พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ในอดีตกาลที่ผ่านมาหลายภพชาติแล้ว
ที่ท่านไม่สามารถหมุนธรรมจักรร่วมกันได้
โดยรักคนที่ทำตนไม่น่ารักก็ไม่ได้
ให้อภัยคนที่ทำตัวไม่น่าให้อภัยก็ไม่เป็น
มีแต่เห็นแก่ตัวกับพวกของตัวเองเท่านั้น
นี่เป็นเพราะว่าไปหลงใหลใน “เงามายา”
ที่เป็นเพียงเปลือกนอกของตัวตนแก่นแท้
คือคุณสมบัติทางจิตวิญญาณของเขาทั้งสิ้น
อาการแสดงออกของคนรอบข้างที่เห็นอยู่นั้น
ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยที่ดีแบบที่ท่านชอบ
หรือเป็นสันดานไม่ดีแบบที่ท่านไม่ชอบก็ตาม
ล้วนแล้วแต่เป็น “เงามายา” ที่เกิดจากแก่นแท้
คือจิตหยาบซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ
ที่เร้นอยู่ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เหมือนกับสีกลิ่นรสที่เป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่ง
เมื่อได้สัมผัสรู้ดูเห็นมันแล้ว
ท่านมีหน้าที่จะต้อง #เรียนรู้ มันเพื่อให้รู้ว่า
นี่เป็นส้มโอส้มเขียวหวานแตงโมหรือเป็นมะระ
ท่านไม่มีหน้าที่สมสู่กับมายาของมันจนได้เสีย
ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นชอบหรือไม่ชอบเลย
เพราะท่านไม่มีหน้าที่เปลี่ยนขมให้เป็นหวาน
เปลี่ยนส้มเขียวหวานเพื่อให้มันเป็นแตงโม
หรือไม่สามารถเปลี่ยนแตงโมให้เป็นมะระ
เพื่อจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของพวกมันได้
ธรรมชาติของมะระต้องขมถ้าไม่ขมก็มิใช่มะระ
ดังนั้น
สันดานไม่ดีหรือว่านิสัยดีของใครก็ตาม
ท่านจะบังอาจไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข
คุณสมบัติจำเพาะตัวของพวกเขานั้นไม่ได้
ถ้าพบใครที่สันดานไม่ดีแล้วท่านโกรธเกลียด
รู้หรือไม่ว่าจิตหยาบของตัวท่านนั้น
ได้สมสู่กันกับเงามายาของตัวเขาเข้าให้แล้ว
ทั้งที่มันไม่ใช่หน้าที่ของตัวท่านเลยสักนิด
แต่มันเป็นการ #ก้าวล่วง ผู้อื่นอย่างชัดเจน
ซึ่งคนชอบธรรมไม่สมควรก้าวล่วงให้ผิดบาป
ไม่ว่าสรรพสิ่งนั้นจะเป็นคนสัตว์หรือสิ่งของ
นอกจากนั้น
ความโกรธเกลียดพอใจไม่พอใจที่ในจิตนั้น
มันคือลูกหลานของกิเลสมารทั้งสิ้น
สันดานมารพวกนี้มันจะซุกซนไม่อยู่ในโอวาท
มันคือตัวการที่ทำให้จิตหยาบของท่านไม่สงบ
อาการไม่สงบของจิตคือทำให้จิตเกิดทุกข์ได้
ความโกรธเกลียดหรือรังเกียจที่เกิดขึ้น
เป็นตัวบ่งชี้ว่าท่านกำลังต้องการ #ดัดสันดาน
เพื่อจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของแก่นแท้นั้น
ซึ่งท่านก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา
จะเข้าไปเสือกหรือก้าวก่ายกันดื้อๆไม่ได้
เมื่อเปลี่ยนแปลงตามใจของท่านไม่ได้ง่ายๆ
ท่านจึงต้องงัดเอาวิธีการใช้อำนาจเหนือมาใช้
ถ้าเป็นคนหรือสัตว์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต
เมื่อถูกท่านบังคับข่มขืนจิตใจหรือทำการสมสู่
จนมีการได้เสียคือชอบใจไม่ชอบใจเกิดขึ้น
ฝ่ายที่ถูกบังคับข่มขืนเพื่อการสมสู่นั้น
จะมีทั้งที่พอใจและไม่พอใจตอบสนองท่านด้วย
กิเลสมารภายในจิตหยาบของพวกท่าน
จึงฟุ้งกระจุยกระจายเกิดขึ้นให้วุ่นวายไปหมด
โดยมีกิเลสในเวทนาขันธ์เป็นตัวก่อเหตุ
ตามด้วยตัณหาราคะอารมณ์ขยะในที่สุด
ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า
คนที่ตอบสนองความต้องการสมสู่ของท่านช้า
ไม่ว่าเขาจะพอใจไม่พอใจจะยอมหรือไม่ยอม
ก็ถือว่าท่านโชคดีถ้ากรณีที่เขาคนนั้นไม่พอใจ
เพราะปัญหาในชีวิตทั้งเขาและท่านจะไม่เกิด
คงเกิดแต่เพียง “วิบากกรรมส่วนตน” เท่านั้น
อีกทั้งการเกี่ยวเวรเกี่ยวกรรมกันก็จะไม่มีด้วย
เพราะฝ่ายที่ถูกข่มขืนจิตใจในการสมสู่กันนั้น
ยังมิทันอาฆาตพยาบาทตอบสนองนั่นเอง
ท่านทั้งหลายยังต้องรู้ไว้อีกด้วยว่า
สันดานใครสันดานมันผู้นั้นต้องรับผิดชอบเอง
คนที่สันดานไม่ดีบางทีเขาก็อาจจะพอรู้ตัวอยู่
แต่ตัวเขาก็ยังไม่สามารถแก้ไขสันดานนั้นได้
เนื่องจากจิตวิญญาณแบกขนมาจากอดีตชาติ
เพื่อจะนำมาชำระแก้ไขกันต่อในภพชาตินี้ก็มี
หากท่านยอมอดทนอดกลั้นให้อภัยแก่เขาได้
เพียงแค่ทำตนเป็น #กระจกส่องเงา ให้เขารู้ว่า
ตัวเขากำลังแสดงออกหรือกระทำไม่ถูกต้องอยู่
ทำเท่านี้ท่านก็เกิดบุญกุศลจากทานบารมีแล้ว
เพราะมนุษย์เอาแต่หลงใหลในเงามายา
จึงสอบตกในเรื่องนี้กันมาตลอดหลายภพชาติ
จนเวียนว่ายตายเกิดผ่านวัฏสงสารนานเข้า
กิเลสก็ยิ่งหนาปัญญาก็จะยิ่งนิ่มอ่อนมากขึ้น
ทำให้จิตวิญญาณต้องล้มเหลวในการเป็นมนุษย์
ในแบบที่กล่าวสั้นๆว่า “เสียชาติเกิด” ตลอดมา
แม้จะหมั่นถือศีลกินเจปฏิบัติธรรมนั่งกรรมฐาน
แต่ไม่อาจเยียวยาความโง่ง่ายงมงายของตนได้
ความล้มเหลวของการเป็นคนสองมิติก็คือ
การที่ท่านใช้กิเลสตัณหาพากันหมุนกรรมจักร
เพราะเข้าถึงความรักเพื่อให้มีจิตเมตตาต่อกัน
เพื่อหมุนธรรมจักรร่วมกันตามพันธสัญญาไม่ได้
จึงใช้ความรักทำให้โลกหมุนสร้างสมดุลไม่ได้
ช่วยยกระดับจิตหยาบแบบหมู่คณะกันก็ไม่ได้
จิตหยาบจึงอยู่ที่สี่มิติหรือ 4D มาจนถึงบัดนี้
หยุดอยู่ที่มิติเดิมไม่ได้เพิ่มเป็น 5-6D อีกเลย
ปัญหาสำคัญของพี่น้องชาวโลกก็คือ
1.มองข้ามผ่านเงามายาของสรรพสิ่งไม่ได้
2.นำเงามายาที่สัมผัสได้มาสร้างอัตตาที่ในจิต
เพื่อยึดมั่นถือมั่นมันเอาไว้อย่างแนบแน่น
ทั้งที่เงามายานั้นมันมิใช่อัตตาตัวตนที่แท้จริง
3.เมื่อไปหลงยึดติดมันเอาไว้เสียจนแน่น
พวกท่านจึงยากต่อการที่จะปล่อยวางมันลง
เมื่อยึดมั่นไม่ยอมปล่อยวางจิตท่านจึงไม่ว่าง
พลังจิตจึงตกต่ำความรักจึงได้ถดถอย
จนกลายเป็นคนปัญญาน้อยไปในที่สุด
ยิ่งใครเป็นผู้ใช้กิเลสนำหน้า
ไม่เคยฝึกการใช้ปัญญาเลย
หวังพึ่งสมถะกรรมฐานเพื่อดัดสันดานตนเอง
ไม่ยอมใช้สติปัญญาตามพระโอวาทที่เรากล่าว
ท่านก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น
ที่จัดได้ว่ากำลังมีอาการน่าเป็นห่วง!
กราบพระบาทพระบิดาทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
27/11/2568
27 พฤศจิกายน 2568
หลงใหลใน “เงามายา”
25 พฤศจิกายน 2568
อำนาจมนุษย์ต้องเกิดมาจากพลังข้างใน ไม่ใช่เกิดได้เพราะอำนาจภายนอก
พี่ๆน้อง ๆ ที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
ทุกวันนี้มีการเผยแพร่ข่าวสารความรู้ใหม่
เกี่ยวกับเรื่องราวของ “แสงและพลังงาน”
คนส่วนใหญ่ที่มีความรู้น้อยและการศึกษาไม่สูง
ยากที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกันได้ง่ายๆ
ไม่ต่างจากการนำเอาความรู้ระดับมหาวิทยาลัย
มากล่าวเล่าสอนนักเรียนระดับมอต้นมอปลาย
ซึ่งภูมิรู้ภูมิธรรมและภูมิปัญญายังไม่มากพอ
จนไม่สามารถจะคิดตามความรู้ใหม่นั้นได้ง่ายๆ
แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นสาระเชิงวิชาการ
ทำให้ “รู้สึกว่า” มันน่าเชื่อถือจึงเชื่อตามทันที
ทั้ง ๆที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร
เชื่อตามทันทีทั้งที่ตนนั้นยังอธิบายมันไม่ได้
บางเรื่องที่เผยแพร่แม้คิดตามอยู่แต่ก็ไม่รู้เรื่อง
เป็นทำนองเดียวกับกรณีนักการเมืองหาเสียง
พวกเขาจะมีวาทศิลป์ในการพูดน้าวโน้มจูงใจ
ทำให้ชาวบ้านคล้อยตามแบบหลงคารมได้เก่ง
เพราะเกิดความรู้สึกพอใจและน่าเชื่อถือไงล่ะ
นักการเมืองคนไหนขยันมาพูดขยันมาหาเสียง
นักการเมืองคนนั้นจะได้รับเลือกด้วยคะแนนสูง
เพราะ #รู้สึกพอใจ นักการเมืองผู้นั้นมากกว่า
เป็นการตัดสินใจเชื่อไม่เชื่อไปตามความรู้สึก
ซึ่งเป็นกิเลสโดยเฉพาะมิใช่ปัญญานั่นแหละ
ตัวอย่างเช่นข้อความหนึ่งที่ประกาศว่า
“โลกยุคปัจจุบันนี้นั้นเป็นโลกยุคห้ามิติคือ 5D
เป็นโลกและมนุษย์ยุคใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น
ความทรงจำระดับเซลล์ของจักรวาลทั้งหมด
กำลังถูกฟื้นฟูเพื่อให้ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิดนั้น
กลับคืนสู่จิตสำนึกในปัจจุบันของแต่ละคน
เพื่อเป็นแสงนำทางส่องสว่างเส้นทางให้ผู้อื่น”
เรามีคำถามตรงนี้ว่าความในย่อหน้าข้างบนนี้
เหมือนจะเป็นความรู้ใหม่ของท่านทั้งหลายเลย
แต่ถ้าท่านจำอุบายเรื่อง #ในจริงมีเท็จ ได้
เราจะคัดเอาเรื่องที่ถูกนำมากล่าวนี้ให้ชัดว่า
#ที่ว่าเท็จ ก็คือทุกวันนี้เป็นโลกยุคห้ามิติ(5D)
#ที่เป็นจริง ก็คือมนุษย์โลกต้องถึงห้ามิติให้ได้
#ที่ปิดบัง ก็คือไม่อธิบายว่าโลกห้ามิติคืออะไร
#ที่หลอกลวง คือคำกล่าวที่ว่า
“โลกและมนุษย์ยุคใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น”
ความจริงแล้วโลกกับมนุษย์ทุกคนในยุคนี้นั้น
เป็นมนุษย์ในยุค “พลังงานเก่า” มิใช่ยุคใหม่
คำว่า “ยุคพลังงานเก่า” หมายถึง
เป็นยุคที่จิตวิญญาณอาสามาเกิดเป็นมนุษย์
ตั้งแต่หกหมื่นปีเศษที่ยาวนานผ่านมาแล้ว
เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
คือเข้ามาช่วยกันใช้ความรักทำให้โลกหมุน
ด้วยอัตราเร็วคงที่และเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ดาวโลกทั้งดวงรักษาสมดุลเอาไว้ให้ได้
โดยมีกำหนดการทำหน้าที่กันนานหนึ่งยุค
คือนานถึง 6 หมื่นปีโลกแล้วค่อย #กลับบ้าน
การใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกที่ว่านี้
เป็นหน้าที่ทาง “จิตวิญญาณ” ผู้เป็นแก่นแท้
โดย “จิตหยาบ” ซึ่งเป็นตัวแทนจิตวิญญาณ
ในมนุษย์แต่ละคนจักต้องรับผิดชอบแทน
ซึ่ง “จิตจักรวาล” เรียกว่า #การหมุนธรรมจักร
อันเป็นการทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อ #โลก
คำว่า “โลก” หมายถึงตนเองกับเพื่อนมนุษย์
รวมทั้งดาวเคราะห์โลกทั้งระบบคือทุกสิ่งด้วย
ไม่ใช่มาเกิดเพื่อแสวงหาทุกสิ่งมาสนองตัวเอง
จนนำไปสู่กิเลสตัณหาราคะต่างๆอย่างมากมาย
จำพวกโลภ โกรธ หลง งมงาย โง่ง่ายเป็นอาทิ
ซึ่งเกิดจากการทำเพื่อตอบสนองตนเองทั้งเพ
เพราะการ #หมุนธรรมจักร ด้วย “ความรัก” นั้น
เครื่องยนต์แห่งกรรมของมนุษย์โลกทุกๆคน
โดย “จิตหยาบ” จะสั่นสะเทือน #จิตสามนึก
จนเกิดเป็นกระบวนการของ “ขันธ์ห้า” ขึ้นมา
เพื่อผลิตคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กที่เป็นด้านบวก
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า #เมตตาธรรม
เหวี่ยงออกมาให้โลกและทุกสรรพสิ่งได้ใช้กัน
เมื่อพวกท่านมีจิตวิญญาณเป็นตัวตนแก่นแท้
เข้ามาเกิดเพื่อทำหน้าที่ “ค้ำจุน” สมดุลโลก
ด้วยพลังงานความรักจากจิตสามนึกด้านบวก
ซึ่งกำลังสิ้นยุคในการทำหน้าที่คือ “หกหมื่นปี”
โดยจะมีจิตวิญญาณอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำต่อ
เราจึงเรียกยุคปัจจุบันนี้ว่า #ยุคพลังงานเก่า
เรียกยุคต่อไปในไม่นานนี้ว่า #ยุคพลังงานใหม่
เพราะจะเป็นพลังงานของจิตวิญญาณรุ่นใหม่
ผู้ข้ามมิติเข้ามาจากฟ้าสีครามมาทำหน้าที่ต่อ
เนื่องจากการเปลี่ยนยุคต้องต่อเนื่องและลงตัว
ทำให้โลกเสียสมดุลจนเอกภพมีปัญหาไม่ได้
ดังนั้น
หลังคลอดออกมาจนยืนนั่งลุกวิ่งกลิ้งนอนได้
หากนับอายุขัยก็คงราว ๆบรรลุนิติภาวะแล้ว
#จิตหยาบของมนุษย์ก็จะยกระดับถึงสี่มิติได้
ซึ่งการยกระดับของจิตหยาบนี้จะเป็นอัตโนมัติ
เพียงแค่ทุกคนต้องรักกันและต้องไม่หนีสังคม
ต้องมีความสุขและสนุกกับการเป็นมนุษย์โลก
ไม่คิดจะโยกย้ายด้วยการตายไปเป็นเทวดา
จิตหยาบก็จะเข้าถึง 4D คือสี่มิติได้ทุกคนแล้ว
แต่หน้าที่มนุษย์มิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น
ยังต้องหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้ร่วมกันต่อ
เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนของจิตสามนึก
ให้สูงขึ้นจาก 4D-5D จนถึง 6D ให้ได้โดยเร็ว
เพื่อให้จิตหยาบกับจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว
เตรียมพร้อมที่จะหลุดพ้นกลับแดนสุญตากันไว้
ให้ทันกับพระเจ้าพิพากษาโลกก่อนเปลี่ยนยุค
ซึ่งคาบสุดท้ายในการเปลี่ยนยุคนาน 56 วันนั้น
โลกจะมืดพร้อมกันทั่วโลกไม่มีแสงสว่างเลย
ด้วยเหตุนี้เอง
โลกที่ต้องมี “ห้ามิติ” จึงมิได้เกิดจากภายนอก
แต่เป็นจิตสามนึกในมนุษย์แต่ละคนนั่นแหละ
ต้องหมั่นหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้ร่วมกันไว้
แล้วจิตหยาบของพวกท่านแต่ละคนนั้น
มันจะแผ่พลังอำนาจออกมาให้ปรากฏเอง
โดยเส้นทางสายวิวัฒนาการแบบอัตโนมัตินี้
ทำให้โลกเข้าถึงมิติที่ห้าจนสิ้นสุดมิติที่หกได้
จำนวนมิติของจิตหยาบที่เติบโตขึ้นนั้น
ในมิติทางพลังงานของจิตเราหมายถึง
จำนวนมุมที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนสูงสุด
ที่จิตหยาบนั้นสามารถเข้าถึงได้แล้ว
แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเกิดจากอำนาจภายใน
มิใช่ให้ต่างดาวเผ่าไหนช่วยเทรินลงมาให้
จะมีก็แต่ถ้าใครโง่ง่ายจะถูกพวกมันดักดูดพลัง
เมื่อท่านแผ่เมตตาเหวี่ยงพลังออกมาเท่านั้น
การสร้างบุญสุนทานนั้นใครทำใครได้
ไม่ต้องเอื้อเฟื้อไม่ต้องเผื่อแผ่ให้ใครหรอก
เพราะพ่อแม่ลูกจิตวิญญาณนั้นจะสั่นถึงกันหมด
เนื่องจากเมอร์คขะบาห์แต่ละคนคล้ายคลึงกัน
นอกจากนั้นทำบุญก็อย่าร้องขอผลบุญนั้น
เพราะในมิติทางพลังงานมันจะเป็นผลกรรม
ซึ่งไม่เป็นสากลที่โลกและใครๆเอาไปใช้ไม่ได้
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
25/11/2568