พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เรื่องของสวรรค์มายานั้นมันไม่ได้มีอยู่จริง
แต่เป็นสิ่งที่จิตวิญญาณของมนุษย์เฉพาะตน
สร้างมันขึ้นมาจาก #ความเชื่อกับความอยาก
ที่จิตหยาบของคนนั้นสั่นสะเทือนไว้ก่อนตาย
เมื่อถึงวันที่คนนั้นตายภาพมายาของสวรรค์
มันจะหล่นลงไปบันทึกไว้ใน “จิตใต้สำนึก”
กลายเป็นมรดกบาปให้แก่จิตวิญญาณของตน
โดยมิได้ตั้งใจซึ่งเป็นจริงได้ก็เพราะถูกหลอก
คือหลอกให้เชื่อว่า #สวรรค์มายา นั้นมีอยู่จริง
ร่วมกับ #การหลอกให้อยากไปเกิดอยู่ที่นั่น
อันเป็นความใฝ่ฝันทางจิตวิญญาณ
คนที่มีค่านิยมชมชอบในเรื่อง “สวรรค์มายา”
เพราะไม่รู้ว่าภพภูมิเทพเทวดานี้มิได้มีอยู่จริง
แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ถูกจูงใจให้สร้างขึ้นมาเอง
เพื่อใช้เป็นทางเลือกใหม่ด้วยภพภูมิใหม่
เอาไว้รองรับคนชอบธรรมที่กลัวความทุกข์
ซึ่งเป็นพวกที่ได้รับโอกาสให้มาเกิดเป็นมนุษย์
แต่ถูกหลอกให้ติดทุกข์ติดสุขซึ่งเป็นกิเลส
จนปฏิเสธการมาเกิดเป็นมนุษย์ของตนเองไป
โดย “ผู้หลอกลวง” ได้กระทำการบิดเบือน
สัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้โลกเห็นว่า
การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
สัจธรรมที่ชอบนำมาอ้างเป็นประจำมีสองเรื่อง
“เรื่องแรก” คือ #อริยสัจสาม
อันประกอบด้วย “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ”
โดยเรื่องนี้บิดเบือนมาจากเรื่อง #ธรรมจักร
ที่พระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ผู้หลอกลวงอธิบายว่าทรงหมายถึงอริยสัจสาม
ทั้งที่แท้จริงแล้วนั้นมันเป็นความเท็จทั้งสิ้น
“เรื่องที่สอง” คือ #กฎแห่งไตรลักษณ์
อันประกอบด้วย “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”
ผู้หลอกลวงชอบยกมาอ้างเป็นประจำเช่นกัน
โดยยกตัวอย่างการเสด็จออกจากวังเสริมว่า
เพราะพระองค์ทรงต้องการจะหนีความทุกข์
รวมทั้งยกเอาการขจัดทุกข์ด้วยการทรมานกาย
ในสไตล์ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” แบบดาบส
เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มความเชื่อด้วยเช่นกัน
ทั้งที่เรื่องของไตรลักษณ์นั้นเป็นการอธิบาย
เกี่ยวกับเรื่องของ “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว”
คือ #มโนกรรมเป็นผู้สร้างวจีกรรมกับกายกรรม
โดยมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าอยู่เสมอ
ถ้าเงื่อนไขกระทบจิตมันเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใด
พฤติกรรมทางกายภายนอกก็จะเปลี่ยนตาม
พระพุทธเจ้าทรงเรียกการเปลี่ยนแปลงของจิต
ที่ปกติจะมีอาการนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว
แล้วเปลี่ยนไปสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ต่ำ
คือจิตนั้นจะเกิดอาการของสภาวะจิตตกต่ำลง
อาการจิตหยาบแบบนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่าทุกข์
บาลีสันสกฤตอาจใช้เป็นว่า “ทุกขัง” ก็ได้
พระพุทธองค์ทรงหมายถึง
เมื่อจิตหยาบเกิดอาการเปลี่ยนไปจากความสงบ
กายสังขารภายนอกซึ่งเป็นกายหยาบของมนุษย์
มันจะเกิดการสั่นสะเทือนไปตามจิตหยาบนั้น
หากสั่นสะเทือนแรงมากกายสังขารก็จะทนไม่ได้
เมื่อกายสังขารทนไม่ได้จึงต้องออกอาการให้เห็น
การทนได้ยากหรือทนไม่ไหวนี่แหละคือ “ทุกข์”
มนุษย์โลกทั้งหลายจะต้องรู้ว่า
ความทุกข์โดยหลักสัจธรรมของมนุษย์นั้น
จะเรียกว่าทุกข์ได้มีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกันก็คือ
1.#ความทุกข์ทางจิตใจ
อันเกิดจากสิ่งเร้าที่อายตนะสัมผัสรู้ดูเห็นได้
แล้วส่งสัญญาณเข้าไปสู่จิตหยาบที่อยู่ข้างใน
เมื่อจิตหยาบถูกเร้าด้วยสิ่งเร้านั้นๆเมื่อไหร่
อาการสงบสุขของจิตมันจะอยู่ไม่สุขขึ้นทันที
สิ่งที่เรียกว่าโลภะ โทสะ โมหะ
สิ่งที่เรียกว่าอารมณ์รู้สึกนึกคิดทั้งหลาย
สิ่งที่เป็นกลุ่มกองของกิเลสตัณหาทั้งหมด
ที่จิตหยาบสั่นสะเทือนขึ้นเป็นคลื่นความถี่ต่ำ
ทำให้จิตหยาบเกิดอาการไม่สงบเสมอ
มันคืออาการของทุกข์ทางจิตใจนั่นเอง
พระพุทธเจ้าทรงพบว่า
อาการป่วยทางจิตนั้นเพราะมันเกิดที่จิต
จึงทรงเลือกดำเนินชีวิตเพื่อการขจัดทุกข์
ด้วยวิธีการปฏิบัติจิตกันเป็นหลักใหญ่
นี่คือที่มาในการค้นพบ #มรรคมีองค์แปด
ซึ่งเป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรวมแปดอย่าง
ถ้าใครทำได้จะไม่สร้างทุกข์ให้ตนเองแน่นอน
2.#ความทุกข์ทางกายสังขาร
เพราะจิตหยาบกับกายสังขารของมนุษย์นั้น
ถูกผูกโยงเชื่อมต่อกันไว้อย่างสนิทแนบแน่น
ยามที่จิตป่วยกายสังขารท่านจึงป่วยตามด้วย
ขณะที่กายสังขารป่วยจิตของท่านก็จะป่วยตาม
ระหว่างจิตกับกายมันจะเป็นของมันเช่นนี้เอง
เพราะว่าคนชอบธรรมส่วนใหญ่
ถูกโน้มน้าวจิตใจด้วยการหลอกให้กลัวทุกข์
จนเกิดกลัวความทุกข์กันขึ้นมาจริงๆเข้าให้
หลายคนจึงรู้สึกว่าตนไม่น่ามาเกิดเป็นมนุษย์
จึงหาทางพ้นทุกข์ด้วยการตายไปจากโลกนี้
โดยตายแล้วไม่ขอกลับมาเกิดบนโลกนี้อีก
ผู้หลอกลวงเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า #นิพพาน
โดยขโมยพระคำบัญญัติของพระพุทธเจ้ามาใช้
จนพระพุทธองค์ต้องทรงเมตตาออกมาเตือนว่า
นั่นเป็น #นิพพานแบบตาลยอดด้วน นะท่าน
ซึ่งเป็น #นิพพานเทียมเท็จ นั่นแหละ
เนื่องจากเมื่อมนุษย์นั้นตายไปจากโลกนี้แล้ว
ถ้าจิตวิญญาณยังหลุดพ้นกลับบ้านที่มาไม่ได้
อีกสถานที่หนึ่งซึ่งจิตวิญญาณนั้นจะต้องไป
นั่นคือดินแดนที่เรียกกันว่า #นรกภูมิ เสมอ
เพราะจิตวิญญาณที่ต้องไปหยุดแวะที่ตรงนั้น
จะเป็นจิตวิญญาณที่ส่วนใหญ่ป่วยด้วยหลงมิติ
จึงจำต้องไปบำบัดรักษาอาการป่วยนั้นให้หาย
แล้วค่อยย้อนมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ต่อไปอีก
เหตุเพราะจิตวิญญาณของท่านนั้นยังอยู่
ไม่ได้ตายไปจากโลกมนุษย์แล้วหายสาบสูญ
การเวียนว่ายตายเกิดจึงเป็นปกติของมนุษย์
แม้ว่าแท้แล้วจิตวิญญาณไม่มีหน้าที่ตายก็ตาม
จะตายได้เมื่อครบหกหมื่นปีที่สิ้นยุคเท่านั้นเอง
จิตวิญญาณของมนุษย์
จะหลุดพ้นกันได้ในวันสิ้นยุคพลังงานเก่า
เพื่อเดินทางข้ามมิติกลับบ้านออกไปข้างนอก
ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจิตวิญญาณที่จากมา
ถ้ากลับบ้านเกิดที่นั่นได้ก็จะหายไปจากเอกภพ
ไม่ว่ามนุษย์ด้วยกันจนแม้แต่เทพไท้เทวดา
จะไม่มีใครสามารถพบเห็นรูปธรรมนั้นได้อีก
เพราะรูปธรรมนั้นแม้ยังคงมีอยู่แต่กลับบ้านแล้ว
ต่างจากจิตวิญญาณที่ยังคงอยู่ในเอกภพ
แม้ตัวจะตายแล้วจิตวิญญาณหายไปจากโลก
ไปติดกับดักหรือกรงขังอยู่บนสวรรค์มายา
พากันไปเสพติดกิเลสคือความสุขกันที่บนนั้น
จนลืมภารกิจสำคัญที่จิตวิญญาณอาสามาทำ
คือต้องทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกไว้
การหายตัวไปติดกับดักอยู่ตรงสวรรค์มายานั้น
พระองค์เรียกว่า #นิพพานแบบตาลยอดด้วน
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
11/04/2569
11 เมษายน 2569
อย่านิพพานแบบตาลยอดด้วน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)