เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ในคัมภีร์ปกรณัมของ “อียิปต์โบราณ” นั้น
มีอยู่ตอนหนึ่งซึ่งพูดถึง นกฟีนิกซ์ เอาไว้ว่า
เป็นเทพเจ้าแห่งอัคคีที่มีนามว่า Phoenix Bird
เป็นนกวิเศษที่มีชีวิตขึ้นมาจากกองไฟ
เมื่อถึงเวลาตายก็จะเกิดเพลิงลุกท่วมไปทั้งตัว
เผาร่างกายมอดไหม้กลายเป็นถ่านจนหมดสิ้น
เหลือแต่จิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้ที่กลับบ้าน
เป็นบ้านซึ่งอยู่ในแดนสุญตาภายนอกเอกภพ
เมื่อถึงเวลาที่พระจิตวิญญาณรูปธรรมนั้น
จะต้องข้ามมิติกลับมาเกิดเป็นมนุษย์โลกอีกครั้ง
มาเป็นพระบุตรเอกตามพระบัญชาของพระเจ้า
พระจิตวิญญาณก็จะแบ่งภาคพลังงานออกมา
เพื่อเป็นจิตหยาบสำหรับทำหน้าที่แทนตนเอง
ในห้วงเวลาที่กำลังมีภพชาติเป็นมนุษย์
ภารกิจของจิตหยาบของพระบุตรเอก
จะต้องยกระดับแรงสั่นสะเทือนให้มีมิติที่สูงขึ้น
จากศูนย์มิติในวินาทีแรกที่ปฏิสนธิเป็นทารก
โดยใช้เวลาไม่เกินเก้าเดือนในครรภ์ของมารดา
พัฒนาตนเองจากศูนย์มิติจนเข้าถึง 3 มิติให้ได้
ตัวชี้วัดความก้าวหน้าก็คือการมีตัวตนเป็นทารก
ผู้มีความกว้างความยาวและหนาในมิติกายภาพ
พัฒนาการของจิตหยาบจากศูนย์ถึงสามมิติ
ตั้งแต่แรกปฏิสนธิในครรภ์มารดาจนคลอดนั้น
นอกจากจะได้รับสารอาหารที่เป็นน้ำเลี้ยง
ผ่านทางสายสะดือที่เชื่อมโยงกับมารดาแล้ว
จิตหยาบของจิตวิญญาณผู้มาเกิดรูปธรรมนั้น
ยังได้รับคลื่นพลังงานความรักจากบิดามารดา
และได้จากจิตวิญญาณแก่นแท้ของตนเอง
ซึ่งเป็นไปตามสมการพลังงานร่วมด้านบวก
รวมสามรูปธรรมโดยแทนค่าในสมการ Σβₓ
ในที่นี้เอ็กซ์ (x) จะแทนค่าด้วยคนสามคน
แรงสั่นสะเทือนของพลังงานร่วม Σβₓ ที่ว่านี้
จะเป็นพลังงานด้านบวกที่เป็นคุณต่อจิตหยาบ
ทั้งจากมารดาบิดาและของทารกน้อยเองด้วย
โดยจิตหยาบที่จิตวิญญาณของผู้มาเกิดนั้น
ได้แบ่งภาคออกมาเป็นกลุ่มพลังงานเริ่มต้น
รวมทั้งสิ้น 189 กลุ่มหนึ่งในนั้นก็คือจิตสามนึก
ตั้งแต่แรกเริ่มปฏิสนธิภายในครรภ์มารดา
จิตหยาบทั้งหมดจะถูกกระตุ้นให้สั่นสะเทือน
ด้วยคลื่นพลังงานความรักด้านบวกจาก Σβₓ
ให้สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันคืน
เพื่อให้กลุ่มจิตหยาบทำการถักทอกายหยาบ
เหมือนการถักทอให้เป็นตัวตนของจักรเย็บผ้า
จนเกิดเป็นกายหยาบหรือกายสังขารขึ้นมาได้
กำเนิดกุมารภายในครรภ์มารดาล้วนเป็นเช่นนี้
เมื่อทารกรายนั้นคลอดออกมาเป็นทารก
โดยจิตหยาบที่เข้าถึง 3D หรือสามมิติได้แล้ว
ยังจะต้องอาศัยความรักเพื่อให้จากคนรอบข้าง
ช่วยกระตุ้นจิตหยาบนั้นให้สั่นสะเทือนต่อไปอีก
เพื่อการเจริญเติบโตของจิตหยาบกับสังขารนั้น
ให้มีความต่อเนื่องไปเรื่อย ๆโดยจะต้องไม่ตาย
เพราะถ้าตายไปเหลือแต่จิตวิญญาณมิติเดียว
จะไม่อาจใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกนี้ไว้ได้
หมายถึงไม่อาจใช้ความรักช่วยให้โลกหมุนได้
หากท่านไม่มีกายหยาบเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ
สำหรับสั่นสะเทือนให้เกิดขันธ์ห้านั่นเอง
สำหรับจิตหยาบของมนุษย์โลกทุกคนนี้
เราเปรียบเป็นดั่งนกฟีนิกซ์ที่เติบโตจากกองไฟ
ไฟกองที่ว่านี้เราหมายถึง ไฟแห่งโลกียะ
ซึ่งมนุษย์โลกส่วนใหญ่จะถูกไฟกองนี้แผดเผา
เพราะถูกผีโสโครกหรือมารหลอกให้เสพกิเลส
จนเกิดเป็นดั่งสนิมที่เกรอะกรังอยู่กับจิตหยาบ
ตั้งแต่อายุขัยครบสามขวบเป็นต้นมานั้นแล้ว
เป้าหมายสูงสุดในการเติบโตของนกฟีนิกซ์
ที่ทุกท่านต้องถักทอกันด้วยการหมุนธรรมจักร
ทั้งในตนเองและหมุนร่วมกันกับคนรอบข้าง
โดยจะต้องยกระดับจิตหยาบเข้าถึง 6D ให้ได้
ภายในภพชาติเดียวนั่นคือภายในปัจจุบันชาติ
ด้วยการเอาชีวิตรอดจากไฟกิเลสที่รุมเร้าทั้งวัน
โดยจะต้องฟันฝ่าด้วยการลุยไฟผ่านไปให้ได้
ถ้าตัวท่านยกระดับจิตหยาบให้เข้าถึง 6 มิติ
คือจิตหยาบสร้างสมดุลจนถึงหกเหลี่ยมมุม
เท่ากับจิตวิญญาณที่มีหกเหลี่ยมมุมอยู่แล้วได้
แสดงว่ามนุษย์ท่านนั้นพร้อมจะหลุดพ้นได้แล้ว
เมื่อทั้งจิตหยาบและจิตวิญญาณของท่าน
พร้อมที่จะหลุดพ้นออกไปจากเอกภพ
เพื่อเดินทางกลับบ้านเมื่อถึงกาลสิ้นยุคนั้น
นกฟีนิกซ์คือจิตหยาบที่โตเต็มวัยถึง 6Dแล้ว
จะสลายตัวไปในกองไฟแห่งโลกียะจนหมดสิ้น
โดยไม่เหลือสิ่งใดทิ้งไว้บนโลกนี้อีกเลย
นอกจากเถ้าถ่านคือความดีงามที่ทำไว้เท่านั้น
นี่จึงเป็นที่มาของ “นกฟีนิกซ์”
ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งอัคคีซึ่งถือกำเนิดจากกองไฟ
โดยไฟที่ว่านี้ก็คือ กิเลส ตัณหา ราคะ
รวมทั้ง อารมณ์ขยะรายวันทั้งหลายทั้งปวง
เมื่อจิตหยาบของท่านข้ามผ่านฟันฝ่าไฟนี้ไปได้
ถึงคราวหมดอายุขัยเมื่อโลกสิ้นยุคพลังงานเก่า
ทั้งจิตหยาบของท่านที่เป็นดั่งนกฟีนิกซ์ตัวหนึ่ง
และจิตวิญญาณซึ่งเป็นดั่งลูกแกะของพระเจ้า
ทั้งสองตัวนี้จึงจะหลุดพ้นกลับบ้านเกิดไปให้ได้
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล
โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
8/04/2569