02 กุมภาพันธ์ 2569

ทำไมคนเราจึงต้องตาย


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


การที่มนุษย์แต่ละคน

เมื่อเกิดมามีอายุขัยสั้นยาวไม่เท่ากันนั้น

มันเป็นตัวชี้วัดตัดสินอะไรได้บ้างหรือไม่

พวกท่านเคยคิดคำนึงกันบ้างหรือเปล่า

โดยเฉพาะ “คนชอบธรรม” ทั้งหลาย

ที่อยากตายเพื่อหนีทุกข์ไปเกิดบนสวรรค์มายา

เพราะเชื่อว่าเป็นเทพเทวดาได้จะไร้ทุกข์


หลายคนจึงพากันหลงเชื่อว่า

ตายแล้วจิตวิญญาณไปเกิดเป็นเทพเทวดา

นั่นแสดงว่าตนเองนั้นพ้นทุกข์สำเร็จแล้ว

จึงเหมาเอาเองว่าตนนั้นนิพพานแล้ว

เพราะเข้าใจว่านิพพานคือการดับทุกข์ได้สิ้น

คนนำทางตาบอดนั่นแหละตัวดีที่แพร่เชื้อนี้

จนพาให้คนดีๆหลายคนหลงทางนิพพานไป

เนื่องจากรังเกียจการเป็นมนุษย์เพราะกลัวทุกข์

จึงเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์สังคมไม่เป็น


เห็นว่าเกิดเป็นเทพเทวดานั้นเหนือกว่ามนุษย์

เพราะถูกผีโสโครกบิดเบือนคำสอนพระศาสดา

ลืมไปว่าจะเอาความเป็นคนสองมิติคือมนุษย์

ซึ่งยังมีทั้งกายสังขารและมีจิตวิญญาณอยู่ครบ

ไปเปรียบกับพวกเทพเทวดาที่มีแต่จิตวิญญาณ

แค่เพียงมิติเดียวนั้นมันเปรียบเทียบกันไม่ได้

ไม่ต่างจากการเอาหอยที่หากินอยู่ในโคลนตม

ไปเปรียบกับพวกนกที่โบยบินอยู่บนฟ้าสูงได้

โดยถามว่า “หอยกับนก” ใครมีความสุขกว่ากัน

เข้าทำนอง I Wish, I Were นั่นแหละท่าน


อย่างกวีนิพนธ์เรื่องนี้ตามที่มีคนเขาว่าไว้ว่า

#ฉันอยากจะเป็นค้อนมากกว่าอยากเป็นตะปู

เพราะค้อนเป็น “เป็นผู้ตี” เป็นผู้ตอกย้ำหัวตะปู

ส่วนตะปูนั้นฉันไม่อยากเป็นเพราะเป็น “ผู้ถูกตี”


#ฉันอยากเป็นนกมากกว่าอยากเป็นหอยทาก

เพราะหอยทากเป็น “ผู้ถูกกิน” เป็นผู้ถูกกระทำ

ส่วนนกนั้นเป็น “ผู้กิน” หรือเป็นผู้กระทำ


ถ้าตนเลือกได้...

คนส่วนใหญ่อยากเป็นฝ่ายผู้กระทำมากกว่า

อยากจะเป็นฝ่ายของผู้ถูกกระทำกันทั้งนั้น

โดยลืมนึกคิดไปว่าตัวตนนั้นมันเลือกไม่ได้

เมื่อเกิดมาเป็นค้อนมันต้องมีหน้าที่ใช้ตีหัวตะปู

ไม่มีช่างไม้คนไหนเขาโง่ใช้ตะปูมาตอกตีค้อน


เมื่อเกิดมาเป็นหอยทากแล้ว

ย่อมต้องเป็นอาหารหรือเป็นเหยื่อของพวกนก

ฝ่ายหนึ่งจึงต้องเป็นผู้ถูกกินกับอีกฝ่ายเป็นผู้กิน

แน่นอนว่าถ้าหอยทากทุกตัวมันเลือกเกิดได้

ย่อมไม่มีหอยทากตัวไหนอยากเป็นผู้ถูกกินแน่

แต่เราถามว่า “หอยทาก” เลือกเองได้หรือ?


ถ้าหากหอยทากเป็นผู้รู้มากและรู้จริง

แทนที่วันๆคิดแต่จะเป็นนกที่บินไปมาได้

ซึ่งเป็นฝ่ายของผู้กินหรือผู้กระทำนั้น

หอยทากจักต้องรู้ตัวเองด้วยว่าตนนั้น

จะทำเปลือกหายกลายร่างเป็นนกที่มีปีกบิน

ฉับพลันทันทีตามที่ใจอยากไม่อยากไม่ได้


เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์โลกอยู่แล้วก็เช่นกัน

พอถูกหลอกให้เชื่อว่าเป็นมนุษย์ไม่ดีมีแต่ทุกข์

ย้ายไปเกิดเป็นเทพเทวดาบนสวรรค์นั้นสุขกว่า

จึงอยากตายไปจากการเป็นมนุษย์โลกทันที

เพราะอยากหนีทุกข์ไปแสวงหาที่สุขที่ชอบนั้น

จนอยากไปเกิดอยู่บนสวรรค์มายากันมากกว่า

โดยไม่รู้ว่าเกิดเป็นนกสุขกว่าเป็นหอยจริงไหม

เป็นนกไม่มีทุกข์แบบหอยแล้วทุกข์อื่นล่ะมีมั้ย


เพราะมนุษย์ไม่รู้ความจริงว่า

เรื่องสวรรค์มายากับการเป็นเทพเทวดานั้น

มันเป็นเรื่องที่จิตหยาบโง่ง่ายเพราะถูกจูงใจ

เมื่อตายแล้วจิตวิญญาณจึงเนรมิตมันขึ้นมา

เพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาของตัวเองเท่านั้น

สวรรค์มายากับการเป็นเทพเทวดาไม่มีอยู่จริง

เพราะมันไม่ใช่สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น


เนื่องจากเทพเทวดามีแค่เพียงมิติเดียว

จึงไม่อาจสามารถใช้ขันธ์ห้าผลิตพลังงานบวก

เพื่อใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกกันได้

นอกจากจะนั่งนอนหลับตานิ่งสงบอยู่ในที่ตั้ง

มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งตนเท่านั้น

ซึ่งพระเจ้าพระผู้สร้างเอกภพและทุกสรรพสิ่ง

จึงทรงกำหนดสร้างมนุษย์โลกทุกคนที่มาเกิด

ไม่ให้มีอายุขัยสั้นๆแบบเกิดง่ายตายเร็วเลย


เพราะถ้าตายแล้วเหลือแต่จิตวิญญาณมิติเดียว

มนุษย์จะไม่อาจใช้ขันธ์ห้าผลิตพลังงานบวก

ช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองต่อเนื่องได้

ถ้าโลกเสียสมดุลเมื่อไหร่ภัยพิบัติก็จะเกิดขึ้น

ทั้งมนุษย์เองและทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในระบบโลก

จะเสียสมดุลถึงขั้นวิบัติและวิกฤตตามไปด้วย

เมื่อระบบโลกวิบัติเอกภพระบบใหญ่ก็วิบัติตาม

จึงทรงกำหนดให้มนุษย์ต้องไม่ตายง่ายเกินไป

อย่างน้อยจะต้องทำงานจนสิ้นยุคคือหกหมื่นปี

แล้วค่อยตายคือหลุดพ้นกลับบ้านแดนสุญตา


พระองค์ทรงทราบดีว่า

การที่จิตวิญญาณมนุษย์หลงทางนิพพาน

ขึ้นไปลอยติดค้างอยู่บนวิมานสวรรค์มายา

จากความโง่ง่ายโดยกิเลสตัณหาพาไปนั้น

เมื่อขึ้นไปลอยค้างอยู่อย่างอ้างว้างที่ตรงนั้น

จิตวิญญาณจะไม่อาจลอยกลับลงมายังโลก

เพื่อจะเกิดเป็นมนุษย์ดังเดิมกันอีกไม่ได้

เพราะน้ำหนักมวลของจิตวิญญาณน้อยเกิน

เนื่องจากถูกหลอกให้หมั่นทำบุญสุนทาน

ผลกรรมทางพลังงานตามกฎแห่งกรรมมีน้อย

โลกจึงเหนี่ยวรั้งให้กลับลงมาอีกได้ยาก


จิตวิญญาณคนชอบธรรมพวกนี้จะลอยลงไม่ได้

จึงต้องลอยสูงกว่าประดามนุษย์โลกโดยทั่วไป

หรือได้แต่ลอยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆอยู่อย่างนั้น

โดยไม่รู้ว่าชั้นสูงที่สุดที่พวกเขาจะเข้าถึงกันได้

บนเส้นทางสายสวรรค์มายามันคือ #ทางตัน

เพราะพระเจ้ามิได้สร้างประตูมิติเป็นทางออก

เอาไว้ตรงชั้นบนสุดตามเส้นทางสายนั้นเลย


เมื่อหน้าที่ทางจิตวิญญาณของมนุษย์สำเร็จ

นั่นคือการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้

ภายในเวลาหนึ่งยุคคือ “หกหมื่นปีโลก” แล้ว

พวกท่านจะต้องพาจิตวิญญาณกลับบ้านกัน

การกลับบ้านเมื่อหมดพันธะหน้าที่ของตนแล้ว

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณเรียกว่า #การหลุดพ้น


ดังนั้น

แทนที่พวกท่านจะวุ่นวายอยู่กับเรื่องทุกข์สุข

จนปฏิบัติตนเป็น “คนสองมิติ” กันไม่เป็น

จนลืมหน้าที่ทางจิตวิญญาณของตนไป

คือทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก

ด้วยการหมุนธรรมจักรร่วมกันกับคนรอบข้าง

อย่างเป็นธรรมชาติและไร้เงื่อนไขใดๆไม่ได้

กลับกลัวทุกข์อยากสุขกันจนอุจจาระขึ้นสมอง

ทั้งที่ทุกข์สุขที่อยากไม่อยากนั้นไม่มีอยู่จริง


เราจะบอกท่านทั้งหลายว่า

การสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้ารายรอบตัวท่านนั้น

ไม่ว่าจะเป็นรูปรสกลิ่นเสียงกับกายสัมผัส

ทั้งเย็นร้อนอ่อนแข็งและอื่นๆนั้น

ถ้าท่านไม่จิตตกคือรับรู้แล้วรับเอามาปรุงแต่ง

จนเกิดกิเลสขึ้นมาคือรู้สึกว่าตนชอบไม่ชอบ

แล้วไหลไปเกิดตัณหาคืออยากไม่อยากขึ้นมา

เราขอถามท่านว่าทุกข์สุขจะเกิดขึ้นมาได้ไหม

จิตหยาบของท่านมันจะเปลี่ยนความถี่หรือไม่

แน่นอนว่าค่าความถี่ของจิตมันจะไม่เปลี่ยนเลย

เพราะปกติแล้วจิตหยาบมันจะสงบอยู่อย่างนั้น


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าการอยากตาย

เพื่อไปเกิดเป็นเทพเทวดาบนสวรรค์มายานั้น

มันคือการใช้จิตหยาบสั่งจิตใต้สามนึกของตน

ให้ปฏิบัติการไปตามเจตนารมณ์นั้นเมื่อตาย

เพราะพวกท่านเกิดมาเป็นคนสองมิติไงล่ะ

เมื่อจิตหยาบทำอะไรจิตวิญญาณแก่นแท้ต้องรู้

จิตใต้สามนึกจึงต้องสั่นสะเทือนตามจิตสามนึก

โดยที่มันจะเป็นแบบอื่นอย่างอื่นไปไม่ได้


พวกท่านจึงหนีกฎแห่งกรรมไปไม่พ้น

เพราะผู้รับมอบอำนาจคือจิตหยาบทำอะไร

ผู้มอบอำนาจคือจิตวิญญาณแก่นแท้ของท่าน

เมื่อตายไปแล้วแม้เหลือเพียงแค่มิติเดียว

ก็จะต้องรับผิดชอบในผลกรรมของจิตหยาบ

ที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญดีๆชั่วๆเอาไว้ทั้งหมด

เสมือนหนึ่งว่าผลกรรมนั้นตนเป็นผู้กระทำเอง


เพราะมนุษย์ไม่เคยรู้ว่า

ตนเองนั้นมีจิตหยาบทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณ

จึงไม่เข้าใจอนุตรธรรมเบื้องหลังดังที่ว่ามานี้

ทำให้จิตวิญญาณตนเองพากันหลงมิติ

พระเจ้าต้องยอมให้พวกท่านมีอายุขัยคือตาย

เพื่อให้จิตวิญญาณละทิ้งกายหยาบกับจิตหยาบ

ที่มันเสื่อมสภาพหรือชำรุดจนใช้การไม่ได้แล้ว

มีโอกาสได้เซ็ทซีโร่กันใหม่อีกภพชาติหนึ่ง

แล้วให้จิตวิญญาณลงไปบำบัดอาการหลงมิติ

ที่จิตหยาบในชาตินั้นเป็นเหตุกันในแดนนรก


หากท่านทั้งหลายถามว่า

ทำไมมนุษย์แต่ละคนอายุขัยไม่เท่ากัน

อนุตรธรรมคำตอบจากพระโอวาทในบทนี้ก็คือ

เพราะการเสื่อมสภาพของจิตหยาบในแต่ละคน

มีการเสื่อมช้าเสื่อมเร็วตามเวลาโลกไม่เท่ากัน

ถ้าจิตหยาบคนไหนเสื่อมช้ากว่าก็จะตายช้ากว่า

ถ้าจิตหยาบคนไหนเสื่อมเร็วกว่าก็จะตายเร็วกว่า

เป็นการตายเพื่อให้เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ใหม่

ให้เหมาะแก่กาลสมัยแลหรูดูดีมากขึ้นนั่นแหละ


กราบพระบาทพระบิดาทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

2/02/2569


                            

                              Simon & Garfunkel - El Condor Pasa (If I Could)
                              https://youtu.be/8UuCQ7EjziM?si=tt4im4OF34VlfmZJ