สวัสดีกันวันศุกร์
Good Morning Friday
จิตวิญญาณของมนุษย์
มีถิ่นฐานบ้านเกิดคือสวรรค์นิรันดร
ซึ่งเป็นดินแดนแห่งสุญตา
ที่อยู่ภายนอกของระบบเอกภพ
อยู่ครบหกหมื่นปีแล้วต้องกลับบ้าน
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
สวัสดีกันวันศุกร์
Good Morning Friday
จิตวิญญาณของมนุษย์
มีถิ่นฐานบ้านเกิดคือสวรรค์นิรันดร
ซึ่งเป็นดินแดนแห่งสุญตา
ที่อยู่ภายนอกของระบบเอกภพ
อยู่ครบหกหมื่นปีแล้วต้องกลับบ้าน
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
สวัสดีกันวันพฤหัสบดี
Good Morning Thursday
ระวังจะถูกผีหลอกว่า
พระเจ้าเป็นมนุษย์ต่างดาว
พระเจ้าจึงทรงเป็นของจักรวาล
ส่วนความเชื่อของมนุษย์นั้น
คือการกักขังพระเจ้าไว้แค่โลกมนษย์
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ท่านทั้งหลายจงอย่าไปเชื่อตามคำโฆษณา
ของกรรมกรแสงที่เป็นกระบอกเสียงของมาร
ซึ่งเป็นแค่เพียงจิตวิญญาณของพวกซาตาน
ที่เป็นศัตรูกันกับมนุษย์โลกมาช้านานแล้ว
ด้วยการ #ด้อยค่า พวกท่านเอาไว้ว่า
1.มนุษย์โลกทั้งหลายเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ
ของสรรพสิ่งที่มีอยู่ในจักรวาลอีกนับไม่ถ้วน
เพราะมารหรือผีโสโครกที่เรียกว่า “ซาตาน”
ส่งเสียงผ่านเข้าไปในหัวของตัวกรรมกรแสง
คือคนที่ถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือของมารนั้น
เดิมพระเจ้าสร้างพวกนี้ขึ้นมาก่อนสร้างมนุษย์
เนื่องจากสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเผ่านี้
เป็นหนึ่งในรูปธรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างขึ้น
เพื่อการทดลองค้นหา “เครื่องยนต์แห่งกรรม”
ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็น #เพื่อนร่วมงานกับโลก
ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดนั่นเอง
ดังนั้น
แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่ดำรงอยู่บนโลก
จึงเป็นรูปธรรมสิ่งมีชีวิตซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้น
เมื่อทรงทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตแบบต่างๆไว้
บนดวงดาวต่างๆในจักรวาลอันไพศาลนี้แล้ว
มนุษย์โลกจึงเป็นหนึ่งในผู้ถูกสร้างจริงๆด้วย
แต่ความหมายสำคัญในการสร้างมนุษย์โลก
มีคุณค่ายิ่งกว่าที่ผีโสโครกด้อยค่าเสียอีก
มารด้อยค่ามนุษย์ผ่านกรรมกรแสงรายวัน
โดยหนุ่มสาวพวกนี้ตัวเองก็เป็นมนุษย์เช่นกัน
เพราะพวกมารอิจฉาหรือไม่พอใจมนุษย์โลก
ด้วยเห็นว่า “พระเจ้า” รักมนุษย์มากกว่าตน
กรณีที่พวกเขาต้องตายจนสูญพันธุ์หมดสิ้น
จากกรณี “น้ำท่วมโลก” ในยุคของโนอาห์
ถ้าถามว่าทำไมพวกเขาต้องมาตายที่โลก
ทั้งที่พวกเขามิได้เป็นมนุษย์โลกแต่อย่างใด
คำตอบคือพวกเขาเป็นชาวต่างดาวเผ่าหนึ่ง
รูปลักษณ์คล้ายมนุษย์เพศชายแต่มีปีกบินได้
จึงสามารถบินข้ามดาวเข้ามายังระบบโลก
เพราะมีกิเลสหนาตัณหาจัดราคะจริตรุนแรง
จึงได้ทำการสมสู่กันกับมนุษย์โลกเพศหญิง
จนเกิดมนุษย์สายพันธุ์ใหม่แบบไฮบริดขึ้นมา
ปัญหาก็คือจิตวิญญาณพวกไฮบริดนี้
จะเป็นจิตวิญญาณของต่างดาวเผ่านี้เท่านั้น
จิตวิญญาณของมนุษย์ไม่สามารถเกิดใหม่ได้
นอกจากนั้นสตรีเพศแม่ที่เป็นมนุษย์โลก
ถ้าแม่ไม่ตายลูกก็ตายหรือตายทั้งกลมไปก็มี
รายที่มีโอกาสรอดตายได้นั้นมีน้อยมาก
นี่จึงเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์โลก
พระเจ้าจึงต้องทรงพิพากษามนุษย์กับโลก
เป้าหมายสูงสุดคือชำระขยะออกไปจากโลก
ทรงมอบหมายให้โนอาห์เป็นผู้นำของมนุษย์
ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยให้รอด” ในนามพระเจ้า
ภัยพิบัติโลกที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น
เฉพาะมนุษย์โลกรายที่เชื่อตาม “โนอาห์”
จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่รอดชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้
แต่รายที่ถูกคัดทิ้งก็คือพวกต่างดาวผู้บุกรุก
พวกเขาเสียชีวิตเพราะจมน้ำตายจนหมดสิ้น
เมื่อพวกนี้จมน้ำตายกันหมดสิ้น
จนเหลือแต่จิตวิญญาณที่ล่องลอยเท่านั้น
จึงไม่มีตัวผู้เหลืออยู่ให้สมสู่กับมนุษย์ได้อีก
ครั้นจะมาเกิดใหม่อีกก็ไม่มีตัวพ่อพันธุ์
ทั้งจิตวิญญาณจะหลุดพ้นกลับบ้านแดนสุญตา
พวกเขาก็ไม่สามารถจะเดินทางกลับไปได้
เพราะตอนมาเกิดเป็นมนุษย์ต่างดาวที่มีปีกนั้น
พวกนี้ไม่ได้ถือพันธะสัญญาหกติดตัวมาด้วย
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
จิตวิญญาณของต่างดาวเหล่านี้
จึงไม่พอใจมนุษย์เป็นศัตรูกับมนุษย์ตลอดมา
เราจึงเรียกพวกเขาว่า #ผีโสโครก
เพราะชอบหลอกมนุษย์ให้ทำตัวต่ำต้อย
หลอกให้กินขี้กินเยี่ยวกินเลือดเนื้อของสัตว์
ขณะที่พวกนี้จะทำทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการ
เพื่อแลกกับเครื่องเซ่นไหว้สุกดิบคาวหวาน
ที่มนุษย์ผู้มีเครื่องยนต์แห่งกรรมสรรหามาให้
แน่นอนว่าผีพวกนี้ต้องใช้เดชฤทธิ์
รวมทั้งไสยเวทย์มนต์ดำวิชามารทั้งหลาย
เพื่อจูงใจมนุษย์โลกที่หลงงมงายจนเชื่อตาม
รวมทั้งมนุษย์รายที่ขลาดกลัวพวกเขา
โดยมนุษย์ไม่รู้ว่าความขลาดกลัวของตนนั้น
เป็นการเชื่อและยอมรับในฤทธิ์อำนาจของเขา
ซึ่งมีส่วนเสริมอำนาจพวกเขาให้เพิ่มขึ้นได้
ท่านเคยสังเกตบ้างไหมว่า
คนที่กลัวผีมักจะเห็นผีและถูกผีหลอก
คนไม่กลัวผีจะไม่เจอผีและไม่เคยถูกผีหลอก
เพราะความกลัวกับไม่กลัวมีนัยสำคัญทั้งสิ้น
ท่านจะต้องรู้ด้วยว่า
เทพเจ้าและเทวะรวมทั้งเจ้าแม่ทั้งหลาย
แม้กระทั่งองค์อินทร์เทพพรหมต่างๆ
ผู้อยู่เบื้องหลังมายาทั้งหลายเหล่านี้นั้น
ล้วนเป็นจิตวิญญาณของต่างดาวที่ว่านี้ทั้งสิ้น
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลัทธิ “เทวะนิยม” นั่นเอง
จงจำเอาไว้ว่า...
พระเจ้าหรือพระผู้สร้างจักรวาลและทุกสิ่งนั้น
ไม่ใช่เทพเทวดาไม่ใช่พรหมผู้หลงทางนิพพาน
ไม่ใช่พวกเดียวกันกับเจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรนั่น
จิตวิญญาณของพวกนี้ล้วนเป็นบุตรของพระเจ้า
เช่นเดียวกันกับจิตวิญญาณของมนุษย์นั่นแหละ
2.พวกผีโสโครกนอกจากจะไม่พอใจมนุษย์
ด้วยการทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางภารกิจแล้ว
ประเด็นใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบได้คือ
หลอกลวงให้คนชอบธรรมหลงทางนิพพาน
โดยชักจูงให้แกล้งทำเป็นผู้ที่มีอายตนะบอด
จนไม่อาจใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก
ด้วยการหมุนธรรมจักรในแบบสัตว์สังคมได้
แถมยังหลอกให้ตายแล้วไม่มาเกิดอีก
เพราะจิตวิญญาณถูกกักขังอยู่ในเม็ทริกซ์
ที่จิตตนเองถูกหลอกให้ฉายภาพมายาว่า
ที่นั่นเป็นสวรรค์มายาเพราะเชื่อว่ามีอยู่จริง
อันเป็นการ “หลอกตัวเอง” โดยแท้
การหลอกลวงเหมือนล้อเล่น
จนจิตวิญญาณมนุษย์หลงทางแบบนี้
จึงเป็นการ “ด้อยค่า” มนุษย์โลกอีกกรณีหนึ่ง
ซึ่งพระพุทธเจ้ายอมไม่ได้จึงทรงออกมาเตือน
คำเตือนก็คือ “สวรรค์มายาไม่มีอยู่จริง”
ประโยคที่ทรงใช้เตือนก็คือ
“จงอย่านิพพานแบบตาลยอดด้วน”
ชาวพุทธที่แท้จริงคงจะจำประโยคที่ว่านี้ได้ดี
ลองตรองดูกันเถอะว่า
ไม่มีตาลต้นไหนหรอกที่เติบโตจนสูงขึ้น
แล้วยอดของตาลต้นนั้นจะด้วนหายไปดื้อๆ
ต่อให้ต้นตาลสูงชะลูดจนมองไม่เห็นยอด
ยังไงๆมันก็จะมีลูกหล่นลงมาให้เห็นบ้าง
การที่ต้นตาลสูงขึ้นเรื่อย ๆแล้วไม่มีผลหล่น
จึงทรงเปรียบว่าตาลต้นนั้นยอดด้วน
จิตวิญญาณของมนุษย์นี่ก็เช่นกัน
เมื่อตายแล้วจะต้องได้รับผลกรรมตามที่ก่อไว้
คือยังไงๆจะต้องกลับมาเกิดใหม่ด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าตายแล้วจิตวิญญาณจะหายไปเลยไม่ได้
เพราะมนุษย์ยังมีกฎแห่งกรรมกำกับอยู่ไงล่ะ
3.พวกผีโสโครกยังส่งเสียงผ่านกรรมกรแสง
ให้ช่วยกันทำการด้อยค่ามนุษย์โลกอีกด้วยว่า
ยังมีต่างดาวเผ่าอื่นในจักรวาลเหนือกว่ามนุษย์
เหนือกว่าตั้งหลายขุมจนมนุษย์เทียบไม่ได้เลย
ทั้งวิทยาการและด้านความรู้ต่างๆด้วย
เราจะบอกความจริงให้ก็ได้ว่า
นี่ก็เป็นเรื่องของ “ในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง”
ซึ่งผีโสโครกมันถนัดอีกนั่นแหละท่าน
ความจริงก็คือพวกต่างดาวทั้งหลายที่มีอยู่นั้น
ร้อยเปอร์เซ็นต์มีอายุมากกว่ามนุษย์โลกทั้งสิ้น
เพราะพวกนี้พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาก่อน
แต่ละเผ่าดาวมีอายุเกินพันปีหมื่นปีก็ยังมี
พวกนี้ไม่เคยต้องตายแล้วเกิดใหม่เพราะว่า
พวกเขาไม่มีกฎแห่งกรรมเหมือนมนุษย์โลก
เมื่อเกิดมานานและเกิดมาก่อน
วิทยาการกับความรู้และประสบการณ์ชีวิต
จึงย่อมเหนือกว่ามนุษย์อย่างแน่นอน
ที่เป็นความเท็จก็คือ
การหยิบเอาผู้ใหญ่มาเปรียบเทียบกับเด็ก
แล้วเด็กมันจะไปสู้ผู้ใหญ่ได้อย่างไรกัน
หากใครเชื่อตามผีคนนั้นก็โง่แล้ว
เราขอยืนยันว่า
มนุษยชาติไม่จำเป็นต้องทบทวนตนเอง
เพื่อล้างศรัทธาเชิงจิตวิญญาณ
ที่มนุษย์โลกถูกสอนให้รับเชื่อในพระเจ้า
สอนให้ถือปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา
เพียงแค่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง
เพราะต่างดาวตัวจริงในเอกภพนั้นมีอยู่จริง
แต่ที่กรรมกรแสงนำเอาเผ่าดาวมากล่าวนั้น
เป็นความเท็จเป็นนิยายสมมุติด้วยกันทั้งสิ้น
เหมือนท่านดูหนังดูละครที่ตัวตนและชื่อคน
ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น
ไม่ใช่เรื่องจริงแต่ถูกอิงไว้กับชื่อจริงของคน
นอกนั้นจะเป็นเรื่องที่นักประพันธ์เขาแต่งขึ้น
ให้เป็นเรื่องประโลมโลกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง
จงอย่าไปอินกับมันมาก...ระวังถูกหลอก!
เอเมน สาธุ
#พระบุตรเอก
22/07/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล
#พระเจ้า #แชร์ได้
สวัสดีกันวันพุธ
Good Morning Wednesday
จิตวิญญาณผีโสโครก
เป็นชาตานที่พระพุทธเจ้าเรียกว่ามาร
ผู้หลอกมนุษย์ให้หลงทางนิพพาน
เพื่อใช้งานเป็นกรรมกรแสง
ที่ผลิตพลังจิตด้านบวกให้ตนดักดูด
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า
ดาวเคราะห์โลกดวงที่มนุษย์ดำรงอยู่นี้
เป็นดาวหนึ่งใน 9 ดวงของ 1 ใน 2 ระบบสุริยะ
ซึ่งดำรงอยู่บนกาแล็กซี่ชื่อ Milky Way
ที่เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางของ #เอกภพ
หากจะกล่าวง่ายๆเพื่อให้เห็นภาพแล้ว
เอกภพก็เปรียบดั่ง “ถุงไข่” ของ “แม่แมงมุม”
ที่ถูกจัดวางอยู่บนโครงข่ายของใยแมงมุมนั้น
โดยแม่แมงมุมใช้น้ำลาย “ถักทอ” มันขึ้นมา
เพื่อสร้างอาณาจักรในการดำรงอยู่ของตน
ร่วมกับครอบครัวที่ตนวางไข่ไว้ได้เติบโตกัน
อย่างปลอดภัยด้วยความรักและห่วงใย
ถุงไข่ของแมงมุมที่ว่านี้
เราหมายถึงสิ่งที่พวกท่านเรียกว่า “เอกภพ”
เอกภพจะมีกาแล็กซีอยู่ 12,500 ล้านระบบ
โดยกาแล็กซี่ใกล้จุดศูนย์กลางของเอกภพ
จำนวน 6 ระบบจะมีสุริยะจักรวาลอยู่ 7 ระบบ
เพราะกาแล็กซีธารสายน้ำนม Milky Way
เป็นกาแล็กซีที่ใหญ่ที่สุดซึ่งใหญ่กว่าระบบอื่น
จึงเป็นกาแล็กซีเดียวที่มีอยู่ถึง 2 ระบบสุริยะ
ที่สำคัญคือระบบสุริยะจักรวาลทั้ง 7 ระบบนั้น
จะมีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่แค่เพียง 6 ระบบเท่านั้น
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือระบบที่มีโลกดำรงอยู่นี่แหละ
ส่วนสิ่งมีชีวิตในอีก 5 ระบบสุริยะจักรวาลนั้น
ท่านจะเรียกรวมๆว่า “มนุษย์ต่างดาว” ไม่ได้
เพราะบางเผ่าดาวมีรูปลักษณ์คล้ายสัตว์โลก
บางเผ่าดาวยังเป็นแค่รูปธรรมคล้ายกับมนุษย์
เผ่าดาวที่มีรูปธรรมลักษณะมนุษย์แท้จริงนั้น
จะมีอยู่น้อยมากคือมีแค่เพียงเผ่าเดียวเท่านั้น
โดยปัจจุบันพวกเขายังทำหน้าที่อยู่ในเอกภพ
ซึ่งเป็น #โลกคู่ขนาน กันกับ “โลกมนุษย์”
ในระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามที่อยู่บนกาแล็กซี่นี้
ดังนั้น
เอกภพที่พระเจ้าทรงกำหนดสร้างขึ้น
จึงเป็นเหมือนดั่ง “ถุงไข่” ที่แม่แมงมุม
ทำการถักทอห่อหุ้มสิ่งที่ตนสร้างขึ้นไว้ข้างใน
แล้วจัดวางเอาไว้บน “โครงข่ายใยแมงมุม”
โดยโครงข่ายใยแมงมุมที่ว่านั้น
จะมีแม่แมงมุมที่เป็นเจ้าของโครงข่ายนั้น
ดำรงตนเองอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของระบบ
ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงข่ายนั้น
แม่แมงมุมเป็นหนึ่งเดียวกับโครงข่ายของตน
โดยจะรับรู้แรงสั่นสะเทือนของใยที่เกิดขึ้นได้
เมื่อใดที่มีสิ่งใดมากระทบกับใยของตนเข้า
แม่แมงมุมจะรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้เมื่อนั้น
ทั้งแม่แมงมุมกับใยโยงของโครงข่ายที่ว่านี้
จึงเสมือนว่าเป็นหนึ่งเดียวกันนั่นเอง
พระเจ้าหรือพระบิดาแห่งจิตวิญญาณมนุษย์
ซึ่งทรงเป็นพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งไว้ในเอกภพ
จึงไม่ต่างจากแม่แมงมุมที่เป็นหนึ่งเดียวกับใย
ผู้สร้างถุงไข่คือเอกภพขึ้นมาดังกล่าวแล้ว
เราจึงขอกล่าวให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
ทุกลมหายใจเข้าออกของพวกท่านนั้น
เป็นการดำรงอยู่ในถุงไข่ขนาดใหญ่คือเอกภพ
โดยที่เอกภพคือห้องทดลองของ “พระเจ้า”
ซึ่งจิตวิญญาณพวกท่านอาสาเข้ามาทำหน้าที่
ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกเอาไว้ให้ได้
เพื่อให้โลกที่สมดุลค้ำจุนเอกภพเอาไว้ให้ได้
การจะทำให้โลกและเอกภพสมดุลอยู่ได้นั้น
ท่านจักต้องใช้ความรักบริสุทธิ์ทำให้โลกหมุน
เมื่อโลกหมุนได้แล้วเอกภพก็จะสมดุลตามด้วย
นี่คือปรากฏการณ์ #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร
ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้โดยแท้
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
ในเอกภพแห่งนี้ยังมีสิ่งที่มีชีวิตอยู่อีกมากมาย
มิได้มีแค่สัตว์โลกกับมนุษย์โลกเท่านั้นหรอก
สิ่งมีชีวิตบนดาวอื่นกาแล็กซีอื่นก็มีเหมือนกัน
แต่พวกเขานั้นถูกสร้างขึ้นมาก่อนมนุษย์โลก
เพราะพระเจ้าสร้างพวกเขาขึ้นมาในเอกภพ
เพื่อทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตพิเศษที่เหมาะสมขึ้น
ก่อนจะจัดส่งเข้ามาทำหน้าที่ประจำอยู่บนโลก
ในที่สุดพระองค์ทรงค้นพบว่า
รูปธรรมที่มีชีวิตลักษณะมนุษย์ที่แท้จริง
ที่ทรงทดลองสร้างขึ้นบนดาวลูกไก่ Pleiades
เหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่อยู่ประจำโลกนี้
กับประจำอยู่ที่โลกคู่ขนานอีกระบบสุริยะหนึ่ง
ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแต่อยู่บนกาแล็กซีเดียวกันนี้
พระเจ้าจึงทรงส่งเมล็ดพันธุ์จากดาวลูกไก่
ที่เรียกว่า Star Seeds of Pleiades
หรือจะเรียกว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งพลียะเดี้ยน”
เดินทางข้ามฟ้าข้ามดาวมายังดาวโลกดวงนี้
โดยเดินทางมาจากดาวลูกไก่นั่นแหละ
ดังนั้น
มนุษย์โลกทุกคนที่มีจิตวิญญาณเป็นแก่นแท้
จึงเป็นพวก Star Seeds ผู้มาจากต่างดาว
แค่เพียงเผ่าเดียวเท่านั้นไม่มีเผ่าดาวอื่นเลย
เพราะบรรพบุรุษของมนุษย์ผู้เป็นต้นพันธุ์นั้น
จะมีสมองสองซีกและมีจิตหยาบเมื่อมาเกิด
ขณะที่ต่างดาวเผ่าอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์
มีสมองก้อนเดียวและไม่มีจิตหยาบให้ใช้งาน
มีแต่จิตวิญญาณกับสัญชาตญาณของสมอง
ในการขับเคลื่อนกายสังขารกันเท่านั้น
พวกท่านเป็นมนุษย์ที่สูงส่ง
จงจำเอาไว้ว่าพวกท่านเป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญ
ของอดีตมนุษย์ต่างดาวชาวพลียะเดี้ยนส์
ทุกวันนี้พวกเขาจะเข้าออกระบบโลก
เพื่อคอยช่วยเหลือและพิทักษ์มนุษย์เท่านั้น
แต่จะไม่แสดงตนหรือเข้ามาวุ่นวายให้สับสน
เพื่อให้มนุษย์ทุกคนพึ่งพาตนเองให้ได้
จงระวังผีโสโครกซึ่งเป็นจิตวิญญาณซาตาน
จะใช้กลอุบายในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง
มาปั่นหัวพวกท่านเหมือนการปั่นจิ้งหรีดในขวด
เพื่อทำให้พวกท่านเวียนหัวมึนงงกัดกันเอง
เพราะเกิดการแตกแยกเนื่องจากโง่ง่ายกับไม่รู้
จงจำไว้ว่าเมื่อสิ้นยุคพลังงานเก่านี้แล้ว
บทเรียนกับบททดสอบเรื่องมนุษย์กับต่างดาว
จะเป็นเรื่องสำคัญของท่านในยุคพลังงานใหม่
มันยังไม่ใช่สาระสำคัญอะไรในยุคปัจจุบันนี้
ในยุคอดีตนั้นมนุษย์ถูกหลอกเรื่องสวรรค์มายา
จนพาให้หลงทางนิพพานกันมาแล้วถึงบัดนี้
พอมาปลายยุคพลังงานเก่า
คนรุ่นใหม่จะถูกโน้มน้าวให้ฝักใฝ่เรื่องเอเลี่ยน
โดยเอาชื่อเผ่าดาวจริงบ้างไม่จริงบ้างมากล่าว
เข้าตำรา “ในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง” นั่นแหละ
จากภาพสวรรค์มายาที่มีให้เห็นอยู่ทุกวัด
กับภาพจานบินบ้างต่างดาวข่าวสารบ้าง
ให้รู้เห็นกันเกร่อตามโซเชียลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
คำว่า “ทุกเมื่อเชื่อวัน” นี้มีนัยสำคัญ
เพราะการได้เห็นภาพได้อ่านได้ฟังทุกวันนั้น
มันคืออุบายทางจิตวิทยาในการทำซ้ำย้ำซ้ำ
ซึ่งเป็นการตอกย้ำเหมือนตอกตะปูฝังเข้าไป
จนทำให้จิตเชื่อว่าสิ่งที่เป็นเท็จนั้นคือ “จริง”
ท่านที่รัก...มันคือวิชามารนั่นเอง
#ปัญญาวิสุทธิ์
21/07/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #พระเจ้า
#คนสองมิติ #อนุตรธรรม #จิตสามนึก
#กำเนิดพระเจ้า #จิตวิญญาณ
สวัสดีกันวันอังคาร
Good Morning Tuesday
ระวังพวกซาตาน
กำลังเร่งทำการล้างสมองมนุษย์
ให้หลงคล้อยตามความเท็จ
จนยอมเป็นกรรมกรแสงของมัน
เพราะท่านจำพระบิดาไม่ได้
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
มนุษย์โลกมีบางสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดติดตา
ตัวอย่างเช่น ขนตา ขนคิ้ว และดั้งจมูก
แต่ตัวเองกลับมองเห็นมันไม่ได้
ทั้ง ๆที่ตนเองก็มีสิ่งนั้นอยู่จริงไม่ใช่ว่าไม่มี
ท่านเคยถามตนเองกันบ้างหรือไม่ว่า
ทุกวันนี้ที่ท่านเชื่อว่าตนเองนั้นมีขนตาอยู่
ทุกวันนี้ที่ท่านเชื่อว่าตนเองนั้นก็มีขนคิ้วอยู่
ทุกวันนี้ที่ท่านเชื่อว่าตนเองนั้นก็มีดั้งจมูกอยู่
ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวท่านมีมันอยู่จริง
วิธีสร้างความมั่นใจให้ตนเองของท่าน
ในเรื่องที่เรายกมากล่าวอ้างเป็นตัวอย่างนี้
นั่นคือการที่ท่านใช้วิธีมองผ่าน “กระจกเงา”
โดยให้กระจกเงาช่วยสะท้อนภาพจริงให้
ซึ่งกระจกเงาที่ว่านี้มีอยู่รายรอบตัวท่าน
ไม่ต้องลำบากมิพักดิ้นรนในการแสวงหาเลย
ก็คนรอบข้างหรือคนใกล้ตัวของท่านไงล่ะ
แค่ท่านฉลาดสังเกตหรือฉลาดมองใบหน้า
ท่านก็สามารถที่จะเห็นขนตา ขนคิ้ว ดั้งจมูก
ของประดาเพื่อนมนุษย์รายรอบตัวท่านได้ว่า
ทุกคนต่างล้วนมีมันอยู่ด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อสังเกตได้ว่าคนรอบข้างทุกคนล้วนมี
ก่อนที่ท่านจะปักใจเชื่อว่าตัวเองก็มีเช่นกัน
ท่านก็พิสูจน์สัมผัสมันด้วยนิ้วด้วยมือของตน
โดยลูบคลำจับสัมผัสมันได้ตามใจปรารถนา
ซึ่งเป็นวิธีการมองผ่านกระจกเงานั่นเอง
ในเรื่องพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของท่าน
ซึ่งทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงกำหนดสร้างทุกสิ่ง
หลายคนยังกังขาสงสัยโดยไม่มั่นใจกันว่า
พระองค์ทรงมีอยู่จริงหรือเป็นแค่ “สิ่งสมมุติ”
พระองค์ทรงเป็นรูปธรรมหนึ่ง
ซึ่งทรงประทับอยู่ใกล้ชิดพวกท่านมาก
ใกล้เสียจนพวกท่านมองเห็นพระองค์ไม่ได้
เราจึงขอบอกพวกท่านว่า
การที่ท่านจะสัมผัสรู้ดูเห็นพระเจ้านั้น
ท่านจะต้องอาศัยการมองผ่าน “กระจกเงา”
เหมือนมองหาขนตาขนคิ้วดั้งจมูกนั่นแหละ
แต่กลไกที่ท่านจะใช้ในการมองหาพระองค์
ท่านจะใช้กลไกอายตนะภายนอกทั้งห้า
คือตาหูจมูกลิ้นและกายสัมผัสนั้นไม่ได้
เพราะพระองค์ทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงาน
โดยกลไกอายตนะทั้งห้านั้นมันมีขีดจำกัด
ไม่สามารถสัมผัสรู้ดูเห็นพลังงานได้นั่นเอง
เมื่อท่านสัมผัสรู้ดูเห็นพระองค์โดยตรงไม่ได้
มีเพียงหนทางเดียวก็คือ “ต้องมองผ่านเงา”
โดยให้บางสิ่งเป็นกระจกส่องเงาพระองค์ให้
การมองหาพระเจ้าผ่านเงามายาของพระองค์
ท่านต้องใช้ “ปัญญา” ของสมองทั้งสองซีก
ที่ตัวท่านมีอยู่และสามารถเข้าถึงอำนาจมันได้
ท่านจึงจะมองเห็นหรือเข้าถึงพระเจ้ากันได้
ถ้าท่านใช้จิตปัญญาไม่เป็นและไม่ช่างสังเกต
ท่านก็จะเป็นคนหนึ่งซึ่งอับเฉาเบาปัญญา
ที่จะหันหน้ามาปฏิเสธพระเจ้ากับพวกเขาด้วย
เราขอยืนยันต่อท่านทั้งหลายว่า
พระเจ้าหรือพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่งนั้น
เป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มี 12 เหลี่ยมมุม
ทรงเป็นจุดศูนย์กลางของสนามพลังงานสากล
ที่เป็นจุดศูนย์รวมของประดาตัวตนแก่นแท้
ของอนุภาคของความว่างทั้งหมดในจักรวาล
ที่เหวี่ยงหมุนรอบจุดศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง
จนตัวตนแก่นแท้ของความว่างมากองรวมกัน
ซึ่งพร้อมให้กำเนิดคลื่นความถี่ทางพลังงาน
รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติของคลื่นนั้นๆได้ด้วย
พระเจ้าจึงทรงเป็น “ผู้เริ่มต้น”
หรือทรงเป็น “ผู้ให้กำเนิด” ทุกสรรพสิ่ง
โดยทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดสร้าง
แก่นแท้ของสิ่งนั้นจะเป็น “พลังงาน” เสมอ
เพราะทรงเป็นศูนย์รวมของแก่นแท้
ซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ของความว่าง
อันเป็นสารตั้งต้นของแก่นแท้ของทุกสิ่ง
ที่ทรงเป็นผู้จะกำหนดสร้างขึ้นมานั่นแหละ
ถ้าท่านจะเข้าใจสาระที่เรากล่าวมาได้
ท่านจะต้องฝึกใช้สมองซีกขวาให้เป็นก่อน
แล้วนึกคิดให้เห็นเป็นภาพไปตามที่เรากล่าว
ท่านจักต้อง #คิดตาม อย่าได้ #คิดต้าน
ขณะคิดตามท่านต้องทำจิตให้ว่างจากทุกสิ่ง
โดยเฉพาะท่านจะต้องไม่ยึดติดความเชื่อเดิม
ทั้งไม่ต้องบังคับใจให้ท่านหันมาเชื่อตามเรา
ขอให้ใช้ปัญญาคิดตาม “ความรู้ใหม่นี้” ก็พอ
เราขอยืนยันว่า “พระเจ้า” มีพระองค์เดียว
พระองค์ไม่เคยเกิดเป็นสิ่งที่พระองค์สร้าง
พระองค์จึงไม่ใช่มนุษย์หรือสัตว์จากต่างดาว
เพราะว่ามนุษย์หรือสัตว์จากต่างดาวทั้งหลาย
พระองค์ล้วนทรงเป็นพระผู้สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น
จงอย่าหลงเชื่อตามคำแอบอ้างเด็ดขาด
ถ้าท่านอยากรู้ความจริงว่า
#พระเจ้าเป็นใคร
#พระองค์ทรงอุบัติขึ้นด้วยตนเองอย่างไร
#ท่านกับจักรวาลเกี่ยวข้องกับพระเจ้าอย่างไร
ก็ให้ค้นหาความรู้ใหม่เหล่านี้อ่านได้จากเฟสบุ๊ค
หรือยูทูปกับติ๊กต็อกกันได้ตามแต่ท่านสะดวก
เพราะเราเคยสื่อพระโอวาทลงมาจากพระเจ้า
นำมากล่าวต่อชาวโลกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
20/07/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #พระเจ้า
#คนสองมิติ #อนุตรธรรม #จิตสามนึก
#กำเนิดพระเจ้า #จิตวิญญาณ
สวัสดีกันวันจันทร์
Good Morning Monday
จะเห็นคิ้วและจมูกของตนได้
มนุษย์ต้องใช้วิธีมองผ่านกระจกเงา
ถ้าจะรับเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง
จักต้องรับฟังผ่านผู้ที่ฉายภาพพระเจ้า
ให้ท่านเข้าถึงพระองค์ได้
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
สวัสดีกันวันอาทิตย์
Good Morning Sunday
เพราะคุณมองไม่เห็นพระเจ้า
คุณจึงไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงมีอยู่จริง
ขณะที่ปลายจมูกขนคิ้วขนตา
ซึ่งคุณเองก็มองไม่เห็นมัน
แต่ทำไมจึงเชื่อกันว่ามันมีอยู่จริง
อนุตรธรรมาจารย์บริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
สวัสดีกันวันเสาร์
Good Morning Saturday
มนุษย์มีอำนาจในตนเอง
คืออำนาจทางจิตที่จะรักผู้อื่นได้
กับอำนาจในการใช้ปัญญา
เพื่อจัดการอุปสรรคปัญหาได้ทุกสิ่ง
นี่คืออำนาจแท้จริงของมนุษย์
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
บริเวณพื้นที่สีแดงตรงพิกัดนี้
จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากที่สุด
โดยมีเหตุและปัจจัยแห่งการเกิดเสมอ
ถ้าจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว
ลึกลงไปใต้ดินหรือใต้ทะเลไม่เกิน 20 กิโลเมตร
จะเกิดความเสียหายระดับชีวิตและทรัพย์สิน
แต่ถ้าไหวตั้งแต่ระดับ 7 ขึ้นไป
โดยไหวลึกลงไปเกินกว่า 30 กิโลเมตร #อยู่บ่อยครั้ง
พื้นที่สีแดงที่ระบุไว้นั้นจะหายไปจากแผนที่โลก
ที่เราอ่านโลกเอาไว้แบบนี้
ยังมีโอกาสผิดพลาดได้ +- 20%
ขึ้นกับจิตสามนึกของพี่น้องที่อาศัยอยู่ตรงพิกัดนั้น
เอเมน สาธุ
18/07/2569
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
ความทุกข์ทั้งทางกายและทางจิตหยาบนั้น
เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วจะเป็นสิ่งที่ “ทนได้ยาก”
คำว่า “สิ่งที่เกิดขึ้น” นี้ หมายถึง
อาการสั่นสะเทือนของเซลล์อวัยวะร่างกาย
ที่เกิดขึ้นในมิติโลกทางด้านกายภาพ
หรือการสั่นสะเทือนของ “จิตหยาบ”
ที่เกิดขึ้นในมิติพลังงานด้านของแก่นแท้
โดยมีจิตหยาบคือต่อมไพเนียลเป็นผู้เริ่มต้น
มีศูนย์บัญชาการหลักก็คือสมองทั้งสองซีก
มีผู้สิ้นสุดก็คือเซลล์อวัยวะร่างกายที่ถูกสั่งการ
การสั่นสะเทือนถึงกันเป็นทอดๆแบบนี้
เป็นกระบวนการธรรมชาติซึ่งถูกออกแบบไว้
มนุษย์จึงมีจิตหยาบเป็นตัวขับเคลื่อน
มีเครื่องยนต์แห่งกรรมสองมิติเป็นเครื่องมือ
มีจิตวิญญาณกับแม่นมคือพี่พลียะเดี้ยนส์
ประทับนิ่งอยู่ในที่ตั้งตรง “ต่อมพิทูอิทารี”
ผู้คอยทำหน้าที่เป็นดั่งพระประธานของวัด
โดยให้เจ้าอาวาสก็คือจิตหยาบทำการแทน
สิ่งใดที่จิตหยาบซึ่งเป็นเจ้าวัดหรือเจ้าอาวาส
เป็นผู้สั่งการหรือปฏิบัติการลงไปก็ตาม
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกต้องเหมาะสมดีงามหรือไม่
มันจะเป็นสิ่งสร้างสรรค์หรือเป็นสิ่งชั่วร้าย
มันจะผิดบาปมากน้อยแค่ไหนอย่างไรก็ตาม
การสั่นสะเทือนนั้นเจ้าวัดจะต้องรับกรรม
แม้ว่าตนจะไม่ได้เป็นผู้ก่อกรรมนั้นเองเลย
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีเหตุผล 2 ประการ คือ
#ประการแรก
พระผู้สร้างทรงกำหนดให้ “จิตสามนึก”
หรือ “จิตหยาบ” ทำหน้าที่แทน “จิตวิญญาณ”
ในทุกภพชาติที่ได้รับโอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์
เมื่อจิตวิญญาณเป็น #ผู้มอบอำนาจ
กิจการใดที่จิตหยาบ #ผู้รับมอบอำนาจ ก่อขึ้น
ผู้มอบอำนาจจักต้องรับผิดชอบในผลกรรมนั้น
เสมือนตนเป็นผู้ก่อกรรมกระทำมันด้วยตนเอง
ผู้มอบอำนาจจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
#ประการที่สอง
พระผู้สร้างทรงกำหนดให้ “จิตสามนึก”
หรือจิตหยาบเสื่อมสลายพร้อมกับกายหยาบ
ซึ่งจิตวิญญาณจะละทิ้งจิตหยาบกับกายหยาบ
ให้เสื่อมสลายไปด้วยกันเมื่อสิ้นอายุขัย
ผลกรรมทั้งบาปบุญคุณโทษชั่วดีทั้งหลาย
จิตหยาบจะส่งมอบให้แก่จิตวิญญาณ
“รับผิดชอบ” ในผลกรรมนั้นแทนตนต่อไป
การรับผิดชอบในผลกรรมของจิตวิญญาณ
คือการบำบัดเยียวยาตนเองให้สมดุลในนรก
เรียบร้อยแล้วจะต้องย้อนกลับมาเกิดใหม่อีก
เพื่อปฏิบัติตาม “กฎแห่งกรรม” ที่ระบุเอาไว้
ในแผนการเรียนรู้ที่จิตวิญญาณท่านต้องการ
ทั้งกลับมาชำระขยะพลังงานกรรมทั้งหมด
ที่จิตหยาบของตนก่อไว้ในอดีตชาตินั้นด้วย
การมาเกิดเป็นมนุษย์ของพวกท่าน
จะมีลักษณะสำคัญที่ต้องรู้พอสังเขปเหล่านี้
แน่นอนว่าพวกท่านอำนาจสมองมีขีดจำกัด
จะทราบความรู้ที่เป็นความจริงเหล่านี้เองมิได้
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณจึงต้องประทาน
พระศาสดาที่มาจากพระเจ้าคือพระบุตรเอก
ให้ข้ามมิติเข้ามาจุติภายในเอกภพที่ระบบโลก
เพื่อเปิดเผยความจริงเหล่านี้ให้มนุษย์โลกรู้
เมื่อมนุษย์รู้ความจริงเหล่านี้แล้ว
จะได้ปฏิบัติตนเพื่อการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง
โดยเฉพาะท่านจะต้องรู้ว่า “ตัวกูไม่ใช่ของกู”
คือกายสังขารทั้งระบบเป็นของจิตวิญญาณ
ตัวกูคือจิตหยาบผู้อาสาทำงานแทนแก่นแท้
ตัวกูจึงไม่ใช่จิตวิญญาณของกูผู้อาสามาเกิด
พวกท่านจะรักจิตวิญญาณของท่านมากขึ้น
จะแคร์จิตวิญญาณของท่านเองมากกว่านี้
จนมนุษย์หลายคนทำผิดคิดเพี้ยนไปว่า
กฎแห่งกรรมกรณีกรรมสนองข้ามภพชาตินั้น
ไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริงตามที่พระสอนได้
แต่เชื่อว่าสำหรับมนุษย์นั้น “ตายแล้วจบสิ้น”
โดยหยิบยกเอาเรื่องทางโลกมาเป็นหลักคิด
ตายจากกันเมื่อไหร่ความสัมพันธ์นั้นก็สิ้นสุด
เพราะไม่รู้ว่าตนเองนั้นเป็น “คนสองมิติ”
แม้มิติโลกอาจจะจบแต่มิติจิตวิญญาณไม่จบ
เพราะกรรมใดในมิติทางพลังงานที่เกิดขึ้นนั้น
ถ้าเป็นกรรมดีก็มีประโยชน์ต่อตนเองและโลก
ถ้าเป็นกรรมชั่วที่โลกและใครๆไม่ต้องการมัน
พลังงานกรรมด้านลบนั้นผู้ก่อจะต้องเก็บกวาด
หากผู้ก่อยังไม่ตายก็จะกลายเป็นขยะลอยอยู่
เพื่อรอให้เจ้าของมันที่ตายแล้วเป็นผู้ชำระทิ้ง
คือทำให้ผลกรรมนั้นเป็น “โมฆะ” ให้หมดสิ้น
หน้าที่ของจิตหยาบของมนุษย์อย่างแรก
นั่นคือต้องกำจัดหรือชำระขยะพลังงานกรรม
ที่จิตหยาบของจิตวิญญาณในอดีตชาติ
เป็นผู้ก่อการร้ายโดยทิ้งขยะเหล่านั้นเอาไว้
ด้วยการชำระให้หมดสิ้นไม่เหลือไว้เป็นขยะ
กรรมใดใครก่อผู้นั้นต้องรับผิดชอบในกรรมนั้น
เพื่อให้จักรวาลโลกและจิตวิญญาณของตน
มีความสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริงให้จงได้
เราบอกกล่าวความจริงนี้
เพื่อให้จิตหยาบหรือจิตสามนึกของท่าน
รับรู้แล้วเรียนรู้ “อนุตรธรรม” สำคัญเหล่านี้
จะได้สั่นสะเทือน “จิตสามนึก” ของท่าน
ให้มันเกิดอาการของทุกข์จนทนไม่ได้
จนต้องแสดงออกทางกายและวาจา
ด้วยการเร่งเพียรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เพื่อจิตวิญญาณแก่นแท้ของตัวท่านเอง
อย่างจริงจังและตั้งใจให้เร็วที่สุดให้จงได้
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
18/07/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #พระเจ้า
#คนสองมิติ #หลุดพ้นนิพพาน #อนุตรธรรม
#กฎแห่งกรรม #จิตวิญญาณ #จิตสามนึก
เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.0
บริเวณนอกชายฝั่งเมืองเชียปัส
ประเทศเม็กซิโก
ที่ระดับความลึก 35.1 กิโลเมตร
วันที่ 18 ก.ค.2569 เมื่อเวลา 00.23 น.
(แผ่นดินไหวบริเวณพื้นที่สีแดง)
Chainoi: รายงาน
18/07/2569
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ความทุกข์ของมนุษย์ มี 2 อย่าง
#อย่างแรก คือ “ทุกข์ทางกาย”
จากความเจ็บปวดกายเพราะบาดแผลฟกช้ำ
จากการป่วยไข้เพราะพิษภัยของเชื้อโรค
จากความอัดอั้นที่ต้องการขับถ่ายระบายออก
#อย่างที่สอง คือ “ทุกข์ทางใจ”
จากการหวาดกลัวต่างๆนานา
จากการวิตกกังวลในสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น
จากการถูกบีบบังคับให้จำนนในสิ่งที่ไม่ชอบ
จากอารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้น
จากการโศกเศร้าเสียใจในการพลัดพราก
จากการหึงหวงห่วงหาอาวรณ์
จากการผิดหวังคือไม่สมดั่งใจอยาก
สำหรับความทุกข์ทางกายทั้งหลาย
ถ้ารู้แน่นอนแล้วว่าเหตุแห่งทุกข์คืออะไรแน่
ก็รีบจัดการที่เหตุทุกข์นั้นก็คลายหรือหายได้
เพราะสามารถสัมผัสรู้ดูเห็นได้ง่าย
จึงบำบัดรักษาเยียวยาได้อย่างสะดวกดาย
ทุกข์กายบางอย่างหากจัดการเองไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางก็ยังมาช่วยเหลือได้
ความทุกข์ทางกายแบบนี้
ถ้าเหตุแห่งทุกข์นั้นถูกปลดเปลื้องแล้ว
ความทุกข์นั้นก็จะดับสิ้นคือจะไม่ทุกข์อีกแล้ว
เว้นแต่ว่าจะมีเหตุให้ทุกข์ในครั้งต่อไปอีก
กรณีปวดปัสสาวะ คือ “ทุกข์เบา”
หากถ่ายปัสสาวะออกไปแล้วทุกข์นั้นก็หาย
แต่ถ้าฝืนทนจนกลั้นไว้ไม่ไหวก็ปัสสาวะเล็ด
เพราะร่างกายมนุษย์มันจะปรับสมดุลให้เอง
กรณีปวดอุจจาระ คือ “ทุกข์หนัก”
หากถ่ายอุจจาระออกไปแล้วทุกข์หนักก็หาย
แต่ถ้าผืนทนจนกลั้นไว้ไม่ไหวก็อุจจาระราด
เพราะเกินกำลังในการปิดกลั้นของหูรูด
กรณีเจ็บปวดร่างกาย
แค่ทายาให้ตรงจุดหรือทานยาให้ตรงอาการ
ความทุกข์ที่ว่านั้นก็จะบรรเทาจนหายได้
หากอาการหนักเกินกำลังที่ตัวเองจะจัดการได้
ท่านก็ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือได้
แต่ความทุกข์ทางใจทั้งหลายนั้น
มันเป็นปัญหาทางจิตที่เร้นมิดชิดอยู่ข้างใน
เป็นปัญหาส่วนบุคคลที่ตนเองเท่านั้นที่จะรู้ว่า
สภาวะจิตปัจจุบันของตนนั้นมีอาการเช่นไร
จะรู้ได้เองว่าทุกข์นั้นเกิดจากสาเหตุใด
ใครที่จัดการปัญหาในจิตใจของตนเองไม่ได้
ยังสามารถปรึกษา “จิตแพทย์” ช่วยเหลือได้
เพียงแค่ตอบคำถามแพทย์ให้ข้อมูลแพทย์
เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุแห่งทุกข์นั้นให้
เมื่อแพทย์พบสาเหตุแห่งทุกข์นั้นได้แล้ว
จะให้คำแนะนำเพื่อช่วยบำบัดทุกข์ทางใจให้
ที่สำคัญคือไม่ว่าท่านจะทุกข์แบบไหน
สามารถที่จะเยียวยารักษาบำบัดได้ทั้งสิ้น
ไม่มีปัญหาใดในโลกนี้ที่จะแก้ไขไม่ได้
ทั้งปัญหาในการดำเนินชีวิตปัญหาเศรษฐกิจ
แม้กระทั่งปัญหาใหญ่ในระดับประเทศ
ไม่มีปัญหาใดเกินขีดความสามารถของมนุษย์
ที่จะแก้ไขเยียวยาหรือจะป้องกันไม่ให้มันเกิด
เรายอมรับว่าทุกๆปัญหาที่ท่านเผชิญ
มันจะมีลักษณะต่างๆดังต่อไปนี้ คือ
1.ต้องมีสาเหตุแห่งการเกิดปัญหานั้น
ท่านก็ต้องรู้ว่าเหตุแห่งปัญหาคืออะไรแน่
2.ท่านต้องรู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร
มีวิธีการที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้กี่วิธีกันแน่
3.ปัญหาไหนบ้างที่ท่านแก้ไขเองได้
ปัญหาไหนที่ต้องให้ใครคนอื่นช่วยเหลือ
4.ท่านจะตัดสินใจแก้ปัญหานั้นอย่างไร
ท่านจะต้องแก้ไขปัญหาใดก่อนหลัง
5.ท่านพร้อมยอมรับในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
จากการตัดสินใจเลือกแก้ปัญหาแบบนั้นแล้ว
และมีแผนรองรับไว้อย่างไรถ้าไม่ได้ผล
ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า
#ปัญหาเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาทั้งสิ้น
แต่ปัญญาของท่านจะเกิดได้เพราะมีสติก่อน
ถ้าท่านเกลียดปัญหากลัวปัญหาที่เผชิญอยู่
สติก็จะไม่มาปัญญาคือความฉลาดก็ไม่เกิด
แถมชอบทำตัวหนีสังคมไม่ยอมคบใคร
หรือประพฤติตนทำให้คนอื่นไม่อยากคบด้วย
คล้ายคนป่วยที่เป็นโรคเรื้อนในสมัยพระเยซู
ซึ่งทรงยกมาเปรียบเปรยกับคนที่นิสัยไม่ดีไว้
ไปอยู่ที่ไหนในสังคมผู้คนก็จะพากันรังเกียจ
เหมือนคนเป็นโรคเรื้อนที่ติดต่อได้รักษาไม่ได้
ชั่วชีวิตนี้จึงยิ่งสุดสลดรันทดใจเข้าไปใหญ่
เรากล่าวเรื่องความทุกข์ในวันนี้
เพื่อจะให้สติทางวิญญาณต่อท่านทั้งหลายว่า
#จงอย่าเกลียดกลัวความทุกข์กันเลย
ความทุกข์กายทุกข์ใจนั้นมันเกิดจากปัญหา
ปัญหาเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาด้วยกันทั้งสิ้น
แต่สมองมันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อจิตเป็นผู้นำ
พระผู้สร้างจึงทรงยินยอมให้มนุษย์มีปัญหา
เพื่อให้ปัญหาจุดประกายไฟแห่งปัญญาให้
แต่ประกายไฟแห่งปัญญาต้องได้จากพลังจิต
พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิบัติ “สมถะกรรมฐาน”
ก่อนเข้าถึงการฝึกใช้ปัญญาของสมองสองซีก
ด้วยวิธีปฏิบัติ “วิปัสสนากรรมฐาน” นั่นเอง
ถ้าท่านเกิดมาเป็นมนุษย์
โดยเลือกที่จะปวารณาตนเป็น #พุทธะ
ซึ่งฝักใฝ่ในการปฏิบัติธรรมด้วยกรรมฐาน
เป็นผู้หนึ่งที่ปรารถนาจะหลุดพ้นนิพพานแล้ว
การยอมถูกหลอกให้เกลียดกลัวความทุกข์นั้น
ถามว่าท่านกำลังทำให้ “จิตป่วย” อยู่รึเปล่า
จิตป่วยคือจิตที่ขลาดกลัวคือไร้พลังใช่ไหม
เพราะจิตหยาบยังถูกกิเลสครอบงำอีก
จนจิตหยาบเกิดเป็นจิตอยากคืออยากพ้นทุกข์
จึงเลือกหนทางใหม่ที่เชื่อว่าจะสุขสบายกว่า
คือเลือกที่จะตายแล้วเบนไปทางสวรรค์มายา
โดยจิตวิญญาณขึ้นไปติดคุก Metrix อยู่บนนั้น
ขึ้นไปแล้วจึงลงมาเกิดอีกไม่ได้คือหายไปเลย
พระพุทธเจ้าเรียกว่านิพพานแบบตาลยอดด้วน
ซึ่งเป็นการ “หลงทางนิพพาน” โดยแท้
ผู้ชายส่วนใหญ่อยากไปเกิดเป็นเทพเทวดา
เป็นผู้ที่สมองก็มีปัญญาแต่ทว่าขาดสติ
สาเหตุที่ขาดสตินั้นมีสองอย่าง คือ
1.เพราะจิตหยาบถูกกิเลสครอบงำ
2.เพราะเชื่อในตัวตนคนสอนและพระคัมภีร์
จึงไม่มีการ “ฉุกคิด” ก่อนที่ตนจะเชื่อตาม
แปลว่าใช้ศรัทธานำปัญญาคือขาดสติไป
แทนที่จะใช้ปัญญานำศรัทธา
อย่าแปลกใจเลย...
ที่ทุกวันนี้ท่านพาตัวเองไปในสังคม
ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนตรงไหนของบ้านเมือง
จะเห็นว่าโลกนี้มีสตรีมากกว่าบุรุษ
Where Have All the Men Gone?
(พวกผู้ชายที่ตายแล้วเขาหายไปไหนกัน?)
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
17/07/2569
สวัสดีกันวันศุกร์
Good Morning Friday
ถ้าหลักแห่งอริยะสัจสี่
คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ชายท่านแก้ปัญหาพาให้พ้นทกข์ได้
ทำไมจะต้องหนีทุกข์
เพื่อไปซกอยู่บนสวรรค์มายาด้วยเล่า
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จิตจักรวาลสถานธรรม
พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในพระนามองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า
สัจธรรมคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้า
บทที่ว่าด้วยเรื่องราวของ #ไตรลักษณ์
ประกอบด้วย “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” นั้น
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติทางจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็นด้านของแก่นแท้ที่ตามองไม่เห็น
ต้องใช้จิตปัญญาของสมองสองซีกเท่านั้น
จึงจะสามารถเข้าถึงความจริงนี้ได้
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงว่า
จิตของมนุษย์อันหมายถึง “จิตหยาบ”
ซึ่งสมัยใหม่เรียกกันว่า “จิตสามนึก” นั้น
เป็นกลุ่มพลังงานที่ยังไม่สมดุลในตนเอง
ต่างจากจิตวิญญาณที่เป็น “กล่อง” พลังงาน
ซึ่งเป็นพลังงานที่สมดุลในตนเองแล้ว
จิตหยาบมีหน้าที่สั่นสะเทือนเคลื่อนไหล
ไปทั่วทุกเซลล์ร่างกายและอวัยวะของมนุษย์
เพื่อทำให้เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เป็นสิ่งที่มีชีวิตจนเป็นเครื่องมือของแก่นแท้
ในการทำหน้าที่ “คนสองมิติ” ได้
ดังนั้น
ถ้าถามว่าจิตหยาบของมนุษย์
มีรูปร่างหน้าตาหรือตัวตนเป็นแบบไหน
คำตอบคือไม่สามารถระบุตัวตนรูปธรรมได้
นอกจากจะใช้มายาสมมุติเอาว่ามีกี่มิติแล้ว
คำว่า “มิติ” หมายถึงจำนวนเหลี่ยมมุมสูงสุด
ที่จิตหยาบของมนุษย์คนนั้นเข้าถึงได้
ตัวอย่างเช่น
ถ้าจิตหยาบของท่านเข้าถึง 5 เหลี่ยมมุมแล้ว
แสดงว่าจิตหยาบนั้นจะมีรูปธรรมเหมือนดาว
โดยดาวดวงนั้นจะมีมุมทั้งหมด 5 เหลี่ยมมุม
หรือเป็นรูปธรรมแบบ “ดาวห้าแฉก” ก็ได้
เพราะเหตุว่าจิตหยาบมีหน้าที่สำคัญคือ
จะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่อย่างต่อเนื่อง
ในรูปของคลื่นความถี่ที่เป็นระบบไฟฟ้าเคมี
โดยมนุษย์ทุกคนล้วนมี “ถนนให้จิตเดิน”
ซึ่งฐานบัญชาการจะอยู่ตรง “ต่อมไพเนียล”
เพราะเหตุว่า “กระแสจิต” หรือพลังจิต
มันสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลของมันไปเรื่อย ๆ
โดยในยามตื่นมนุษย์จะนึกออกนึกเอานึกเอง
เพื่อใช้จิตสามนึกเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
ส่วนในยามหลับแม้ว่าท่านจะไร้จิตสามนึก
จนสมองซีกซ้ายว่างงานจนท่านหลับไปแล้ว
จิตหยาบนั้นมันก็จะสั่นสะเทือนตามปกติอยู่
แต่จะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่สูงคือสงบ
ดังนั้น
พระพุทธองค์จึงทรงเขียนเป็นรหัสขึ้นมา
ด้วยกฎแห่งไตรลักษณ์ให้มนุษย์รู้ทั่วกันว่า
มนุษย์โลกเป็น “คนสองมิติ” เป็นสิ่งที่มีชีวิต
ที่สามารถเคลื่อนไหวตนเองได้ในทุกรูปแบบ
ทั้งมโนกรรมกายกรรมวจีกรรมให้ประจักษ์
ด้วยประโยคเด็ดที่ว่า “อนิจจังไม่เที่ยง”
ประโยคที่ว่า “อนิจจังไม่เที่ยง” นี้
ไม่ได้หมายถึงทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย
เพราะมนุษย์จะใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้
ก็ต่อเมื่อ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” อยู่เท่านั้น
ใครหลงทางไปเป็นเทพพรหมบนสวรรค์มายา
จิตวิญญาณนั้นจะช่วยค้ำจุนสมดุลโลกนี้ไม่ได้
ท่านทั้งหลายจงบันทึกประโยคสำคัญนี้ไว้ให้ดี
ไม่เช่นนั้นแล้วท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่เสียชาติเกิด
ประโยคที่ว่าอนิจจังไม่เที่ยงนี้
แท้แล้วพระพุทธองค์ทรงหมายความว่า
ในยามตื่นนั้นจิตสามนึกของมนุษย์ทุกคน
มันจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆไม่รู้หยุดนิ่ง
เดี๋ยวนึกนั่นโน่นนี่จิปาถะหรือสารพัดนึก
การเปลี่ยนรูปแบบเรื่องราวการนึกของจิต
คือการเปลี่ยนความถี่ในการสั่นสะเทือน
มันคือ #มโนกรรม นั่นแหละ
เมื่อมโนกรรม “เกิด”
ยังผลให้กายกรรมกับวจีกรรมก็เกิด
เมื่อมโนกรรมนั้น “เปลี่ยน”
ยังผลให้กายกรรมกับวจีกรรมก็เปลี่ยน
วันทั้งวันมนุษย์ล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น
พระองค์จึงสรุปว่าจิตของมนุษย์นั้นไม่เที่ยง
คำว่า “ไม่เที่ยง” แปลว่ามันไม่เคยหยุดนิ่ง
ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าจิตเป็น #อนัตตา ไงล่ะ
นอกจากนั้น
พระองค์ยังทรงค้นพบความจริงอีกด้วยว่า
เมื่อมโนกรรมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
วจีกรรมกับกายกรรมก็จะเปลี่ยนตามเสมอ
ซึ่งเป็นที่มาของประโยคทองที่ว่า
“ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง”
ประโยคสำคัญประโยคนี้แท้แล้วหมายถึง
เพราะจิตหยาบหรือจิตทั้งสามนึกของมนุษย์
พระเจ้าทรงออกแบบให้มันเปลี่ยนแปลง
ด้วยการ นึกออก นึกเอา นึกเอง ได้ตลอด
ซึ่งทุกท่านเปลี่ยนแปลงมันได้เองโดยเสรี
พระเจ้าหรือใครๆจะบังคับจิตของท่านไม่ได้
นี่คือที่มาของคำว่า #โลกเสรี นั่นเอง
เมื่อท่านทั้งหลาย
รู้ที่มาของสองคำอันสำคัญของไตรลักษณ์
คือ #อนิจจังกับอนัตตา จนเข้าใจได้แล้ว
คำสุดท้ายที่ต้องรู้ความหมายก็คือ “ทุกขัง”
เพราะพฤติกรรมภายนอกต่างๆ
ที่เป็นกายกรรมและวจีกรรมของท่านนั้น
ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยมโนกรรมทั้งสิ้น
ซึ่งเป็นที่มาของประโยคทองที่ใครๆก็รู้ว่า
“จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” นั่นแหละ
คนที่ตายแล้วพูดไม่ได้จึงไม่มีชีวิตอยู่อีก
เพราะว่าตายเมื่อไหร่จิตจะดับเมื่อนั้น
ถ้าจิตหยาบหรือจิตสามนึกดับ
มโนกรรมของท่านผู้นั้นมันก็จะดับตาม
กายกรรมกับวจีกรรมจึงไม่อาจเกิดได้
สาเหตุที่มโนกรรมอันเกิดจากจิต
มีฤทธิ์ให้เกิดวจีกรรมกับกายกรรมได้นั้น
เพราะจิตสามนึกของพวกท่านทุกคน
พระเจ้าทรงออกแบบหรือสร้างให้มันทำงาน
โดยทำร่วมกันกับสมองและกายสังขาร
ซึ่งเป็นไปได้โดยอัตโนมัตินั่นเอง
เมื่อจิตบงการให้สมองสั่งการแบบไหน
เซลล์อวัยวะร่างกายทุกเซลล์ของท่าน
มันก็จะสั่นสะเทือนไปตามคำสั่งนั้นเสมอ
กระบวนการที่จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวนี้
เป็นกระบวนการอัตโนมัติในสัตว์และคน
แต่มนุษย์มีสมองสองซีกให้ใช้งาน
ส่วนสัตว์โลกมีสมองก้อนเดียวเท่านั้นเอง
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์โลกก็ตรงนี้
เพราะมนุษย์สามารถแทรกแซงการนึก
เพื่อนำไปสู่การคิดการพูดและการกระทำใดๆ
ในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมดีงามมากกว่าเดิมได้
ขณะที่สัตว์ไม่อาจแทรกแซงกระบวนการนี้ได้
เพราะว่าสัตว์โลกนั้นใช้ “จิตสัญชาตญาณ”
ทำงานร่วมกับสมองก้อนเดียวไม่มีจิตหยาบใช้
มนุษย์จะแทรกแซงกระบวนการ
เพื่อกำกับควบคุมพฤติกรรมของตนได้
ด้วยการ #ดำริชอบ คือมีมโนสุจริตนั่นแหละ
เมื่อจิตสั่งการผิดกายก็จะทำผิดไปตามนั้น
เพราะกายกรรมวจีกรรมต้องทำตามสมองสั่ง
สมองจะสั่งกายตามที่จิตของท่านกำหนดมัน
ที่กายสังขารหรือปากของท่านต้องทำตาม
ก็เพราะว่า “คันปาก คันมือ คันตีน” ไงล่ะ
พระพุทธเจ้าจึงสอนสาวกให้ฝึกการรู้สติ
คือ “ให้ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ”
เพื่อคอยควบคุมปาก มือ ตีน ของตนเอาไว้
ไม่ให้ยื่นออกไป “ก้าวล่วง” ผู้อื่นให้ผิดบาป
เราหวังว่าท่านทั้งหลาย
เมื่อได้รู้ความจริงเรื่องไตรลักษณ์เหล่านี้แล้ว
คงจะเลิกโง่ง่ายเพราะงมงายในการกลัวทุกข์
จนอยากลุกหนีออกไปจากโลกสู่สวรรค์มายา
ที่พระบิดาหรือพระเจ้าไม่เคยสร้างขึ้นไว้
สวรรค์นิรันดรที่อยู่ภายนอกเอกภพต่างหาก
คือบ้านเกิดเมืองนอนจิตวิญญาณของท่าน
ซึ่งพวกท่านจะต้องกลับไปกราบพระองค์
เมื่อ #สิ้นยุคพลังงานเก่า ของพวกท่านแล้ว
สังเกตสิว่าพระบิดามีนัยสำคัญอะไร
ผีโสโครกจะมีสิ่งนั้นนำเสนอให้สับสนเสมอ
พระเจ้ามีสวรรค์นิรันดรมารก็มีสวรรค์มายา
พระพุทธเจ้ามีคำว่านิพพานก่อนตาย
หมายถึงการดับการเกิดดับของกิเลสให้สิ้น
ขณะที่ยังมีชีวิตเป็นมนุษย์โลกคือยังไม่ตาย
พวกมารก็มีนิพพานมาหลอกขายให้สับสน
โดยหลอกว่าตายแล้วไปเกิดเป็นเทพเทวดา
ไม่กลับมาเกิดบนโลกนี้อีกนั่นคือนิพพานแล้ว
ผีโสโครกหลอกผ่านคนนำทางตาบอด
ให้จูงใจมนุษย์เรื่องเทพพรหมกับสวรรค์มายา
โดยไม่เคยสอนให้ฉลาดใช้ปัญญาของสมอง
วันๆสอนให้แกล้งทำตนเป็นคนอายตนะบอด
เรียนรู้อยู่แต่โลกภายในของตนเองด้านเดียว
แต่เรื่องโลกภายนอกสังคมภายนอกกลับไม่รู้
ชีวิตจึงจมอยู่บนกองไฟแห่งทุกข์โดยตลอด
เพราะแก้ปัญหาไม่ได้ใช้ปัญญาไม่เป็น
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
16/07/2569
.