พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เพราะว่าในมิติของแก่นแท้นั้น
ล้วนเป็นรูปธรรมในมิติทางพลังงานทั้งสิ้น
โดยรูปธรรมทางพลังงานก็คือคลื่นความถี่
ที่อุบัติขึ้นมาจาก “แก่นแท้ของความว่าง”
ดังนั้น
หากกล่าวถึงรูปธรรมในมิติทางพลังงาน
ก็จะไม่มีการถามหา “อัตตาตัวตน” ของสิ่งนั้น
เพราะว่าตัวตนแก่นแท้ของความว่างดังกล่าว
มิได้มีอัตตาตัวตนปรากฏในมิติทางกายภาพ
ด้วยเหตุนี้เอง
จุดที่องค์จิตจักรวาลทรงอุบัติขึ้นมานั้น
เป็นพิกัดที่ก้อนหินตกกระทบน้ำตรงกลางสระ
ริ้วคลื่นน้ำที่เกิดขึ้นเป็นระลอกให้เห็นประจักษ์
จึงเป็นสรรพสิ่งที่เกิดจากจุดที่หินตกกระทบน้ำ
เพียงแค่จุดเดียวเท่านั้นแต่ก็เกิดคลื่นมากมาย
เพราะไม่ได้เน้นที่อัตตาตัวตนเราจึงมิสนใจว่า
หินก้อนนั้นทำด้วยอะไรใครเป็นผู้โยนมันลงไป
ซึ่งการคิดคำนึงเช่นนี้คือการคิดแบบจิตมนุษย์
เพราะไม่ว่าหินชนิดใดใครโยนมันลงไปในสระ
ก็ไม่ใช่นัยสำคัญอะไรที่จะใส่ใจเป็นพิเศษเลย
เพราะไม่ว่าหินก้อนไหนและใครเป็นคนโยน
มันก็ทำให้สระน้ำนั้นเกิดระลอกคลื่นได้ทั้งนั้น
เราจึงมุ่งเน้นให้ท่านให้ความสนใจความจริง
ตรงสาเหตุแห่งการเกิดคลื่นน้ำในสระนั้นแทน
โดยให้สนใจกันที่สาเหตุแห่งการสั่นสะเทือน
มิพักต้องถามหาว่าใครเป็นคนทำ
การเกิดขึ้นของพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน
เพราะพระองค์ทรงอุบัติขึ้นมาในสนามพลังงาน
ซึ่งเกิดจากความว่างคือความมีที่เหมือนไม่มี
พระเยซูผู้รับสื่อพระโอวาทตรงมาจากพระเจ้า
จึงได้ทรงกล่าวเอาไว้ในพระคัมภีร์ว่า...
ไม่มีใครหรือไม่มีสิ่งใดเป็นผู้สร้างพระเจ้า
มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง
มาวันนี้ยุคของพระเจ้าคือ #องค์จิตจักรวาล
เราจะขอกล่าวความจริงตรงนี้ให้ท่านสว่างว่า
องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่คือพระเจ้าพระองค์นั้น
ไม่มีผู้ใดสร้างพระองค์แต่ทรงอุบัติขึ้นมาเอง
โดยมีสาเหตุแห่งการเกิดหรือการอุบัติขึ้น
ที่เราสามารถอธิบายความต่อพวกท่านได้
ท่านทั้งหลายโดยเฉพาะ “คนสอนธรรม”
ที่หลับหูหลับตาสอนโดยมิได้ตื่นธรรมแท้จริง
คงยังจำคำสอนของพระพุทธเจ้ากันได้ว่า
“ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดจากเหตุ”
ประโยคทองนี้ทรงหมายความว่า
#ผลลัพธ์ที่ปรากฏนั้นล้วนเกิดจากเหตุเสมอ
#ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุแห่งการเกิด
#เพราะว่าสิ่งนั้นมีสิ่งนี้จึงมี
นัยความหมายทั้งสามประโยคทองดังกล่าว
จะใช้ได้กับสิ่งที่เป็น “โลกียะธรรม” เท่านั้น
เพราะยังเป็นการคิดด้วยจิตมนุษย์กันอยู่
นั่นคือคิดรู้ด้วยสติปัญญาของสมองซีกซ้าย
ที่ยังข้ามพ้นความมีอัตตาตัวตนกันไปไม่ได้
แต่เรื่องของพระเจ้าที่ทรงเกิดจากความว่าง
มนุษย์โลกจึงจะนึกคิดแบบจิตมนุษย์ไม่ได้
นอกจากพวกท่านจะถามตนเองเสียใหม่ว่า
#พระเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาเองได้อย่างไร
ไม่ใช่ย้อนถามคนที่เชื่อในพระเจ้าที่โทรเข้าหา
ด้วยการตั้งคำถามอย่างเย่อหยิ่งว่า...
“ไหนมึงบอกกูซิว่าในโลกอันกว้างใหญ่นี้
มีสิ่งใดที่เกิดได้เองแบบพระเจ้าของมึงบ้าง?”
โปรดติดตามเรื่องของพระเจ้าในตอนต่อไป
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
4/04/2569