03 กุมภาพันธ์ 2569

อัตตาไม่ได้แปลว่าเราหรือตัวเรา


ท่านที่รักแห่งเราทั้งหลาย 

 

ภาษาธรรมะจะมีอยู่ 2 คำที่ทุกท่านจะต้องรู้

นั่นคือคำว่า “อัตตา” กับคำว่า “อนัตตา”

สองคำนี้ในคำสอนของพุทธศาสนาจะพบบ่อย

เพราะมันเป็นหัวใจสำคัญในหลักธรรมคำสอน

หลายองค์หลายขันธ์ที่พระพุทธองค์ได้สอนไว้

หากไม่เข้าใจในสองคำที่ว่านี้ให้กระจ่างแล้ว

ท่านจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมให้ถึงแก่นธรรมไม่ได้


เริ่มจากหลักสัจธรรมความจริงหนึ่งที่ชาวพุทธรู้

นั่นคือ #ไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา


หลักธรรมนี้สำหรับมนุษย์แล้ว

พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงความจริง 3 อย่าง

ของสิ่งมีชีวิตซึ่งเป็น “คนสองมิติ” ทุกๆคนนั้น

เมื่อกลไกอายตนะภายนอกสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใด

ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัสทั้งห้าเหล่านั้น

แล้วจะส่งข้อมูลจากการสัมผัสรับรู้สิ่งเร้าที่ได้

เข้าไปรวมศูนย์ที่จิตหยาบคือ #ต่อมไพเนียล

จิตหยาบก็จะรับเอาสิ่งเร้านั้นมาเรียนรู้กันต่อว่า

สิ่งที่รับรู้มาคืออะไรเป็นอะไรและเป็นอย่างไร


ตัวอย่างเช่น

เมื่อตาเห็นสิ่งนั้นแล้วจิตรู้ทันทีว่ามันคือ “นก”

เมื่อหูได้ยินเสียงนกร้องแล้วแม้ว่าจะไม่เห็นตัว

แต่จิตท่านก็รู้เองได้ว่านั่นมันเป็น “เสียงนก”

นี่คือความหมายของคำว่า รับรู้มันเพื่อเรียนรู้


ส่วนจะเรียนรู้ให้ลึกละเอียดมากกว่านี้หรือไม่

ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตัวท่านแล้วล่ะ

เช่น ถ้ารู้แล้วว่านั่นเป็นนกแต่มันคือนกอะไร?

นกตัวนั้นเป็นนกของใคร? นกตัวผู้หรือตัวเมีย?

นกตัวนั้นมันส่งเสียงร้องเพราะอะไร? เป็นต้น


การเรียนรู้ด้วยวิธีนึกตั้งคำถามตนเองเหล่านี้

ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ไม่ผิดกฎแห่งกรรม

ยิ่งนึกตั้งถามตนเองได้มากเท่าไหร่จะยิ่งดีมาก

เพราะมันจะทำให้เกิดความรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น

แต่ตัวท่านเองก็จะต้องฉลาดเรียนรู้เอาไว้ด้วย

โดยต้องคิดเสมอว่าเวลาจะเรียนรู้นั้นมีพอไหม

เรื่องราวที่จะเรียนรู้นั้นมันสมควรที่ท่านจะรู้มั้ย

มันจะเป็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเขาหรือเปล่า

ต้องเอาความผิดบาปดีชั่วขึ้นมาพิจารณาด้วย

คนที่ฉลาดเรียนรู้ต้องประพฤติตนเช่นนี้เท่านั้น


กระบวนการรับรู้เพื่อเรียนรู้ทั้งหมดนี้

เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยจิตหยาบหรือจิตมนุษย์

ที่มีคุณสมบัติเป็น “อนัตตา” คือไม่มีอัตตา

คำว่าเป็นอนัตตาหรือไม่มีอัตตานี้หมายถึง

จิตมนุษย์เป็นสรรพสิ่งที่มีแต่อาการเท่านั้น

ไม่มีรูปธรรมหรือมีตัวตนจำเพาะทางเรขาคณิต

โดยจิตจะเป็นแค่เพียง “กลุ่มของพลังงาน” 


กลุ่มของพลังงานก็คือคลื่นความถี่ที่สั่นอยู่

ซึ่งมันจะเปลี่ยนแปลงค่าความถี่ไปได้เรื่อย ๆ

เมื่อมีสิ่งเร้าเข้าไปกระตุ้นหรือกระทบมันเข้า

จึงบอกไม่ได้แน่ชัดว่ามันเป็นรูปธรรมแบบไหน

ซึ่งต่างจากจิตวิญญาณผู้เป็นตัวตนแก่นแท้

จะมีตัวตนเป็นรูปทรงเรขาคณิต 6 เหลี่ยมมุม

ที่มีความสมดุลอยู่ในตนเองจนชัดเจนอยู่แล้ว


ดังนั้น

จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ที่เป็นกลุ่มพลังงาน

เพราะเหตุว่ายังไม่สมดุลอยู่ในตนเอง

ยังไม่มีรูปธรรมที่แน่นอนจึงเป็น “อนัตตา”

ส่วนจิตวิญญาณที่เป็นกล่องพลังงานอยู่

เพราะมีความสมดุลอยู่ในตนเองชัดเจนแล้ว

จิตวิญญาณจึงเป็นรูปธรรมทางพลังงาน

ในลักษณะของ “กล่องพลังงาน” ที่สมดุล

มีรูปธรรมเป็นทรงเรขาคณิตแบบดาวหกแฉก

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเมื่อใดก็จะมีรูปทรงเดิมเสมอ

จิตวิญญาณมนุษย์และสัตว์จึงเป็น “อัตตา”


เมื่อท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วว่า

อนัตตากับอัตตามันต่างกันอย่างไร

ลองมาทำความเข้าใจกันต่อไปอีกสักหน่อยว่า

ในโลกแห่งความจริงของมนุษย์ทั้งหลายนั้น

ยังมีอัตตาในอีกความหมายหนึ่งที่ควรรู้อีกด้วย

เพราะอัตตาที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับอนัตตาที่ว่ามา

แต่เป็นอัตตาหรือตัวตนที่เกิดจาก #การยึดติด

โดยจิตหยาบของตัวเองเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาให้

จากกระบวนการขันธ์ห้าในขั้นตอนเวทนาขันธ์


ในขั้นตอนของเวทนาขันธ์จากขันธ์ห้านี่แหละ

ที่ผีโสโครกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ

ในการหลอกลวงมนุษย์ให้เสพติดกิเลสตัณหา

พาให้มนุษย์โลกเกิดอาการ “จิตตก” กันหมด 

ด้วยการใช้สิ่งเร้าจำพวกสีกลิ่นรสกับกายสัมผัส

เร้าจิตหยาบของท่านให้เกิดเป็น #ความรู้สึก

ซึ่งความรู้สึกที่ว่านี้พระพุทธเจ้าเรียกว่าเวทนา

เพราะมันเป็นอาการของจิตที่เกิดในขันธ์ที่สอง


โดยที่ขันธ์ทั้งห้าที่ว่านี้ประกอบด้วย

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(ขันธ์สุดท้ายคือวิญญาณมิใช่จิตวิญญาณ)


ก่อนอื่นท่านจะต้องรู้ว่า

คำว่า “ขันธ์ห้า” นี้มิได้หมายถึงอัตตาตัวตน

ในการเกิดมาเป็นมนุษย์ของแต่ละคนหรอกนะ

คนสอนธรรมมากมายและนักบวชหลายราย

ต่างพากันถอดความหมายของคำว่า “รูป” 

ไปเป็นอัตตาตัวตนของกายสังขารมนุษย์กัน

พอติดกระดุมเม็ดแรกจึงติดผิดรูผิดรังเสียแล้ว

เพราะขันธ์ห้าคือการสั่นสะเทือนของจิตหยาบ

ที่มันจะเกิดขึ้นเมื่อกลไกอายตนะทั้งห้าทำงาน

โดยคำว่า “รูป” ที่เป็นกระบวนการขั้นตอนแรก

หมายถึงรูปธรรมที่เป็นอัตตาตัวตนของสิ่งนั้นๆ

ที่ตัวท่านหรือมนุษย์แต่ละคนสัมผัสรู้ดูเห็นอยู่


ถ้าสิ่งนั้นมีอัตตาตัวตนให้สัมผัสรู้ดูเห็นได้อยู่

พระองค์จะทรงจัดให้สรรพสิ่งนั้น เป็นรูปธรรม

ถ้าสิ่งนั้นไม่มีอัตตาตัวตนให้สัมผัสรู้ดูเห็นมันได้

พระองค์จะทรงจัดสรรพสิ่งนั้น เป็นนามธรรม

คำว่า “รูป” จึงเป็นได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม


ดังนั้น

จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า

ในความเป็นมนุษย์โลกของท่านทั้งหลายนั้น

เพราะทุกท่านที่เกิดมาล้วนเป็นคนสองมิติ

อันประกอบด้วยมิติของจิตวิญญาณผู้มาเกิด

เมื่อมาเกิดมีภพชาติคือมีชีวิตเป็นมนุษย์แล้ว

จิตวิญญาณจะแบ่งภาคพลังงานออกมาเสมอ

เพื่อให้จิตหยาบทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณ

ขณะมีชีวิตเป็นมนุษย์เท่านั้น


แต่เพราะจิตวิญญาณและจิตหยาบ

เป็นรูปธรรมในมิติทางพลังงาน

ที่ต้องมีกายหยาบหรือกายสังขารห่อหุ้มไว้

มิเช่นนั้นจิตหยาบกับจิตวิญญาณจะอยู่ไม่ได้

พวกท่านจึงต้องมีกายสังขารห่อหุ้มกันไว้ด้วย

เมื่อรวมสองมิติเข้าด้วยกันเอาไว้เช่นว่านี้แล้ว

ทั้งระบบจึงเรียกว่า เครื่องยนต์แห่งกรรม


การทำงานของเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์

โดยหลักแล้วจะประกอบด้วย 3 ส่วนร่วมกัน


ส่วนแรกจะเป็นผู้เริ่มต้นก็คือ จิตหยาบ

ซึ่งจิตหยาบจะทำหน้าที่แทน จิตวิญญาณ


ส่วนที่สองเป็นกลไกอายตนะภายนอกทั้งห้า

ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับจิตหยาบเพื่อการรับรู้

สิ่งเร้าต่างๆทั้งจากภายนอกและภายในจิตเอง


ส่วนที่สามจะเป็นผู้สานต่อคือ สมองสองซีก

โดยสมองทั้งสองซีกนี้จะทำงานร่วมกับจิตด้วย

ซึ่งเป็นการทำงานของจิตในขั้นตอนสุดท้าย

ตามที่เรียกรู้กันว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว”

เริ่มจากมโนกรรมไปเป็นวจีกรรมกับกายกรรม

ในรูปแบบของคนสองมิตินั่นเองแหละ


ทีนี้หลายคนอาจถามว่า

แล้วอัตตาในความหมายนี้มันเกิดขึ้นตอนไหน

คำตอบคือมันเกิดขึ้นหลังจากที่จิตรับรู้รูปนาม

หมายถึงเมื่อเกิดขันธ์ห้าในขั้นตอนแรกไปแล้ว

โดยจิตปัจจุบันรู้แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไรเป็นอะไร

ขั้นที่สองของขันธ์ห้านี้สภาวะจิตจะเปลี่ยนไป

แทนที่จะหยุดไว้ตรงที่รู้หรือเรียนต่อว่าทำไม

แต่ท่านกลับนำเอาสิ่งที่รู้ได้นั้นไปปรุงแต่งต่อ

จนจิตหยาบเกิดความรู้สึกตอบสนองสิ่งนั้นเข้า

ทั้งที่มันมิใช่หน้าที่ของมนุษย์เช่นท่านเลย


ขั้นตอนที่สองในการรับรู้นี้

จึงถูกเรียกว่า “เวทนาขันธ์” เวทนาคือความรู้สึก

ทั้งที่ชอบใจพอใจหรือว่าไม่ชอบใจไม่พอใจ

พระพุทธเจ้าจึงแนะท่านให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน

เพื่อให้รู้เท่าทันสภาวะจิตของตนเองให้ได้

ถ้าพวกท่านเผอเรอปล่อยให้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ

มันจะถูกบันทึกเอาไว้ใน สัญญาขันธ์ เองเลย

ท่านก็จะเคยตัวกลายเป็นคนสันดานไม่ดีไป

เมื่อรับรู้สิ่งเร้าเมื่อไหร่จะเกิดความรู้สึกขึ้นทันที


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าจิตหยาบของมนุษย์นั้น

เมื่อเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบขึ้นมาแล้ว

มันจะต้องทำให้สิ่งที่รู้นั้นมีอัตตาตัวตนขึ้นเสมอ

จากกิเลสคือความรู้สึกจึงเปลี่ยนต่อเป็นตัณหา

อันหมายถึงความอยากหรือว่าไม่อยากนั่นแหละ

เพราะความอยากไม่อยากที่มีต่อสิ่งนั้นนี่แหละ

ทำให้สิ่งนั้นมีอัตตาตัวตนเกิดขึ้นให้ยึดติดมันได้


ถ้าอยากมีความสุขหรือไม่อยากมีความทุกข์

อัตตาตัวตนของสุขกับทุกข์ก็จะเกิดขึ้นมาทันที

โดยอัตตาตัวตนที่เกิดขึ้นนั้นมันเกิดที่ในจิตใจ

มันจึงเป็นมายาที่จิตของท่านปรุงแต่งขึ้นมาเอง

จากความอยากหรือไม่อยากที่เกิดขึ้นนั่นแหละ

คำว่าอัตตาจึงไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเราเท่านั้น


ด้วยรักและปรารถนาดี

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

3/02/2569