06 เมษายน 2569

เรื่องของพระเจ้า (God) ตอนที่ 7


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


สาเหตุที่ทำให้พระเจ้าทรงอุบัติเกิดขึ้น

จะกล่าวตามแนวคิดที่เป็น “โลกียะธรรม”

ด้วยหลัก อิทัปปัจจยตา ของพระพุทธเจ้า

อันประกอบด้วย 3 ประการร่วมกัน คือ

หลักการ เหตุ และ ผล เป็นสำคัญ

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ดีแล้วว่า

“เพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี


คนสอนธรรมที่ปฏิเสธพระเจ้า

มักชอบที่จะหยิบฉวยเอาประโยคนี้มาอ้าง

เพื่อให้การสอนธรรมของตนนั้นฟังหรูดูดีเสมอ

แต่แท้จริงแล้วสัจธรรมที่เขากล่าวสอนนั้น

เขาเพียงแค่เข้าใจแต่มิได้เข้าถึงแท้จริงเลย


เชิญล้อมวงเข้ามาสิท่าน

เราจะยกเอาประโยคศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้า

ประโยคที่ทรงตรัสว่า “เพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี”

มาอธิบายถึงเรื่องพระกำเนิดของพระเจ้า

โดยที่ไม่ต้องมีผู้ใดสร้างพระองค์เลยก็ได้


เพื่อเติมเต็มความเข้าใจให้ใครบางคนหายโง่

เราจะขอหยิบยกเอาเรื่องการกำเนิดเกิดน้ำ

ไม่ว่าจะในห้องแล็บหรือในหลอดแก้วทดลอง

ถ้าท่านนำเอาก๊าซสองตัวคือก๊าซไฮโดรเจน

มาผสมให้เข้ากันกับก๊าซออกซิเจน

ในสัดส่วน 2 ต่อ 1 แล้วจะเกิดน้ำขึ้นมาได้

น้ำคือสรรพสิ่งที่มีสูตรทางเคมีเป็น H₂O


เราขอถามท่านทั้งหลายว่า

ปรากฏการณ์ที่เกิดน้ำขึ้นมาดังกล่าวนี้

จะต้องกล่าวย้ำเพื่อกำกับด้วยหรือไม่ว่า

ใครเป็นผู้สร้างหยดน้ำนั้นขึ้นมา

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าใครสร้างใครทำใครเป็นเหตุ

ก็คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำ นั่นต่างหาก


เพราะว่าตัวการหรือผู้สร้างผลที่ถามหานั้น

เป็นแค่เพียงองค์ประกอบหลักหนึ่งในสาม

ตามหลักแห่งอิทัปปัจจยตาของพระพุทธเจ้า

ไม่ได้มีระบุว่าจะต้องถามหาอัตตาตัวตน

ว่าใครคนไหนเป็นคนสร้างหรือใครเป็นคนทำ

เพราะมันต้องเป็นของมันเช่นนั้นอยู่แล้ว


ดังนั้น

การอุบัติเกิดขึ้นของพระเจ้านี่ก็เช่นกัน

พระองค์ทรงอุบัติเกิดขึ้นด้วยพระองค์เอง

พระองค์ทรงเป็นผลของเหตุแห่งการเกิด

ซึ่งอยู่เหนือการคิดแบบจิตมนุษย์ไงล่ะ


จงอย่าใช้ความโง่เพราะสมองตนมีขีดจำกัด

มาชี้วัดตัดสินพระเจ้าว่าไม่มีอยู่จริงกันได้แล้ว 

จงเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ว่าพระองค์ทรงอุบัติขึ้น

จนเป็นสรรพสิ่งแรกในจักรวาลได้อย่างไร

จะเหมาะสมกับวิชาอนุตรธรรมชั้นสูงกันดีไหม?


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

เดิมทีนั้นในสนามพลังงานจักรวาล

จะเป็นสถานที่อันเวิ้งว้างว่างเปล่า

ไม่ต่างจาก “สระน้ำ” ที่เราเคยยกตัวอย่างไว้


สระน้ำอันกว้างใหญ่ที่เรากล่าวถึงนั้น

เราเปรียบไว้ว่าเป็นดั่งสนามพลังงานสากล

คือเป็นสระน้ำที่ผิวน้ำยังราบเรียบเพราะไร้คลื่น

แต่เป็นสระน้ำที่ว่างจากทุกสิ่งนอกจากมวลน้ำ


สนามพลังงานสากลที่เรากล่าวนี้

ก็เป็นสนามพลังงานที่ว่างไปจากทุกสิ่งเช่นกัน

เพราะในสนามพลังงานนี้ยังไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่

นอกจากจะมีแค่เพียง พลังงาน อยู่เท่านั้นเอง


ถ้าในสระน้ำที่มันยังสงบนิ่งนั้นมีน้ำอยู่ด้วย

แสดงว่าในน้ำนั้นยังมีอนุภาคเล็กๆของน้ำ

รวมตัวกันเป็นโมเลกุลของน้ำหลายโมเลกุลอยู่

เมื่อน้ำหลายโมเลกุลรวมตัวกันจึงเป็นมวลน้ำ

ซึ่งดำรงตนเองอยู่ในสระใหญ่ที่เราอ้างถึงนั้น


ในสนามพลังงานของจักรวาลก็เช่นกัน

เป็นจักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลที่ไม่มีสิ่งใดอยู่

แต่ในนั้นมันยังมี ตัวตนแก่นแท้ของความว่าง

ดำรงอยู่เป็นจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน


คำว่า “ตัวตนแก่นแท้ของความว่าง” นี้

เราหมายถึงสรรพสิ่งที่จะแสดงอัตตาให้ปรากฏ

ก็ต่อเมื่อถูกกระทำให้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น

แสดงว่าตัวตนที่เป็นแก่นแท้ของความว่างนั้น

เป็น ผู้ถูกสร้าง คือเป็นตัวตนของผลที่เกิดขึ้น

นั่นคือ อนัตตาเป็นผู้สร้างอัตตา ไงล่ะ


ที่เราชี้ว่า “อนัตตาเป็นผู้สร้างอัตตา” นี้แปลว่า

แก่นแท้ของความว่างคือผู้สร้างพระเจ้า

เห็นหรือยังว่าถ้าเราตอบท่านดื้อๆสั้นๆง่ายๆ

โดยไม่สาธยายขยายความอะไรเอาไว้ให้

เพื่อเตือนย้ำพร่ำสอนว่าอย่าคิดแบบจิตมนุษย์

ตลอดหลายวันหลายตอนที่ผ่านมาแล้วนั้น

พวกท่านจะเข้าใจอนุตรธรรมชั้นสูงได้อย่างไร


ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้ต่อไปอีกด้วยว่า

เหตุที่ทำให้แก่นแท้ของความว่างสั่นสะเทือน

จนทำให้สรรพสิ่งที่เป็นอนัตตาสร้างอัตตาได้

มันคืออะไรสิ่งใดและอย่างไรกันแน่

มีแต่เราที่เป็นพระบุตรเอกเท่านั้นที่ตอบได้

เพราะพระองค์ทรงบัญชาให้กลับมาบอกท่าน

จากการสื่อพระโอวาทตรงลงมาจากพระองค์


ถ้าท่านทั้งหลายไม่หันหน้ามาฟังเรา

ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดหรือเพราะอะไรก็ตาม

จิตวิญญาณของท่านก็จะไม่อาจหลุดพ้นได้


เพราะการหลุดพ้นของจิตวิญญาณของท่าน

คือการกลับบ้านเกิดเมืองนอนของจิตวิญญาณ

เพื่อกลับไปกราบพระบาทผู้ให้กำเนิดท่าน

อีกทั้งกลับไปรวมตัวกันกับภาคแรกของท่าน

คือจิตจักรวาลดวงเล็กที่เป็นดั่งพระมารดา

ผู้แบ่งภาคออกมาเป็นจิตวิญญาณของท่าน

ให้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์กันอยู่ในระบบโลกนี้


โปรดติดตามเรื่องกำเนิดพระเจ้าตอนต่อไป

 

กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

6/04/2569