์ได้อย่างไร?


เมื่อพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว

คนนำทางตาบอดซึ่งถูกจิตวิญญาณผีโสโครก

คัดสรรให้ทำหน้าที่เป็นกรรมกรแสงของมาร

ให้ทำการบิดเบือนพระสัจธรรมของพระศาสดา

ที่เป็นปัญหาใหญ่มากอีกเรื่องหนึ่งที่มนุษย์ไม่รู้


เรื่องนี้ผีโสโครกบังอาจเอาพระพุทธเจ้ามาอ้าง

ต่างจากเรื่องธรรมจักรที่บิดไปเป็น #อริยะสัจสี่

ซึ่งเราได้เปิดเผยไว้ในพระโอวาทตอนที่ผ่านมา

เพราะกลัวว่าพวกท่านจะไม่เชื่อตามกันง่ายๆ

จึงยกเอาข้อสัจธรรมของพระองค์บางบทมาอ้าง

เพื่อให้คำลวงของตนน่าเชื่อโดยไม่ต้องฉุกคิด

เพราะญาติธรรมเชื่อมั่นในพระพุทธองค์อยู่แล้ว

แค่บอกว่าพระองค์ตรัสก็จะเชื่อไปตามนั้นทันที

แม้มนุษย์ไม่ได้ฟังคำสอนจากพระโอษฐ์ก็ตาม


ตัวอย่างเช่นพวกท่านถูกหลอกให้เชื่อว่า

จิตวิญญาณของท่านที่มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น

ทุกรูปธรรมที่มาเกิดเต็มไปด้วยความทุกข์

คล้ายกับจะบอกเป็นนัยๆว่าไม่น่ามาเกิดเลย

ผีโสโครกที่อยู่เบื้องหลังคนนำทางตาบอด

พยายามหลอกลวงพวกท่านให้ “ป่วยทางจิต”


คือสอนให้ #กลัวความทุกข์ อย่างไร้สติ

ทั้งที่ตัวทุกข์ตัวสุขนั้นมันเป็นแค่เพียงสิ่งสมมุติ

แท้แล้วทุกข์หรือสุขนี้ไม่ได้มีอัตตาตัวตนเลย

ที่มีอัตตาตัวตนขึ้นมาได้เพราะจิตมีการยึดติด

การยึดติดคือการที่จิต “กลัวทุกข์และอยากสุข”

ยิ่งกลัวมากอยากมากทุกข์สุขก็จะตัวใหญ่ขึ้น


เพราะสัจธรรมความจริงมันเป็นเช่นนี้เอง

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนมนุษย์ให้ละวางอัตตา

เพื่อให้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ของพวกท่าน

ไม่ให้หลงยึดติดในทุกข์สุขที่ไม่มีอัตตาแท้จริง

ซึ่งจิตหยาบของท่านนั้นมันปรุงแต่งขึ้นมาเอง

ด้วยอำนาจของตัณหาคือความอยากไม่อยาก

โดยจิตจะสร้างตัวตนที่เป็นมายาขึ้นเพื่อยึดไว้

เพื่อหลอกให้ท่านกลัวทุกข์อยากสุขนั่นแหละ


แต่ว่านั่นมันยังไม่สำคัญเท่ากับ

การหยิบเอาเรื่อง #กฎแห่งไตรลักษณ์ 

ที่ว่าด้วย #อนิจจัง #ทุกขัง #อนัตตา 

มาใช้อ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เห็นทุกข์

เพื่อที่จะยืนยันการบิดเบือนของมารเองว่า

เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นมันเต็มไปด้วยทุกข์จริงๆ

คนที่ไม่เข้าใจก็เลยเชื่อตามคนนำทางตาบอด

ซึ่งเป็นกรรมกรแสงผู้ชราของผีโสโครกไป


ถ้าพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย

ใช้สติปัญญาเบื้องต้นฉุกคิดสักนิดก็น่าจะรู้ว่า

ท่านควรเข้าใจ “ไตรลักษณ์” นี้ให้ดีเสียก่อนว่า

พระองค์ทรงหมายความว่าอะไรอย่างไร

ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามในความรู้นั้น

เราเชื่อว่าถ้าพวกท่านเข้าใจความหมายดีพอ

แทนที่มนุษย์จะกลัวความทุกข์เหมือนที่ผ่านมา

ท่านน่าจะสะกดคำว่า “ทุกข์” ไม่เป็นกันไปเลย


เพราะแท้จริงแล้วกฎแห่งไตรลักษณ์นี้

เป็นคำอธิบายถึงลักษณะของ #คนสองมิติ

จากประโยคที่ว่า “ไตรลักษณ์”

นั่นคือกายกรรมและวจีกรรมของมนุษย์นั้น

มันจะสั่นสะเทือนไปตามจริตหรืออาการของจิต

อาการของจิตที่เกิดขึ้นก่อนก็คือ “มโนกรรม”

เมื่อมนุษย์คนนั้นเกิดมโนกรรมขึ้นมาก่อนแล้ว

ก็จะแสดงออกมาทางกายสังขารหรือเป็นคำพูด

ถ้าเก็บปากหรือเงียบปากไม่ไหวก็จะพูดออกมา

ถ้าอดทนอดกลั้นไม่ได้ก็จะแสดงออกมาให้เห็น


มนุษย์แต่ละคนจึงมีภาษาที่ใช้ 3 ภาษา คือ

1.ภาษาจิตหรือมโนกรรม

2.ภาษาวาจาหรือภาษาพูดคือวจีกรรม

3.ภาษากิริยาท่าทางคือกายกรรม


ท่านจะเห็นได้ว่า...

ข้อแรกนั้นจะเป็นบ่อเกิดพฤติกรรมบ่อแรก

เมื่อจิตเริ่มต้นสั่นสะเทือนเป็นมโนกรรมแล้ว

พฤติกรรมในข้อที่สองและสามก็จะตามมา


พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า

พฤติกรรมภายนอกของมนุษย์แต่ละคน

ทั้งวจีกรรมและหรือกายกรรมทั้งหลายนั้น

จะมีการแสดงออกหรือกระทำตลอดเวลา

ซึ่งจะมีทั้งพฤติกรรมใหม่และพฤติกรรมซ้ำ

ขึ้นกับเงื่อนไขของสภาวะจิตในปัจจุบันขณะ

หรืออาจจะขึ้นกับ #สันดานขันธ์ ของคนนั้น

ที่มันฝังแฝงอยู่ใน #สัญญาขันธ์ นั่นแหละ


ดังนั้น

เรื่องกฎแห่งไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้า

จึงเกี่ยวกับโครงสร้างแห่งการเป็นคนสองมิติ

ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเป็นเช่นว่านี้ทั้งสิ้น


พระพุทธเจ้าทรงพิจารณามนุษย์จากภายนอก

จนเห็นชัดเจนว่าหลายคนจะทำตนคุ้มดีคุ้มร้าย

ซึ่งล้วนเป็นไปตามอารมณ์รู้สึกนึกคิดของจิต

ทำให้ทรงมองว่าใดๆในโลกล้วน #อนิจจัง

หมายถึงทุกคนและทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงเสมอ

โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเริ่มต้นจากภายใน


เมื่อจิตหยาบหรือจิตปัจจุบันซึ่งเป็นแก่นแท้นั้น

สั่นสะเทือนขึ้นเมื่อไหร่กายสังขารก็จะสั่นตาม

กายสังขารหมายถึงวจีกรรมและกายกรรมไงล่ะ

โดยที่จิตหยาบจะใช้สมองเป็นเครื่องมือสั่งการ

ให้ปากคอลิ้นพูดไปตามการคิดนึกดังกล่าวนั้น

หรือสั่งให้แสดงเป็นภาษากายกับภาษาท่าทาง

ถ้ากลไกอวัยวะใดทนแรงสั่งจากสมองไม่ได้

มนุษย์ก็จะแสดงอาการนั้นออกมาให้เห็นเสมอ


ปรากฏการณ์ในการเกิดพฤติกรรมเช่นนี้

พระพุทธเจ้าทรงหมายถึง #การเกิดทุกขัง

แปลว่าเมื่อจิตหยาบสั่นสะเทือนเพื่อสั่งการแล้ว

มนุษย์จะเกิดอาการทนได้ยากหรือทนไม่ได้

จักแสดงออกหรือกระทำไปตามที่จิตสั่งทันที


ทุกกิริยาอาการที่เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ

ที่สังเกตได้จากอาการภายนอกของมนุษย์

พระพุทธองค์จึงทรงสรุปสั้นๆว่า “อนิจจัง”

โดยพฤติกรรมมนุษย์ที่เป็นอนิจจังที่ว่านี้นั้น

เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เรื่อยไปไม่เที่ยงแท้

เป็นเพราะว่ากลไกอวัยวะนั้นทนจิตสั่งไม่ไหว

พระพุทธองค์จึงทรงสรุปสั้นๆว่าเกิด “ทุกขัง”


ขั้นตอนสำคัญก็คือ

ต้นเหตุแห่งการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์

ที่ทำให้เกิด “อนิจจัง” และ “ทุกขัง” 

ก็คือจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ที่เร้นอยู่ข้างใน

เมื่อตนเองเกิดอาการอย่างไรแบบไหนก็ตาม

จะแสดงออกหรือกระทำให้เห็นแบบนั้นเสมอ

ซึ่งมันจะมีการเปลี่ยนแปลงของมันไปเรื่อย ๆ

พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า #อนัตตา นั่นเอง


ท่านลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้างต้นอีกครั้ง

จะเข้าใจความหมายกฎแห่งไตรลักษณ์มากขึ้น

มันไม่ได้มีอะไรที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำไว้เลยว่า

เกิดมาเป็นมนุษย์โลกนี้แล้วเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงคนทั้งโลกโดยแท้

ใครยังเชื่อตามคนนำทางตาบอดสอนเช่นนี้อยู่

เมื่อได้รู้ความจริงจากเราแล้วก็จะเสียชาติเกิด

ไม่สมกับที่ตัวท่านปวารณาตนเป็นพุทธะเลย


(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

11/09/2569

อ่านตอนนี้จบแล้วก็ต่อแถวนิพพานได้


 

#อ่านตอนนี้จบแล้วก็ต่อแถวนิพพานได้

*************************************

ตามมรรควิถี “จิตจักรวาล”

ถ้าท่านต้องการจะดับการเกิดดับของกิเลส

ภายในจิตหยาบให้หมดได้อย่างสิ้นเชิงนั้น

ท่านทั้งหลายสามารถจะทำได้ตลอดเวลา

โดยไม่จำเป็นต้องเข้าป่าเข้าถ้ำเข้าห้องพระ

เพื่อการปลีกวิเวกอยู่คนเดียวเลยก็ได้


นอกจากนั้นท่านยังไม่ต้องเสียเวลาเสแสร้ง

แกล้งทำตนเป็นคนหูหนวกตาบอดและเป็นใบ้

ไม่ต้องคอยนั่งเพ่งดูอาการของจิตตนเอง

เพื่อจะคอยกดข่มมันให้นิ่งสงบอีกต่างหากด้วย

ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ผิดหลักธรรมชาติอย่างยิ่ง

เพราะจิตหยาบมนุษย์นั้นมันซนเหมือนดั่งลิง

จะบังคับจิตหยาบของท่านให้มันหยุดอยู่นิ่งๆ

ก็มีแต่จะทำให้ลิงตัวนั้น “ตกต้นไม้” ไปเลย


ถ้าไม่ให้ลิงตัวนั้นมันพลัดตกจากต้นไม้

ก็ต้องหากิ่งไม้ให้มันยึดจับหรือยึดเกาะเอาไว้

พระพุทธองค์ทรงรู้นิสัยลิงหรือจริตของมนุษย์

จึงทรงเลือกใช้วิธีที่เรียกว่า #อานาปานสติ

เพื่อฝึกจิตให้หยุดอยู่กับปัจจุบันเอาไว้ให้ได้

ทำให้จิตนั้นพร้อมที่จะใช้งานในการคิดเสมอ


เนื่องจากจิตหยาบของมนุษย์ทุกคน

ที่ประกอบด้วยจิตซึ่งมีทั้งหมด 189 กลุ่มนั้น

หนึ่งในนั้นพระผู้สร้างทรงเรียกว่า #จิตสามนึก

จิตสามนึกก็คือ #นึกออก #นึกเอา #นึกเอง

ซึ่งมันจะนึกนั่นนึกโน่นและนึกนี่วนไปเรื่อย ๆ

นึกได้ตั้งแต่ปัจจุบันยันถึงอดีตไปจนถึงอนาคต

ธรรมชาติของจิตสามนึกจึงไม่อาจหยุดนิ่งได้

ถ้าหยุดนึกเมื่อไหร่แสดงว่ามนุษย์นั้นตายแล้ว


การปฏิบัติสมถะกรรมฐานของพระพุทธเจ้า

ที่ทรงเลือกทำ “อานาปานสติ” อยู่กับปัจจุบัน

ก็เพื่อจะได้ไม่ฝืนธรรมชาติมากจนเกินไปนัก

ถ้าสามารถฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะได้แล้ว

ยังจะกำหนดนึกด้วยจิตเพื่อคิดต่อด้วยสมอง

ในการสร้างกระบวนการคิดด้วย “จิตสามนึก”

ให้พร้อมที่จะดำเนินการต่อไปได้อีกด้วย


แต่มรรควิถีจิตจักรวาลนี้เป็น “วิถีฆราวาส”

ซึ่งได้เปรียบวิธีการของพระหรือนักบวชอยู่

ตรงที่ยังใช้ชีวิตตามธรรมชาติอยู่กันในสังคม

ต้องเปิดอายตนะไว้เพื่อเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ถ้าอายตนะทั้งห้ามืดบอดเหมือนคนพิการแล้ว

ก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอย่างไรอยู่อย่างไรด้วย


สิ่งที่พวกท่านจะทำได้ง่ายๆก็คือ

เปิดประตูทั้งห้าบานคือตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส

ที่พ่อแม่ของท่านให้มาครบถ้วนแต่กำเนิดแล้ว

ให้พร้อมที่จะทำงานร่วมกับ “จิตสามนึก” เอาไว้

นั่นคือเมื่อท่านสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดก็ตามแต่

ต้องจำเอาไว้ว่า #ท่านจะทำได้แค่การนึกเท่านั้น

ตัวอย่างวัตถุประสงค์ในการนึกก็คือ


#นึกออก 

เพื่อนึกให้ได้ว่ามันคืออะไร

ซึ่งเป็นการนึกย้อนอดีตเพื่อค้นหาความรู้เก่า

เพื่อค้นหาประสบการณ์เก่าที่ตนอาจเคยมีมา


#นึกเอา 

เพื่อนึกเชื่อมโยงปัจจุบันกับอนาคต

เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่ตนสัมผัสรู้ได้อยู่นั้นมันคืออะไร

จะมีคุณมีโทษต่อตนเองหรือใครอื่นอย่างไร


#นึกเอง  

เพื่อเรียนรู้ความคิดต้องการของคนรอบข้าง

จะได้วางตนได้อย่างถูกทำนองคลองธรรม

โดยไม่ไปก่อกรรมหรือเกี่ยวกรรมกับใครๆ

อีกทั้งยังสามารถสนองความต้องการของผู้อื่น

ทำให้ท่านเป็นบุคคลที่น่ารักน่าคบหาได้ด้วย


โดยท่านสามารถที่จะปฏิบัติตามที่ว่านี้ได้

ก็ต่อเมื่อตัวท่านนั้นมี #ธรรมชาติสมาธิ

ที่เราเรียกว่า #มหาสติ ให้ได้นั่นแหละ

ซึ่งธรรมชาติสมาธินี้ดีกว่าเทคนิคสมาธิมาก

แถมยังเหมาะกับฆราวาสอีกต่างหากด้วย


คำว่า “มหาสติ” 

ประกอบด้วยองค์สามแห่งสติดังนี้ คือ


1.#ต้องรู้สติ คือ


จะต้องรู้ว่า…

ปัจจุบันขณะนั้นตนกำลังทำอะไรอยู่

เมื่อสักครู่หรืออดีตนั้นตนเพิ่งทำอะไรมา

อนาคตข้างหน้าถ้าทำสิ่งนี้แบบนี้ไปแล้ว

มันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง


2.#ต้องมีสติ คือ 


ต้องนึกให้ดีก่อนที่จะคิด

ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะพูด

ต้องคิดให้รอบครอบก่อนที่จะทำ

ต้องทำแบบนี้ขณะที่รู้สติอยู่ตลอดเวลา


3.#ต้องใช้สติ คือ


ต้องรักให้ได้แม้เขาคนนั้นจะทำตนไม่น่ารัก

ต้องให้อภัยให้เป็นแม้เขาจะทำตัวไม่น่าอภัย

ต้องใช้สติปัญญาหาเหตุผลที่จะรักเขาให้ได้

ต้องใช้ปัญญาหาเหตุผลที่จะอภัยเขาให้เป็น


มหาสติอันประกอบด้วยองค์สามนี้

เป็นโครงสร้างหลักของจิตปัญญาที่สามารถ

ป้องกันกิเลสเดิมมิให้ผุดโผล่ออกมาในจิตได้

นี่เป็นหนทางป้องกันการรั่วไหลของกิเลสมาร

ที่พวกท่านจักต้องเจริญมันเอาไว้ให้ดี


ส่วนกิเลสมารตัวใหม่นั้น

จะสามารถป้องกันไม่ให้มันก่อกำเนิดขึ้นมาได้

ด้วยวิธีการ #คอยดับไฟเสียแต่ต้นลม นั่นเอง


ท่านต้องรู้ว่ากระบวนการทางจิต

เมื่อสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้าทั้งหลายเมื่อไหร่

จิตหยาบของท่านจะเกิด “ขันธ์ห้า” ขึ้นมาทันที

ลำดับขั้นตอนปกติของขันธ์ห้าจะมีดังนี้ คือ


1.จิตจะเกิดการรับรู้รูป

รับรู้ได้ทั้งนามรูปที่ไม่มีรูปธรรม

และรับรู้ได้ในสิ่งที่มีรูปธรรม


2.จิตจะเกิดเวทนา

เมื่อรับรู้สิ่งนั้นๆในขั้นที่หนึ่งได้

จนเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรอย่างไรแล้ว

จิตจะปรุงแต่งต่อจนเกิดเวทนาขึ้น


คำว่า “เวทนา” หมายถึง #ความรู้สึก

ซึ่งมีอยู่สองทางเลือก คือ ชอบ กับ ไม่ชอบ

ถ้าจิตนั้นเกิดเวทนาขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตาม

แสดงว่าจิตนั้นมันได้เกิด #กิเลส ขึ้นมาแล้ว

จิตก็จะปรุงแต่งต่อไปเป็นความอยากในทันที

มนุษย์จะไม่อาจหยุดยั้งหรือสกัดกั้นมันได้เลย

ซึ่งความอยากไม่อยากนี้ก็คือ #ตัณหา นั่นเอง


3.จิตจะเกิดสัญญา

เมื่อผ่านขั้นตอนแรกกับสองมาแล้ว

ถ้าเป็นความรู้ใหม่สิ่งใหม่ที่เพิ่งเรียนรู้ครั้งแรก

จิตก็จะทำการบันทึกเป็นข้อมูลไว้หรือจำไว้


ถ้าสิ่งนั้นเป็นอารมณ์รู้สึกคือกิเลสตัณหา

จิตก็จะหมายรู้คือจะบันทึกมันเอาไว้เช่นกัน

#พญายมราช ในนรกเรียกว่า “สันดานขันธ์”

ซึ่งจิตวิญญาณของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ตกนรก

ก็เพราะใช้สันดานขันธ์ก่อกรรมทำบาปในชีวิต

จนเป็นอาจิณหรือเคยตัวกันนั่นแหละท่าน


4.จิตจะเกิดสังขาร

คำว่าสังขารนั้นในที่นี้หมายถึง “อารมณ์”

ถ้าจิตเกิดกิเลสตัณหาเกาะกุมจิตอยู่แล้ว

เมื่อใดที่จิตถูกยั่วยุก่อกวนจิตที่ใสจะขุ่นทันที

เมื่อใดที่จิตถูกเย้ายวนจิตนั้นก็จะเกิดโมหะ

คือลุ่มหลงงมงายไปตามแรงกระตุ้นเช่นกัน


อาการเช่นนี้เรียกว่า “จิตตก” ฉับพลัน

จิตตกคือจิตที่เสียสมดุลไปจากปกติ

จนสามารถก่อกรรมทำเข็ญชั่วร้ายได้ง่ายมาก


5.จิตจะเกิดวิญญาณ

เพราะกายสังขารของมนุษย์นั้น

เป็นรูปธรรมที่ประกอบด้วยกลไกสองมิติ

นอกจากกายหยาบแล้วยังมีกลไกทางไฟฟ้า

ที่เป็นต่อมไร้ท่อต่างๆติดตั้งอยู่ด้วย


ในขั้นตอนนี้

ขันธ์ห้าของท่านจะผลิตวิญญาณคือพลังงาน

แล้วเหวี่ยงออกมาภายนอกร่างกาย

เพื่อใช้พลังงานสะอาดนั้นค้ำจุนสมดุลโลก

ถ้าเป็นพลังงานที่ผลิตด้วยกิเลสตัณหา

เหวี่ยงออกมาก็จะกลายเป็นขยะสกปรกรกโลก

เพราะโลกไม่ต้องการใช้มันนั่นเอง


เพราะเอกภพของพระเจ้านั้น

มี 6 ระบบกาแล็กซี่และมี 7 สุริยะจักรวาล

ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

จึงทรงติดตั้งศูนย์รวมพลังงานหรือจักระเอาไว้

รวมทั้งสิ้นจากล่างขึ้นบนเป็น 7 จักระด้วยกัน

เพื่อให้จักรวาลภายในกายสังขารมนุษย์

เชื่อมสัมพันธ์กันไว้กับจักรวาลที่อยู่ภายนอก


กลับมาพิจารณากันที่กระบวนการขันธ์ห้า

ถ้าท่านต้องการนิพพานกิเลสให้หมดสิ้นแล้ว

มีหนทางเดียวที่ท่านจะต้องปฏิบัติทำกันก็คือ

การระงับยับยั้งไว้ไม่ให้มันเกิด


นั่นคือ...

เมื่อรับรู้รูปนามในขั้นตอนแรกเมื่อไหร่

อย่ารับเอาสิ่งที่รับรู้จนเรียนรู้ว่าคืออะไรแล้ว

โดยนำมันมาปรุงแต่งต่อในขั้นเวทนาขันธ์

เดี๋ยวมันจะเกิดเป็นความรู้สึกชอบไม่ชอบขึ้น

เมื่อเกิดแล้วจิตจะหยุดไม่ได้มันก็จะปรุงต่อ

จนเกิดเป็นความอยากไม่อยากขึ้นมาอีก

ท้ายที่สุดก็จะไปจบลงที่อารมณ์ขยะนั่นเอง


เมื่อท่านใช้มหาสติสกัดกั้นสันดานขันธ์

สกัดไว้เสียจนอยู่หมัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถ้าท่านฉลาดรับรู้แล้วไม่รับเอาแบบนี้ได้

ชาตินี้ท่านก็จะสามารถนิพพานกิเลสในจิตได้

จิตวิญญาณจะหลุดพ้นนิพพานได้เมื่อนั้น


ท่านทั้งหลายที่เป็นฆราวาสหรือชาวบ้าน

เคยทำนิพพานเรื่องง่ายๆให้เป็นเรื่องยาก

บัดนี้เรานำเอาวิธีการง่ายกว่าเหมาะสมกว่า

มาชี้แนวทางให้ท่านปฏิบัติกันแบบธรรมชาติ

โดยไม่ต้องกล้ำกลืนฝืนปฏิบัติทำกันอีกต่อไป

จงอ่านทบทวนที่เรากล่าวทั้งหมดให้เข้าใจ

แล้วนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังในชีวิตประจำวัน

จะมีอายุขัยยืนยาวและไม่ตายก่อนวัยแน่นอน


ท่านจะหลับเป็นตายอย่างไม่ทุรนทุราย

จนสามารถหลุดพ้นนิพพานกลับแดนสุญตา

ในชาตินี้ได้อย่างราบรื่นและสง่างามยิ่ง


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

4/09/2569


#เปิดค่าการมองเห็น #แชร์ได้

#จิตจักรวาล #นรก #กิเลส #ธรรมชาติ

สวัสดีกันวันศุกร์​ 11/09/2026

สวัสดีกันวันศุกร์

Good Morning Friday


จงรู้เอาไว้ด้วยว่า

คนที่ทำดีกับตัวท่านนั้น

คือผู้มาชวนท่านหมุนธรรมจักร

คนที่มาทำชั่วกับท่าน

เขาก็ชวนท่านหมุนธรรมจักรเช่นกัน


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

มนุษย์เข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าผิด?


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


#มนุษย์เข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าผิด?


เพราะความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตรงจริงว่า

พระพุทธองค์ตรัสรู้สัจธรรมเรื่องอะไรกันแน่

ยังผลให้พี่น้องทั้งหลายที่เป็นคนชอบธรรม

ปฏิบัติทำกันอย่างสะเปะสะปะมาตลอด


เพราะคนนำทางตาบอดชรา

ผู้ขันอาสาสืบทอดบวรพระพุทธศาสนา

ประกาศสัจธรรมสืบทอดกันมาแบบรุ่นต่อรุ่นว่า

เป็นแบบ “ในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง”

ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์จะจับเท็จกันได้ยากมาก


พวกเขาสอนต่อๆกันมาว่า...

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

ประเด็นที่ว่านี้เป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้องตรงจริง

แต่สิ่งที่เป็นความเท็จซึ่งถูกสอดไส้ไว้ก็คือ

ประเด็นที่อธิบายความหลักสัจธรรมบทนี้ว่า

หมายถึง #อริยะสัจสาม กับ #มรรคมีองค์แปด

นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราชี้ว่าเป็นความเท็จ


คนที่ขาดไหวพริบและยึดติดพระศาสดา

จะเชื่อตามคำสอนคำกล่าวที่บิดเบือนนี้ทันที

โดยปากจะบอกว่าพระองค์ตรัสรู้เรื่องธรรมจักร

แล้วเชื่อตามว่า “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” นั้น

หมายถึง #ทุกข์ #สมุทัย #นิโรธ และ #มรรค

โดยมิได้ฉุกคิดว่าถูกต้องตรงจริงหรือไม่


ไม่ต่างจากเห็นเม็ดกลมๆสีลูกกวาด

เมื่อเอาเข้าปากแล้วมีรสชาติหวานบนปลายลิ้น

ก็เลยเชื่อทันทีว่านั่นเป็นลูกกวาดไม่ใช่ยาขม

เหมือนเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่หลอกให้กินยาขม

เด็กน้อยจึงกินยาง่ายเพราะคิดว่าเป็นลูกกวาด

จึงอมๆแล้วกลืนลงคอไปเลยโดยไม่ต้องเคี้ยว

แปลว่าเชื่อตามคำสอนนั้นเลยโดยไม่ได้ขบคิด


เราจะกล่าวความจริงให้รู้ว่า

พระพุทธองค์ทรงเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทรงเป็นเลิศทางจิตปัญญาเหนือมนุษย์ในยุคนั้น

จึงสามารถเป็นผู้นำ #คนสองมิติ ทั้งโลกได้

แต่มนุษย์โลกในยุคนั้นและโลกยุคปัจจุบันนี้

จะเชื่อตามคำสอนที่สืบทอดกันมานานในทันที

โดยไม่คิดพิจารณาให้ดีก่อนที่จะเชื่อตามไม่ได้


ยิ่งคนนำทางตาบอดให้ความจริงนี้ไม่ครบ

คนพุทธส่วนใหญ่จึงง่ายที่จะเชื่อไปตามนั้น

เพราะสัจธรรมความจริงบางส่วนถูกปิดบังเอาไว้

ไม่ได้ถูกนำเอามากล่าวขยายความให้โลกรู้

ซึ่งยากจะสรุปว่าที่พวกเขาไม่ยอมกล่าวถึงกัน

เป็นเพราะว่ามีเจตนาปิดบังหรือหวังบิดเบือน

เป็นเพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจหรือเลอะลืมกันแน่


พวกเขาผู้อาสาทำหน้าที่สืบทอดสัจธรรม 

ซึ่งผ่านมาแล้วนานนับพันปีจนถึงทุกวันนี้นั้น

พระเจ้าทรงพบว่าไม่มีผู้ใด #ฉุกคิด หรือตื่นรู้ว่า

ธรรมจักรกัปวัตนสูตรนั้นแท้แล้วไม่ใช่อริยะสัจสี่


สัจธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาได้นี้

ทรงต้องใช้ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ”

คือทรงใช้จิตวิญญาณแก่นแท้ที่ต่อมพิทูอิทารี

เป็นจุดศูนย์กลางของการสั่นสะเทือน

ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่อาจปฏิบัติได้ในยุคนั้น

พระองค์จึงทรงสามารถสื่อสารกับจิตจักรวาล

จนได้รับคำตอบที่ต้องการหรือตรัสรู้ได้


แต่เรื่อง “อริยะสัจสี่” ที่ถูกเอามาเติมแต่งนั้น

เป็นแค่ความรู้ที่ทรงได้มาจากการคิดวิเคราะห์

ด้วยจิตหยาบกับสติปัญญาของสมองซีกซ้าย

ซึ่งทรงเฉลยเอาไว้ให้ทราบโดยทั่วกันแล้วว่า

ทรงใช้หลักคิดแบบ #อิทัปปัจจยตา นั่นเอง


การคิดแบบอิทัปปัจจยตาที่ว่านี้

เป็นกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วยสมองซีกซ้าย

โดยมีเงื่อนไขก็คือต้องตั้งสติเอาไว้ให้มั่น

ต้องคิดอย่างมีหลักการและมีเหตุผลเท่านั้น

จึงจะสามารถเข้าถึงคำตอบที่ต้องการได้

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือต้องมองโลกตามจริง


การคิดในลักษณะนี้คนทั่วไปใครๆก็คิดเป็น

ทรงใช้จิตหยาบที่ตั้งอยู่ตรง “ต่อมไพเนี่ยล”

เป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการคิดเท่านั้น

พระเจ้าทรงเรียกว่าเป็นการคิดแบบจิตมนุษย์

ซึ่งมนุษย์โลกทั้งหลายใครๆก็คิดได้ทำได้

แต่ที่คนทั้งโลกยอมรับในพระปรีชาญาณนั้น

เพราะกระบวนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ทรงเข้าถึงสติปัญญาของจิตวิญญาณได้

ขณะที่คนทั้งโลกทำแบบพระองค์ไม่ได้ไงล่ะ


ทุกวันนี้ชาวโลกโดยเฉพาะชาวพุทธ

แม้จะรู้ความว่าแล้วว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

แต่ก็รู้ผิดเพราะถูกปิดบังและบิดเบือนความจริง

ให้เป็นอริยสัจสี่จนกลายเป็นเรื่องของทุกข์ไป

คนพุทธและนักบวชเองจึงพากันติดทุกข์ติดสุข

ทั้ง ๆที่ทุกข์สุขนั้นมันไม่ได้มีอยู่จริงแต่อย่างใด

เพราะมันเป็นแค่เวทนาอย่างหนึ่งคือความรู้สึก

จึงพากันเข้ารกเข้าพงกันไปจนถึงทุกวันนี้


แทนที่คนชอบธรรมที่เป็น “พุทธะ” 

แทนที่ คนสอนธรรม” ในแนวพุทธะ

จะพากันเรียนรู้เรื่องนิพพานกับการหลุดพ้น

แต่กลับไปใส่ใจในเรื่องการหนีทุกข์พ้นทุกข์

ซึ่งไม่ใช่ภารกิจของจิตวิญญาณที่ขันอาสามา

ทั้งไม่ใช่หน้าที่ของจิตหยาบแต่อย่างใดทั้งสิ้น

กลายเป็นว่าคนพุทธจะเกลียดกลัวความทุกข์

จนอยากหนีทุกข์ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์มายาแทน

เพราะเข้าใจว่าเป็นเทพเทวดาสบายกว่ามนุษย์

แล้วละลืมไปว่าตนมาเกิดเป็นมนุษย์โลกทำไม


เมื่อเป็นมนุษย์แล้วไม่รู้ว่าตนเป็นใคร

ไม่รู้ว่าตนมีหน้าที่จะต้อง “หมุนธรรมจักร”

ตามที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ได้แล้วบอกให้รู้ไว้

มนุษย์ทั้งโลกก็จะมีลักษณาการไม่ต่างไปจาก

พระเจ้าทรงจับเอาปูทั้งฝูงมาใส่ไว้ในกระด้ง

จึงเคลื่อนไหวร่วมกันแบบสะเปะสะปะไร้วินัย

กัดกินกันเองก็มากเบียดเบียนกันเองก็ไม่น้อย


จะมีพระศาสดาอีกสักกี่พระองค์

ถ้าสัจธรรมแท้จริงของพระศาสดา

ยังถูกบิดเบือนปิดบังจนมนุษย์ไม่อาจรู้แล้ว

ก็หาได้มีประโยชน์อันใดไม่

พระสัจธรรมของพระพุทธเจ้า

ที่ถูกปิดบังมานานรวม 2 ประการก็คือ

1.#เราคือโลก #โลกคือเรา

2.#เมตตาธรรมค้ำจุนโลก


นี่เป็นคำอธิบายที่พระศาสดาทรงขยายความ

เรื่อง “ธรรมจักรกัปวัตนสูตร” เอาไว้โดยแท้

มิได้มีตรงไหนที่ทรงกล่าวถึงสวรรค์ทั้งหกชั้น

ซึ่งอ้างว่าเป็นเส้นทางนิพพานอย่างใดเลย

(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

10/09/2569

สวัสดีกันวันพฤหัสบดี​ 10/09/2026

สวัสดีกันวันพฤหัสบดี

Good Morning Thursday


หน้าที่หลักของมนุษย์

จะต้องใช้จิตสามนึกและสติปัญญา

ร่วมกับความรักเพื่อให้

ช่วยกันผลิตสร้างพลังงานจิตด้านบวก

ในการทำให้โลกเหวี่ยงหมุน


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกล

จิตจักรวาลสถานธรรม

ข่าวสารภัยพิบัติ​ : แผ่นดินไหวนาโกย่า ญี่ปุ่น ขนาด 4.7


พระพรในวันที่​ 9 เดือน​ 9

 


สวัสดีกันวันพุธ​ 9/09/2026

สวัสดีกันวันพุธ

Good Morning Wednesday


จิตวิญญาณที่อาสามาเกิด

ต้องแบ่งภาคตัวเองเป็นจิตหยาบ

เพื่อให้ทำหน้าที่แทนตน

ในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งกรรม

ด้วยบทบาทของ "คนสองมิติ"


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกล

จิตจักรวาลสถานธรรม

ข่าวสารภัยพิบัติ​: เหตุใดภูเขาไฟอินโดฯ ปะทุ 6 ลูก


https://www.facebook.com/share/v/1DeRCYBURD/


 เหตุใดภูเขาไฟอินโดฯ ปะทุ 6 ลูก วงแหวนแห่งไฟขยับ?​ l TNN World Today l 07-09-69


ภูเขาไฟในประเทศอินโดนีเซีย ปะทุในเวลาไล่เลี่ยกันมากถึง 6 ลูก ส่งผลกระทบให้ต้องปิดสนามบินหลายแห่ง ทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่? ติดตามกับคุณภัทร จินตนะกุล


#tnnworldtoday #ข่าวต่างประเทศ #worldtoday #ปุ้ยจินตะ #ภูเขาไฟ #วงแหวนแห่งไฟ #ภูเขาไฟระเบิด

ใครเป็นเพื่อนร่วมงานของโลกบ้าง?


 พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


#ใครเป็นเพื่อนร่วมงานของโลกบ้าง?


เนื่องจากดาวเคราะห์โลกดวงนี้

ถูกออกแบบให้ช่วยทำหน้าที่คอยค้ำจุนเอกภพ

ซึ่งเอกภพนั้นเป็นห้องทดลองใหญ่ของพระเจ้า

จะสมดุลมั่นคงยั่งยืนยาวนานมากน้อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับว่าระบบโลกเอง #สมดุลได้ถาวรไหม


คำว่า “สมดุล” ของ “ระบบโลก” นั้น

ในที่นี้เราหมายถึงโลกจะต้องสมดุลทั้งสองมิติ

มิติแรกที่มนุษย์สามารถสัมผัสรู้ดูเห็นกันได้

นั่นคือ #มิติโลกทางกายภาพ


ถ้าพระองค์ทรงปลูกสร้างสิ่งใดเอาไว้บนโลก

แสดงว่าสิ่งนั้นมีความเหมาะสมดีงามอยู่แล้ว

มนุษย์จักต้องไม่ระเบิดทำลายภูเขาสูงต่ำ

เพราะบริเวณพื้นที่ ๆเป็นที่ตั้งของภูเขาตรงนั้น

จะมีน้ำหนักมวลมากกว่าบริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่


เมื่อโลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

ภูเขาน้อยใหญ่เหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวถ่วง

เพื่อให้โลกหมุนได้โดยไม่เกิดอาการแกว่งส่าย

ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ต้องมีตะกั่วเป็นตัวถ่วงล้อ

ทุกครั้งที่นายช่างจะถ่วงล้อเมื่อเปลี่ยนยางใหม่

เพื่อให้รถวิ่งไปแล้วล้อนั้นไม่แกว่งส่ายไม่สะบัด


#ภูเขาน้อยใหญ่จึงเป็นเพื่อนร่วมงานของโลก

ที่มนุษย์จะไประเบิดภูเขาของพระองค์ทิ้งไม่ได้

จะโยกย้ายภูเขาเพื่อเอามันมาสร้างตึกที่ในเมือง

ก็ทำไม่ได้ด้วยเพราะเป็นการย้าย “ตัวถ่วงโลก”

ซึ่งจะทำให้โลกแกว่งส่ายขณะที่เหวี่ยงหมุนไป

นั่นคือโลกเกิดอาการเสียสมดุลนั่นเอง


พระผู้สร้างยังได้ทรงกำหนดให้

ภูเขาสูงๆต่ำ ๆทั้งหลายทำด้วยก้อนหินดินทราย

แล้วปลูกสร้างต้นไม้น้อยใหญ่ไว้บนภูเขานั้นด้วย

เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นใช้รากยึดรั้งดินหินเอาไว้

ไม่ให้เกิดการพังทลายอย่างง่ายดายจนเกินไป

ภูเขาน้อยใหญ่ทั้งหลายจะได้ดำรงอยู่ยาวนาน


ทั้งพระองค์ยังทรงสร้างสัตว์ประจำโลก

ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กตัวน้อยโดยใช้ป่าเป็นบ้าน

การระเบิดภูเขายังทำลายบ้านของสัตว์ป่า

ยังทำลายป่าที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์

โดยทั้งสัตว์ป่าและป่าไม้ที่ปลูกสร้างไว้บนโลก

ล้วนเป็น “เพื่อนร่วมงานของโลก” ทั้งสิ้น


เราเคยกล่าวต่อท่านทั้งหลายแล้วว่า

ต้นไม้ทุกต้นผลิตพลังงานไฟฟ้ามอบให้โลก

โดยส่งให้แก่แกนโลกผ่านทางปลายราก

 

พระผู้สร้างทรงออกแบบให้ต้นไม้น้อยใหญ่

ที่ยืนต้นอยู่บนพื้นแผ่นดินโลกโดยทั่วไปนั้น

ให้พวกเขามีลำต้นสูงตั้งฉากกับแผ่นดินเสมอ

โครงสร้างทางกายภาพของต้นไม้ทั้งหมดนั้น

พระองค์แสดงมายาให้มนุษย์เห็นไว้เป็นนัย

ใครฉลาดก็รู้ได้ด้อยปัญญาไม่เห็นไม่เป็นไร 


เมื่อแรกเห็นต้นไม้ใหญ่ของพระองค์แล้ว

จะพบว่าต้นไม้ทุกต้นนั้นโผล่ขึ้นมาจากโลก

ใบไม้ยอดไม้ที่เป็นส่วนหัวซึ่งมีสีเขียวนั้น

ไม่ต่างจากคนที่พลัดตกลงไปในแอ่งโคลนตม

เมื่อแรกที่ผุดโผล่ขึ้นมาจากแอ่งโคลนตมนั้น

ศีรษะซึ่งเป็นส่วนแรกที่ผุดโผล่ขึ้นมาของคน

ย่อมเปียกเปื้อนไปด้วยโคลนตมนั่นแหละ


ถ้าแอ่งโคลนตมนั้นมันเป็นสีสันแบบใด

ที่เปียกเปื้อนศีรษะให้เห็นอยู่ก็จะเป็นสีนั้นด้วย


เพราะแกนโลกเป็นที่ตั้งของก้อนธาตุออกซิเจน

ซึ่งมีสีเขียวและเหนียวหนืดคล้ายกับ “ตังเม”

จึงทรงออกแบบให้ยอดไม้ใบไม้ล้วนมีสีเขียว

ทรงออกแบบให้ลำต้นเป็นสีของชั้นดินและหิน

เพราะต้นไม้นั้นล้วนผุดโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน

โดยโคนต้นจะแสดงให้เห็นว่ามีผิวหยาบหนา

สูงขึ้นมาผิวจะบางเรียบกว่าและสีจะอ่อนกว่า

เป็นการแสดงนัยว่ายิ่งลึกลงไปนั้นจะเป็นหิน

บริเวณพื้นโลกด้านบนก็จะเป็นพื้นดินนั่นเอง


สัตว์ประจำโลกทุกชนิดก็เฉกเช่นเดียวกัน

เครื่องยนต์แห่งกรรมของสัตว์น้อยใหญ่นั้น

จะผลิตพลังงานไฟฟ้าในแบบที่โลกต้องการ

แล้วเหวี่ยงออกมาในรูปของคลื่นพลังงานได้

โดยใช้กระบวนการของขันธ์ห้าเช่นเดียวกัน

เพียงแต่สัตว์โลกที่มีลำตัวขนานไปกับพื้น

จะใช้สัญชาตญาณของจิตวิญญาณของตน

เป็นตัวขับเคลื่อน “ขันธ์ห้า” โดยตรง


แต่มนุษย์โลกอย่างพวกท่าน

เป็นผู้มีจิตสามนึกให้ใช้ขับเคลื่อน “ขันธ์ห้า”

จิตสามนึกที่ว่านี้คือ #จิตหยาบ ของพวกท่าน

ที่จิตวิญญาณแบ่งภาคออกมาเมื่อได้เกิดใหม่

เพื่อให้ทำหน้าที่สั่นสะเทือนขันธ์ห้าแทนตน


ในยุคแรกที่โลกมีเพื่อนร่วมงาน

ที่เป็นแค่เพียงภูเขา ต้นไม้ และสัตว์ป่านั้น

พระผู้สร้างจึงทรงออกแบบให้สิ่งเหล่านี้

ดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือเป็นหมู่เหล่า


ตัวอย่างเช่น

ทรงให้ต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นร่วมกันเป็น #ป่า

ทรงให้สัตว์ป่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นฝูงเสมอ

เพราะพลังงานที่จะผลิตสร้างให้แก่แกนโลก

จะมีปริมาณที่เหมาะสมได้ก็ต้องร่วมกันผลิต

โดยใช้พื้นที่ 33.33 ตร.กิโลเมตรเป็นสำคัญ

เพื่อให้สอดคล้องกันกับสมการพลังงานร่วม

นั่นคือ Σβₓ = 3X²(β₁+β₂+β₃+...+βₓ)


Σβₓ หมายถึงพลังงานรวมด้านบวก

X หมายถึง จำนวนรูปธรรมที่ผลิตพลังงานได้

βₓ หมายถึงพลังงานที่แต่ละรูปธรรมผลิตได้


เพราะความจริงมันเป็นเช่นนี้เอง

เราจึงกล่าวย้ำเตือนพวกท่านเสมอว่า

การปฏิบัติธรรมด้วยการปลีกวิเวกหนีสังคม

เพื่อไปสั่งสมบุญกรรมให้ตนเองมิใช่ให้โลก

จึงมิใช่หน้าที่ของมนุษย์แต่อย่างใดเลย


หน้าที่จิตวิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น

จะต้องมาเกิดเป็นมนุษย์มิใช่เป็นเทพเทวดา

ทั้งต้องมีอายุยืนยาว 6 หมื่นปีคือสิ้นยุคด้วย

แปลว่าพวกท่านไม่มีหน้าที่ต้องตายเลย

จึงไม่เห็นจำเป็นจะต้องก่อกรรมทำความดี

เพื่อให้มีชาติหน้าที่ร่ำรวยหรือไปเกิดบนสวรรค์

ซึ่งเป็นการทำให้จิตวิญญาณทุกข์ระทมทั้งสิ้น


หรือว่าการหลงทางนิพพาน

ด้วยการทำตัวเป็นกรรมกรแสงแบ่งพลังบุญ

ที่จิตหยาบกับกายสังขารของท่าน

สั่นสะเทือนขันธ์ห้าผลิตสร้างมันออกมา

แล้วอุทิศให้มารผีโสโครกศัตรูของมนุษย์

ที่มันคอย “ดักดูด” เหมือนปลิงเหมือนทากอยู่

ทั้งที่พลังงานบวกที่ท่านผลิตสร้างกันได้นั้น

จะต้องผลิตเพื่อโลกมิใช่เพื่อมารผีโสโครก


ท่านต้องจำเอาไว้เสมอว่า

เมตตาธรรมของท่านที่จะช่วยค้ำจุนโลกได้นั้น

มันจะต้องเป็นพลังงานจิตอันบริสุทธิ์แท้จริง

ที่ไม่มีคุณสมบัติอื่นใดเจือปนหรือปลอมปน

เป็นพลังงานที่ไม่มีผู้ใดยึดครองเป็นเจ้าของไว้


ถ้าท่านเมื่อทำบุญสุนทานแล้ว

มีการอธิษฐานขอสิ่งตอบแทนจากที่ท่านทำ

ทั้งที่กุศลกรรมหรือเวรกรรมทั้งหลายนั้น

ใครทำใครได้ตามกฎแห่งกรรมกันอยู่แล้ว

จะไปร้องขอให้ผลกรรมนั้นไม่บริสุทธิ์ไปทำไม


ถ้าทำบุญสุนทานแล้วอุทิศให้ตนหรือคนอื่น

พลังงานที่เป็นผลกรรมนั้นก็มีเจ้าของไปอีก

โลกอันหมายรวมถึงมนุษย์สัตว์ต้นไม้ทั้งหลาย

จะไม่อาจรับเอามาใช้เพื่อยังประโยชน์ปกติได้

เพราะว่ามันมีเจ้าของที่ท่านอุทิศให้เขาไปแล้ว

ในมิติแก่นแท้นั้นมันคือสัจจะของใครของมัน

บุญกุศลที่อุทิศให้ใครมันจะเป็นของผู้นั้นเสมอ


พวกเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายนั้น

ท่านไม่ต้องไปอุทิศให้มันทุกครั้งที่ทำก็ได้นะ

เพราะการอุทิศส่วนบุญกุศลให้บ่อยๆนั้น

มิใช่ว่าจะช่วยลดแรงอาฆาตพยาทที่มีลงได้

หรือจะช่วยแก้ไขความผิดบาปของท่านได้

มีวิธีเดียวคือ #ท่านต้องมีสำนึกในผิดบาปนั้น


หากท่านสำนึกในผิดบาปนั้นๆได้

ตั้งแต่ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์โลกกันอยู่จะดีมาก

เพราะไม่ต้องตายไปตกนรกเพื่อสำนึกบาปนั้น

จนทำให้เสียเวลาทำหน้าที่ของมนุษย์โลก

เพราะเวลาในการเป็นมนุษย์เหลือน้อยแล้วล่ะ


พี่ๆน้อง ๆที่รักทั้งหลาย


ที่ผ่านมาเวลาท่านทำบุญสุนทานแล้ว

บุญกุศลที่ท่านทำที่เป็นพลังงานกรรมด้านบวก

มันถูกเจือปนไปด้วยความไม่บริสุทธิ์สะอาด

ซึ่งโลกไม่อาจนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้

เพราะมันไม่ใช่พลังงานในแบบที่โลกต้องการ

พวกท่านจึงต้องทำบุญสร้างกุศลกันให้เป็น


หากท่านเป็นผู้มีจิตใจแจ่มใส

กายสังขารของท่านจะมีกลิ่นหอมบริสุทธิ์


ต่างจากคนที่มีกิเลสหนาตัณหาเยอะ

หรือเป็นผู้ที่มีจิตใจอันไม่ใสบริสุทธิ์

วันทั้งวันเต็มไปด้วยพฤติกรรมที่นำด้วย “ขี้”

เช่น ขี้งก ขี้หวง ขี้ขโมย ขี้โกง ขี้อิจฉา

ขี้โมโห ขี้เท็จ ขี้หึง ขี้บ่น ขี้รำคาญ ฯลฯ

เป็นผู้ที่ขาดความสงบทางจิตใจมากๆแล้ว

กลิ่นกายจะเหม็นเขียวหรือเหม็นสาบชัดเจน

ซึ่งตัวเองจะไม่รู้แต่คนรอบข้างเขาจะรู้


ต่อให้ใช้ธูปหอมหรือเอาดอกไม้หอมไหว้พระ

ต่อให้ใช้น้ำหอมกลิ่นที่เย้ายวนใจแบบไหน

มันก็จะยังคงมีกลิ่นไม่รื่นรมย์อยู่ดีนั่นแหละ


สรุปว่าเพื่อนร่วมงานของโลกนั้น

ประกอบด้วยภูเขา แผ่นดินโลก 

ป่าไม้ สัตว์ป่าหรือสัตว์โลกและมนุษย์ด้วยกัน

ท่านทั้งหลายจะฆ่าจะโค่นทำลายทิ้งไม่ได้

เพราะต่างช่วยกันผลิตพลังงานค้ำจุนโลก

จำนวนรูปธรรมแต่ละสิ่งที่มาเกิดบนโลก

ล้วนถูกกำหนดเอาไว้อย่างเหมาะสมดีแล้ว


เพียงแค่พวกท่านทำผิดบาป

จนต้องตายเพื่อเริ่มต้นภพชาติใหม่อยู่ร่ำไป

ระยะเวลาที่หายไปจากการเปลี่ยนภพชาติ

จะทำให้โลกขาดเพื่อนร่วมงานคนสำคัญไป

ไม่ต่างจากรถยนต์ที่หัวเทียนบอดไปหนึ่งหัว

ลูกสูบนั้นก็จะให้พลังแก่เครื่องยนต์ไม่ได้แล้ว

ต้องเอารถเข้าซ่อมจนกว่าจะกลับมาใช้การได้


คนที่ตายแล้วหายไปจากโลกก็เช่นกัน

กว่าจะกลับมาเกิดใหม่ทำงานเพื่อโลกได้นั้น

ก็เสียเวลาทำให้โลกต้องหมุนไปมีปัญหาไป

เพราะโลกจะหยุดหมุนรอให้ท่านกลับมาไม่ได้

เพราะเครื่องยนต์แห่งกรรมที่ต้องทำเพื่อโลก

มีจำนวนหายไปหรือขาดพร่องไปไม่ครบถ้วน

ดาวเคราะห์โลกจึงเสียสมดุลมาตลอด


พวกที่ตายแล้วหายไปจากโลกนี้มีหลายพวก

#พวกแรก คือ พวกที่ตายแล้วไปแก้ไขในนรก

เพราะจิตหยาบกระทำผิดต่อ “กฎแห่งกรรม”

จนทำให้จิตวิญญาณต้องเสียสมดุลคือป่วย


#พวกที่สอง คือ พวกที่ไปเกิดเป็นเทพเทวดา

เพราะเชื่อคนนำทางตาบอดที่ถูกมารหลอกว่า

เมื่อตายแล้วจิตวิญญาณที่ลอยผ่านไปทางนั้น

นั่นคือนิพพานได้แล้วจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก


#พวกที่สาม คือ พวกที่มาเกิดเป็นสัตว์โลก

เพราะเป็นผู้ที่ทำผิดบาปต่อกฎแห่งกรรม

เมื่อรับโอกาสให้ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว

ใช้แต่โลภะ โทสะ โมหะ ขับเคลื่อนพฤติกรรม

โดยไม่เรียนรู้ที่จะใช้จิตปัญญาหรือจิตสามนึก

ทั้งที่ตนเองนั้นขันอาสามาเกิดเป็นมนุษย์

แต่กลับทำตนเป็นดั่งสัตว์เดรัจฉานก็มิปาน

 

ทั้งสามจำพวกที่เรากล่าวมานี้

เป็นพวกที่ทำให้จำนวนเพื่อนร่วมงานของโลก

ขาดพร่องไปจากจำนวนจริงอย่างชัดเจน


ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า

ถ้าโลกเสียสมดุลทางด้านกายภาพไป

มันจะกระทบถึงการเสียสมดุลทางพลังงานด้วย

ที่ผ่านมาเราจึงกล่าวว่าอย่าเป็นคนหนักแผ่นดิน

จงอย่าได้ทำตนเป็น “คนรกโลก” อีกด้วย


เพราะถ้าบนพื้นโลกมีน้ำหนักมวลมาก

ขณะที่แกนโลกมีแรงบิดตัวไม่มากพอแล้ว

โลกจะเกิดการแกว่งส่ายในขณะเหวี่ยงหมุนได้

ทางแก้ก็คือต้องมีคนตายจากภัยพิบัติ

แล้วคัดแยกเอาจิตวิญญาณที่ไม่มีอนาคต

ให้ลงไปถ่วงที่แกนโลกคือนรกโลกันต์แทน

แต่จำต้องใช้จำนวนรูปธรรมอยู่ไม่น้อยเลย


(เชิญติดตามอ่านในตอนต่อไป)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

8/09/2569