04 เมษายน 2569

เรื่องของพระเจ้า (God) ตอนที่ 2



พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ในสื่อพระโอวาทบทที่ผ่านมา

เราได้ทำความเข้าใจกับท่านทั้งหลาย

ให้รู้ว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริงไม่ใช่นิยายน้ำเน่า

เหมือนคนสอนธรรมช่างจำนรรจ์บางคน

ที่นำเอาความโง่งมงายบวกความเชื่อของตน

มากล่าวปฏิเสธพระองค์ในเชิงเหน็บแนม


เราสงสารบวกกับสมเพชเวทนาคนพวกนี้ยิ่งนัก

ที่คนพวกอวดรู้อวดดีเหล่านี้ผู้ซึ่งปากมีมลทิน

ใช้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ตัวแทนจิตวิญญาณ

โดยจิตวิญญาณแก่นแท้ของตัวเขาเองนั้น

ก็คือลูกแกะตัวหนึ่งซึ่งเป็น #บุตรของพระเจ้า

ใช้วาจาสามหาวก้าวล่วงผู้ให้กำเนิดของตนเอง

ด้วยการใช้ความไม่เข้าใจของตนชี้วัดตัดสิน


มันน่าเศร้าใจก็ตรงที่

คนสอนธรรมพวกนี้กำลังใช้จิตวิญญาณของตน

ซึ่งมีพระเจ้าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดตนเองขึ้นมา

จึงปฏิเสธผู้ที่เป็นบุรพการีของตนอย่างไม่ใยดี

โดยไม่เชื่อว่าตนนั้นมีผู้ให้กำเนิดคือพระเจ้า


ซึ่งมันจะเป็นอุปสรรคในการใช้ปัญญาของผู้คน

ที่เดิมทีมนุษย์มักจะเป็นคนขี้เกียจคิดกันอยู่แล้ว

พอฟังคนสอนธรรมชื่อดังกล่าวปฏิเสธพระเจ้า

จึงเชื่อตามเขาทันทีอย่างว่าง่ายดั่งควายถูกจูง

“สมงสมอง” คือปัญญาที่อยู่บนหัวเลยไม่ได้ใช้

สมองทั้งสองซีกก็กลายเป็นดั่ง “เขาควาย” ไป


ควายมีเขาเอาไว้เพื่อขวิดมิได้มีไว้เพื่อขบคิด

แม้เขาทั้งสองข้างจะติดตั้งอยู่บนหัวควายตัวนั้น

เหมือนกับสมองสองซีกที่คนและสัตว์มีอยู่ก็ตาม


พระโอวาทจากพระเจ้าที่เราจะสื่อมาให้ในบทนี้

ก็เพื่ออธิบายเสริมความบทแรกในตอนที่แล้วว่า

จิตจักรวาลหรือพระเจ้าทรงอุบัติขึ้นได้อย่างไร

จากตอนที่เรายกตัวอย่างเรื่องก้อนหินกระทบน้ำ

โดยเราสรุปเอาไว้ว่าจุดที่หินกระทบน้ำในสระนั้น

เป็นจุดที่พระเจ้าคือองค์จิตจักรวาลทรงอุบัติขึ้น

คลื่นน้ำที่สั่นสะเทือนแล้วกระจายตัวไปโดยรอบ

เราหมายถึงทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น


น้ำทั้งสระที่เดิมราบเรียบเพราะไร้คลื่น

บนพื้นผิวน้ำทั้งสระจึงว่างเหมือนไม่มีอะไรอยู่

จักรวาลสากลเดิมก็ “ว่าง” เหมือนว่าไม่มีอะไร

แต่ในความว่างนั้นมันยังมีบางสิ่งอยู่ในนั้นด้วย

ถ้าจักรวาลเป็นสระน้ำสิ่งที่อยู่ในสระก็คือมวลน้ำ

จักรวาลก็มีแก่นแท้ของความว่างอยู่ในนั้นด้วย


แก่นแท้ของความว่างคืออะไร?


ในที่นี้เราหมายถึงสรรพสิ่งที่เป็น “อนัตตา”

ซึ่งยังไม่แสดงตัวตนออกมาให้เป็นที่ปรากฏ

เมื่อใดที่ “แก่นแท้ของความว่าง” ดังกล่าวนี้

มีการสั่นสะเทือนขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม

สระน้ำนั้นหรือจักรวาลนั้นจะเกิดคลื่นขึ้นทันที

ถ้าคลื่นความถี่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกนั้น

เป็นสรรพสิ่งที่มี “อัตตาตัวตน” ที่ท่านรับรู้ได้

จะสรุปว่า #อนัตตาเป็นผู้สร้างอัตตา ได้ไหม?


ถ้ามนุษย์ใช้ความคิดแบบจิตมนุษย์

แล้วถามหาอัตตาตัวตนของพระเจ้า (God)

ด้วยการใช้สมองซีกซ้ายอ้างเหตุและผลแล้ว

ชาติหน้าตอนบ่ายๆก็หาคำตอบที่ต้องการไม่ได้

เพราะมันเกินขีดจำกัดของสมองสองซีกไงล่ะ


ดังนั้น

แทนที่จะปฏิเสธการมีอยู่จริงของพระเจ้า

เราจึงบอกไว้แต่ต้นว่าถ้าต้องการรู้จักพระองค์

ท่านก็จงอย่ายึดมั่นถือมั่นในอคติต่อพระองค์

อย่างเช่นทุกวันนี้ท่านกินข้าวกินน้ำอยู่ใช่ไหม

ท่านจำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นคนแรกที่นำมนุษย์

ให้รู้จักกินรู้จักทำนารู้จักหุงรู้จักดื่มน้ำก่อนมั้ย

ท่านกินข้าวดื่มน้ำเพราะท่านรู้ว่าดีมีประโยชน์

ไม่ต้องรู้คำตอบว่าคนแรกที่นำคือใครก็ได้นี่


พระพุทธเจ้ายังตรัสเอาไว้เลยว่า

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา มิใช่หรอกหรือ

เวลาสอนธรรมใยท่านจึงต้องปฏิเสธพระเจ้าล่ะ

เพราะว่าพวกท่านปวารณาเป็นชาวพุทธศาสน์

สัจธรรมคำสอนที่ปฏิบัติเป็นของพระพุทธเจ้า

การเข้าใจในสัจธรรมของพระพุทธองค์ได้

จึงไม่แปลกอะไรที่ตัวท่านได้เข้าถึงพระองค์


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

สัจธรรมในสากลจักรวาลอันไพศาลยิ่งนั้น

เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ 3 ระดับ คือ


1.โลกียะธรรม

เป็นความจริงที่ใช้กลไกอายตนะของมนุษย์

สัมผัสรู้ดูเห็นมันเพื่อเรียนรู้และเข้าถึงได้

ด้วยความฉลาดทางปัญญาของสมองซีกซ้าย

พระพุทธเจ้าทรงใช้สมองซีกซ้ายคือสติปัญญา

เข้าถึงความจริงขั้นต้นที่เป็นโลกียะธรรมนี้ได้

ด้วยกระบวนการคิดแบบ #อิทัปปัจจยตา


ในกระบวนการคิดแบบ “อิทัปปัจจยตา” นี้

จะต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ

1.หลักการ 

2.เหตุให้ต้องคิด 

3.ผลการคิดที่ต้องการ


โดยจะเอาข้อ 1,2,3 ข้อใดขึ้นก่อน

มาเริ่มต้นสร้างกระบวนการในการคิดก็ได้


2.โลกุตรธรรม

เป็นความจริงขั้นกลางที่มนุษย์จะต้องเข้าถึงมัน

โดยจะต้องนำเอาความจริงที่คิดวิเคราะห์มาได้

ด้วยสติปัญญาของสมองซีกซ้ายดังกล่าวไว้นั้น

มาคิด #สังเคราะห์ ด้วยปัญญาญาณเสียก่อน

เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตจริงให้เกิดผลต่อไป


ปัญญาญาณ หมายถึง

ความฉลาดทางปัญญาของสมองซีกขวา

ที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้วิธีกดปุ่มใช้งานเท่านั้น

จึงจะใช้ปัญญาของสมองซีกนี้ได้จริงมิใช่ฟลุ้ค

คนที่เก่งในการนั่งกรรมฐานแบบฌานสมาธิ

ซึ่งส่วนใหญ่นั่งเมื่อไหร่หลับในสมาธิเมื่อนั้น

จะไม่มีวันเข้าถึง “ปัญญาญาณ” ที่ว่านี้ได้

จะเข้าถึงได้มนุษย์ต้องฝึกคิดด้วยปัญญาญาณ

ด้วยการจงใจและเข้าใจในกระบวนการอีกด้วย


ดังนั้น

ท่านทั้งหลายจึงไม่ต้องสงสัยหร็อกว่า

ทำไมคนสอนธรรมผู้ช่างจำนรรจา

กับเหล่าผู้กล้านำเสนอพระเจ้าที่เขาถกกันนั้น

มันจึงหาจุด Compromise แบบ Consensus ไม่พบ

เหตุเพราะทั้งคู่ยังคิดแบบจิตมนุษย์กันอยู่

ไม่ได้ใช้ “ปัญญาญาณ” ของสมองซีกขวาเลย


3.อนุตรธรรม

เป็นความฉลาดทางปัญญาขั้นสูงสุด

ที่พระเยซูและพระพุทธเจ้าทรงเข้าถึงได้

แล้วนำองค์ความรู้ที่สำคัญมากล่าวต่อมนุษย์

โดยเฉพาะความจริงเบื้องหลังของจิตวิญญาณ

กับความจริงในเรื่องของพระเจ้า


พระเยซูเข้าถึงได้เพราะพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์

ทรงถือเอาอนุตรปัญญาที่ว่านี้ติดตัวมาเกิดด้วย

เพื่อทรงใช้ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า

ส่วนพระพุทธเจ้าทรงเข้าถึงอนุตรธรรมชั้นสูงได้

ด้วยอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ทรงเรียกขานเอง

จนทรงค้นพบคำตอบที่เป็นความจริงมาได้ว่า

จิตวิญญาณพระองค์เข้ามาเกิดเป็นมนุษย์ทำไม


พระองค์ทรงบรรจุองค์ความรู้ที่ตรัสรู้ได้ทั้งหมด

ไว้ในปฐมเทศนา คือ #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

แต่คนนำทางตาบอดในยุคต่อมาไม่ซึมซับรับได้

ที่ซึมซับรับได้จนบรรลุเป็นอรหันต์คือปัญจวัคคีย์

ทันทีที่สดับรับฟังปฐมเทศนาจากพระโอษฐ์นั้น


ตัวชี้วัดว่าคนนำทางตาบอดรุ่นต่อๆมา

เข้าถึงอนุตรธรรมบทสำคัญนี้ของพระองค์ไม่ได้

ก็ตรงที่ไปแปลความผิดบิดเบือนอนุตรธรรมนี้ว่า

ทรงหมายถึง #อริยสัจสี่กับมรรคมีองค์แปด

ทั้ง ๆที่พระพุทธองค์ทรงกำกับสัจธรรมนี้ไว้ว่า

“เราคือโลก โลกคือเรา”

“เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก”


ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องอะไรกันกับ 

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค

ซึ่งเป็นอริยสัจสี่ที่ตรงไหนเลยสักนิดเดียว


ที่มันผิดเพี้ยนไปจากความจริงเช่นนี้

ถ้าไม่ใช่เพราะผีโสโครกหลอกให้เชื่อตามแล้ว

ก็เพราะว่าเข้าถึงปัญญาสมองทั้งสองซีกไม่ได้

คงใช้แต่พรสวรรค์มิได้มีพรแสวงในชาตินี้เลย


โปรดติดตามเรื่องของพระเจ้าในตอนต่อไป


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

4/04/2569