พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ข้อจำกัดของสมองสองซีกซ้ายขวาของมนุษย์
จะสามารถใช้ความฉลาดเป็นอำนาจการคิดได้
แต่ โลกียะธรรม กับ โลกุตรธรรม เท่านั้น
ซึ่งเราเรียกว่าเป็นวิธีการ “คิดด้วยจิตมนุษย์”
จะใช้ คิดเอง เพื่อให้เข้าถึง “พระเจ้า” ไม่ได้
นอกจากจะใช้ คิดตาม เท่านั้น
ถ้าคนสอนธรรมช่างจำนรรจาคนนั้น
ยังอวดเก่งปากดีเพราะมีสมองใช้แค่สองซีก
แต่ขาดอนุตรปัญญาที่เป็นช่องทางพิเศษอยู่
จะไม่สามารถเข้าถึงเรื่องราวของพระเจ้าได้เลย
ทำได้แค่ คิดตาม เพื่อทำความเข้าใจเท่านั้น
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะคิดตามใครกันล่ะ
ถ้าคนสอนธรรมเองยังทำตนเป็นคนแบบนี้ คือ
มีทัศนคติต่อพระเจ้าที่เป็นด้านลบ
มีท่าทีแอนตี้หรือต่อต้านพระเจ้าอยู่
มีคำโต้แย้งในเชิงคัดค้านเพื่อเอาชนะ
มีความยึดมั่นถือมั่นในความไม่เชื่อ
มีทิฐิจากการหลงตัวเองสูงอยู่
คุณสมบัติด้านลบทั้ง 5 ประการเหล่านี้
ล้วนเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ในการเรียนรู้สิ่งใหม่
ซึ่งทำให้คนสอนธรรมบรรลุมรรคผลสูงสุดไม่ได้
ทั้งไม่เข้าถึงความรู้ความเข้าใจในพระเจ้าด้วย
เป็นเพราะว่าความจริงในเรื่องพระเจ้านั้น
เป็นความรู้ใหม่ที่ผู้เรียนรู้นั้นจะต้องไม่มีอคติ
โดยสงบจิตสงบใจรับรู้รับฟังเพื่อเรียนรู้เท่านั้น
เพราะเหตุนี้เอง
พระเจ้าจึงต้องมีพระบัญชาให้พระบุตรเอก
เสด็จลงมาจุติเป็นพระศาสดาที่มาจากพระเจ้า
ข้ามมิติเข้ามากล่าวนำเพื่อให้มนุษย์โลกคิดตาม
จึงยังผลให้โลกเสรีนี้มีพระศาสดาสองประเภท
ประเภทแรกเป็นพระศาสดาที่เกิดจากโลกนี้เอง
มีทำหน้าที่เป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรม
พระศาสดาประเภทที่สองเป็นอนุตรธรรมาจารย์
จะรับหน้าที่สื่อพระโอวาทตรงมาจากพระเจ้า
เพื่อกล่าวอนุตรธรรมที่พระศาสดาจากโลกเอง
ล้วนไม่สามารถจะคิดรู้ได้เองและเข้าถึงเองได้
มนุษย์ทั่วไปมีหน้าที่ฟังแล้ว “คิดตาม” เท่านั้น
ถ้ารับฟังแล้ว คิดต้าน เพราะฟังอย่างมีอคติ
ไม่จริง ไม่เชื่อ ไม่ใช่ ไม่มี ไม่เอา
ดวงตาแห่งปัญญาที่เรียกว่าดวงตาแห่งธรรม
มันจะถูกอคตินั้นปิดกั้นเอาไว้จนมืดบอดแน่ ๆ
คนสอนธรรมช่างจำนรรจาตกม้าตายกันแบบนี้
ยิ่งหลงตัวเองว่ารอบรู้ก็ยิ่งอาการหนักเข้าไปอีก
เพราะเกียรติชื่อเสียงเป็นปลอกที่คอยค้ำคออยู่
ดังนั้น
อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณหรืออนุตรปัญญาญาณ
จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารกับพระเจ้า
ที่พระพุทธเจ้าพระเยซูและพระบุตรเอกทั้งหลาย
จักต้องใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรับสื่อพระโอวาท
โดยเฉพาะในหมวดที่เกี่ยวข้องกับ #อนุตรธรรม
ตัวอย่างอนุตรธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
ในหมวดที่ว่าด้วย “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร”
พระองค์ทรงเมตตาบอกเองเลยว่า
ตรัสรู้ได้ด้วย “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ”
มิใช่ทรงคิดรู้ได้ด้วยสติปัญญากับปัญญาญาณ
ดังเช่นสัจธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั่น
น่าเสียดายยิ่งนักที่คนสอนธรรมช่างจ้อคนนั้น
ถูกหลอกให้เชื่อว่าสัจธรรมสูงสุดที่องค์พุทธะ
ทรงตรัสรู้ได้กลายเป็นอริยสัจสี่กับมรรคแปดไป
ซึ่งอริยสัจสี่กับมรรคมีองค์แปดเป็นโลกียะธรรม
ที่พระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยสมองซีกซ้ายเท่านั้นเอง
ถ้าคิดเป็นช่วยบอกทีว่า
ใครกันหนาที่ด้อยค่าพระพุทธเจ้า
คนพวกนี้ไม่เคยรู้ว่า...
การที่พระจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า
ต้องทรงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร
จนนับภพชาติแทบไม่ถ้วนมาแล้วนั้น
นอกจากจะทรงเป็นไปตามกฎแห่งกรรมแล้ว
ก็เป็นเพราะว่าทรงต้องการค้นหาคำตอบ
ที่สมองสองซีกของมนุษย์ทุกคนมีข้อจำกัด
แต่พระองค์ก็ทรงเข้าถึงได้ในภพชาติสุดท้าย
นั่นคือ “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ไงล่ะ
คำตอบที่พระพุทธองค์ทรงต้องการจะรู้
จึงต้องปฏิบัติบำเพ็ญอย่างเคร่งครัดทุกภพชาติ
ซึ่งเป็น “อนุตรธรรม” ล้วน ๆ ดังต่อไปนี้
จิตวิญญาณเป็นใคร #มาจากไหน
ใครอนุญาตให้มาเกิด
มาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม
มาเกิดแล้วมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง
คำถามเหล่านี้มนุษย์ไม่มีทางตอบเองได้เลย
แม้คนสอนธรรมผู้ช่างจ้อก็เถอะไม่มีปัญญาแน่
นอกจากพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น!
โปรดติดตามเรื่องของพระเจ้าในตอนต่อไป
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
5/04/2569