27 เมษายน 2569

วิธีสร้างความสมดุลของเอกภพ ตอนที่ 1


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เมื่อพระเจ้าทรงสร้างเอกภพขึ้นมาได้แล้ว

ภารกิจประการถัดมาที่ทรงต้องปฏิบัติทำก็คือ

การสร้างความสมดุลของเอกภพให้ดำรงอยู่ได้

เพื่อทรงใช้เป็น “ห้องทดลอง” ได้อย่างยั่งยืน


คำตอบเดียวที่พระองค์ทรงค้นพบ

โดยบทสรุปที่ทรงได้จาก “การทดลอง” จริงคือ

“กาแล็กซี” จำนวนทั้ง 12,500 ล้านระบบนั้น

ต้องมีการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะเส้นผ่านศูนย์กลางคือ Milky Way

ซึ่งเป็นกาแล็กซีหลักของเอกภพระบบใหญ่

จะต้องเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

กาแล็กซีทั้งหมดจึงจะเหวี่ยงหมุนตามด้วยได้


พระองค์จะต้องทรงทำให้กาแล็กซีน้อยใหญ่

เหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่องได้โดยไม่หยุดหมุน

เพื่อให้อนุภาคพลังงานที่เป็นองค์ประกอบหลัก

ฟุ้งกระจายตัวออกจนเป็นรูปธรรมทรงหนำเลี้ยบ

อยู่ได้อย่างยั่งยืนยาวนานตราบชั่วกาลนิรันดร์


ไม่ต่างจากผู้สร้างนาฬิกาเรือนหนึ่ง

จะต้องสร้างกลไกน้อยใหญ่ภายในตัวนาฬิกา

ให้เชื่อมโยงไว้กับกลไกหลักก็คือ “ลาน”

กลไกทุกชิ้นต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

โดยมีลานเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

ลานที่ว่านี้ก็คือกาแล็กซีธารสายน้ำนมนั่นเอง


แน่นอนว่าลานของนาฬิกาจะต้องมีการไขลาน

เพื่อใช้เป็นพลังงานในการหมุนของระบบ

การเหวี่ยงหมุนของ “เอกภพ” ของพระองค์

ก็เฉกเช่นเดียวกันที่จะต้องทำให้เหวี่ยงหมุน

จนเป็นที่มาของการสร้างระบบสุริยะสองระบบ

เอาไว้บนกาแล็กซีเส้นผ่านศูนย์กลางแนวราบ

โดยทรงกำหนดให้ “ดาวพลูโต” ของระบบโลก

ดาวเคราะห์ในวงโคจรนอกสุดคือดวงที่เก้า

เป็นดาวเคราะห์ดวงที่หกของอีกระบบหนึ่งด้วย

พระเจ้าทรงกำหนดให้ดาวพลูโตโคจรย้ายไปมา

ท่ามกลางระหว่างสองระบบสุริยะดังกล่าวนี้

ในทิศทางการโคจรแบบเครื่องหมาย “อินฟินิตี้”


ลักษณะการโคจรแบบนี้

ดาวพลูโต จะโคจรวนรอบดวงอาทิตย์ของตน

จนครบหนึ่งรอบซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปี

แล้วจะย้ายตัวเองออกไปจากระบบสุริยะของตน

เพราะถูกดึงดูดเหนี่ยวรั้งโดยระบบสุริยะตรงข้าม

เนื่องจากพระเจ้าทรงกำหนดให้วงโคจรเป็นวงรี

จังหวะที่ถูกเหนี่ยวรั้งออกไปจากวงโคจรเดิมได้

เพราะ “พลูโต” โคจรเข้าไปใกล้ระบบนั้นพอดี


เมื่อดาวพลูโตถูกรั้งเข้าสู่ระบบสุริยะนั้นแล้ว

ก็จะไปทำหน้าที่เป็นดาวเคราะห์วงโคจรนอกสุด

ไปเป็นดาวเคราะห์ดวงที่หกของระบบนั้นต่อไป

โดยทิศทางการโคจรรอบระบบสุริยะใหม่ที่ว่านี้

จะสวนทางกันกับทิศทางการโคจรของระบบเดิม

นั่นคือจะโคจรแบบตีวงเพื่อที่จะ “ยูเทิร์น” กลับ


“ดาวพลูโต” เมื่อเข้าประจำตำแหน่ง

เป็นดาวเคราะห์ดวงที่หกของระบบสุริยะนั้น

ก็จะโคจรต่อไปจนกว่าจะวนครบหนึ่งรอบแล้ว 

จังหวะที่ดาวพลูโตเข้ามาใกล้ระบบโลกอีกครั้ง

ก็จะถูกเหนี่ยวรั้งให้โคจรกลับมายังระบบเดิมอีก

เพื่อกลับมาเติมเต็มระบบให้สมดุลดังเดิมต่อไป


ทิศทางการโคจรไปมาของดาวพลูโตนี้

จะเป็นเลข “8” แบบอาระบิคที่วางในแนวนอน

หรือเป็นเหมือนสัญลักษณ์อินฟินีตี้ก็ได้

ความหมายของอินฟินีตี้ที่แปลว่าไม่รู้สิ้นสุด

ก็ได้มาจากทิศทางการโคจรของพลูโตนี่ไงล่ะ

ที่ต้องให้โคจรแบบนี้หยุดไม่ได้เลยก็เพราะว่า

หยุดเมื่อใดทั้งระบบเอกภพจะ “ย่อยยับ” ทันที


เพราะดาวพลูโตทำหน้าที่แบบนี้เอง

พระเจ้าหรือพระผู้สร้างจึงทรงเรียกภารกิจนี้ว่า

ดาวพลูโตเป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยน


เราเองจึงได้เตือนมนุษย์โลกที่คิดทำอุตริ

ด้วยการจะตัดดาวพลูโตออกเสียจากระบบสุริยะ

จนเหลือดาวเคราะห์แค่ “แปดดวง” เท่านั้นเอง

ซึ่งนอกจากจะเป็นการอุตริแล้วยังบังอาจอีกด้วย


เนื่องจากก้าวล่วงพระเจ้าจึงกล่าวว่า บังอาจ

เพราะไม่รู้ความสำคัญของพลูโตจึงว่า อุตริ


มนุษย์เอ๋ย...จงเลิกนำเอาความไม่รู้ของตนเอง

ไปพิพากษาความรู้ของผู้ที่เขารู้ดีกว่าเสียเถอะ

ท่านจงอย่าใช้ความโง่เขลาของตนเอง

ไปเที่ยวพิพากษาผู้อื่นที่เขาฉลาดกว่า

เพราะว่ามันน่าอายเป็นอย่างยิ่ง


ตัวอย่างเช่น

การพยายามใช้ “ตาเนื้อ” มองหาพระเจ้า

แต่แลไม่เห็นตัวตนของพระเจ้าได้

จึงคิดเข้าใจไปเองว่า “พระเจ้าไม่มีจริง” 

จึงไม่เชื่อว่าตนเองนั้นมีพระเจ้า


มันน่าอนาถแท้...


(อยากติดตามตอนต่อไปให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

27/04/2569