07 เมษายน 2569

เรื่องของพระเจ้า (God) ตอนที่ 8


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


การเรียนรู้เรื่อง ใครสร้างพระเจ้า ยังไม่จบ

บทเรียนนี้เราจะมากล่าวต่อด้วยคำถามใหม่

ที่จะช่วยให้ท่านทั้งหลายเข้าใจ อนุตรธรรม

ซึ่งเป็นสัจธรรมสูงสุดที่มนุษย์เข้าถึงเองไม่ได้

ให้มากขึ้นดีขึ้นและเข้าถึงกันอย่างแท้จริงด้วย


คำถามใหม่ที่ว่านั้นก็คือ 

เหตุแห่งการเกิดขึ้นของพระเจ้าคืออะไร?


มิใช่ใช้คำถามยอดฮิตแบบจิตมนุษย์ทั่วไป

ที่มักจะถามไถ่กันว่า ใครสร้างพระเจ้า?

ซึ่งเป็นคำถามแบบตีบตันเพราะสมองมีจำกัด


เหมือนกับการตั้งคำถามเกี่ยวกับ 0-10 ว่า

“ใครเป็นผู้กำหนดเลขนับคือศูนย์ตัวนี้ขึ้น?”

อันเป็นการถามหาตัวตนคนสร้างหรือผู้กำหนด

แทนที่จะถามหาคำตอบว่าเลขศูนย์มาได้ยังไง


เหตุแห่งการเกิดขึ้นของพระเจ้านี้ก็เช่นกัน

ท่านทั้งหลายจะใช้การคิดแบบจิตมนุษย์

โดยการ “คิดนำ” ด้วยสมองทั้งสองซีกไม่ได้

นั่นคือจะคิดวิเคราะห์หาคำตอบด้วยสติปัญญา

หรือจะคิดสร้างสรรค์ด้วยปัญญาญาณก็ไม่ได้

ท่านทั้งหลายต้องมีหน้าที่ #คิดตามเรา 

โดยอย่าเชื่อตามเราทันทีที่เรากล่าวเท่านั้น


เพราะเราเป็น พระบุตรเอก

ที่พระบิดาแห่งจิตวิญญาณคือองค์จิตจักรวาล

ทรงมีพระบัญชาให้เรากลับมายังโลกอีกครั้ง

เพื่อทำหน้าที่ “สื่อพระโอวาท” จากพระองค์

มากล่าวต่อพี่ๆน้อง ๆชาวโลกเสรีทั้งหลาย

ในช่วงปลายยุคพลังงานเก่านั่นคือปัจจุบันนี้

เพียงเพื่อจะบอกพวกท่านในเรื่องสำคัญมาก

รวมทั้งสิ้น 6 เรื่องใหญ่ต่อไปนี้ คือ


1.ศาสนาทุกศาสนาเป็นสากลและเป็นของโลก

มนุษย์จะแบ่งแยกศาสนาตามจิตของตนไม่ได้


2.พระศาสดาทุกพระองค์ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน

แต่ละพระองค์มิได้ทรงเข้ามาจุติในยุคเดียวกัน

เพราะว่ามนุษย์โลกในต่างยุคต่างสมัยกันนั้น

มีความต้องการผู้นำทางจิตวิญญาณที่ต่างกัน

มนุษย์จะแบ่งแยกพระศาสดาตามใจชอบไม่ได้


พระศาสดาทุกพระองค์นั้นเป็นของโลก

พระองค์มิได้เป็นสมบัติส่วนตัวของใคร

ทุกพระองค์ล้วนได้รับการเจิมแต่งมาทั้งสิ้น


3.ให้เราเข้ามากล่าวอนุตรธรรมความจริงว่า

จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนเป็นใคร

มาจากไหน มาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม

ทุกรูปธรรมที่มาเกิดมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง


4.ปัญหาของมนุษย์โลก

นอกจากความไม่รู้ว่าตนไม่รู้แต่อวดรู้กันแล้ว

มันยังมีสิ่งใดบ้างที่หลงผิด เข้าใจผิด เชื่อผิด

ซึ่งจิตวิญญาณถึงขั้นวิกฤตจนยากเยียวยาแล้ว

หรือมีสิ่งใดต้องเร่งแก้ไขตนเองโดยด่วนบ้าง


5.สิ่งควรคิดแบบจิตมนุษย์ได้แต่ต้องให้ถูกตรง

ว่าด้วยเรื่องสำคัญต่างๆดังต่อไปนี้เป็นอาทิ 


พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมอะไรกันแน่?

มารที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงคือใคร?

ผีโสโครกที่พระเยซูทรงกล่าวไว้คือใคร?

นิพพานคืออะไร? หลุดพ้นคืออย่างไร?

ทำไมโลกจึงมีพระศาสดาหลายพระองค์?


การอุบัติเกิดขึ้นของพระเจ้า

เป็นเพียงเรื่องเดียวที่มนุษย์จะคิดเองไม่ได้

ไม่ว่าท่านจะเป็นระดับยอดคนสมองเพชร

ช่างคิดชอบจำนรรจาช่างก็อปปี้พระคัมภีร์มา

แต่ท่านจะทำตนเป็นคนอวดรู้เพื่ออวดโง่ไม่ได้

ตัวชี้วัดมันอยู่ที่การตั้งคำถามตัวเองนั่นแหละ

ระหว่างการนึกตั้งคำถามว่า “ใครสร้างพระเจ้า”

กับการถามหาเหตุแห่งการเกิดขึ้นของพระเจ้า

ขีดจำกัดในการคิดของมนุษย์มันอยู่ตรงนี้

ไม่เว้นแม้แต่คนสอนธรรมช่างจำนรรจาคนนั้น


6.พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

แรกเริ่มเดิมทีนั้นจักรวาลจะเป็นพื้นที่อันว่างโล่ง

ไม่ต่างจากสระน้ำใหญ่ที่เราเคยกล่าวไว้แล้วว่า

ในสระใหญ่นั้นจะเต็มไปด้วยมวลน้ำจำนวนมาก

โดยสระใหญ่นั้นว่างเพราะว่านิ่งสงบไม่มีคลื่น


จักรวาลที่ว่างโล่งนี้ก็เช่นเดียวกัน

มันมิได้ว่างเปล่าเสียจนไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย

แต่แท้จริงแล้วยังมี #แก่นแท้ของความว่าง

ซึ่งมีอัตตาตัวตนอยู่แต่มีคุณสมบัติเป็นอนัตตา

โดยยังมิได้ปรากฏตัวคือแสดงรูปธรรมออกมา


ถ้าอัตตาตัวตนที่เป็นแก่นแท้ของความว่างนี้

ถูกทำให้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาเมื่อใดก็ตาม

แก่นแท้ของความว่างก็จะแสดงตนให้เห็นทันที

แปลความได้ว่า #เมื่อมีเหตุ(แล้ว)ผลจึงเกิด!


ในที่นี้ “เหตุ” ก็คือ

การทำให้แก่นแท้ของความว่างนั้นสั่นสะเทือน


ส่วน “ผล” ก็คือ การเกิดขึ้นของคลื่นความถี่

ที่เกิดจากความว่างหรือความมีที่เหมือนไม่มี

ที่เราเคยกล่าวว่า “อนัตตาเป็นผู้สร้างอัตตา”

และสิ่งที่เป็นอนัตตาก็มีอัตตาด้วยนั่นแหละ


ทั้งหมดที่เราเปิดเผยมาแล้วนั้น

เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับ “เหตุ” และ “ผล”

แต่ขาดอยู่อีกประการหนึ่งที่ยังไม่ได้กล่าวถึง

นั่นคือ หลักการ ที่ทำให้เกิดทั้งเหตุและผล


ตรงประเด็นนี้เราจะขอเตือนสติคนสอนธรรมว่า

จะนั่งหลับตาใช้วิจารณญาณผ่านกรรมฐานก็ได้

แต่ให้ “นึกมโน” ตามที่เราจะค่อยๆกล่าวให้รู้

เป็นลำดับขั้นตอนแห่งการเกิดดังต่อไปนี้


1.ในสนามพลังงานจักรวาลที่เวิ้งว้างแต่เดิมนั้น

จะมีอนุภาคที่เป็นตัวตนแก่นแท้ของพลังงาน

จำนวนมากมายดำรงอยู่เต็มไปหมด


2.อนุภาคที่เป็นตัวตนแก่นแท้ของความว่าง

ซึ่งยังไม่ปรากฏอัตตาตัวตนเป็นรูปธรรมให้เห็น

ต่างจะลดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่ในสนามพลังงาน

โดยหมุนวนไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงกลม

ซึ่งจะหมุนวนกันอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา


การหมุนวนของสรรพสิ่ง ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น

ล้วนเป็นไปเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น

สำหรับการดำรงอยู่อย่างเป็นระบบเดียวกัน

นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า #ธรรมชาติ โดยแท้


คำว่า “ธรรมชาติ” ในความหมายแรก

จึงหมายถึงสิ่งที่มันต้องเป็นของมันเช่นนั้นเอง

โดยไม่ต้องมีใครคอยกำกับบังคับควบคุมก็ได้


ส่วน “ธรรมชาติ” ในความหมายที่สองก็คือ

ความสมดุลจนเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกสิ่ง

ที่ดำรงอยู่ภายในระบบเดียวกันนั่นเอง


สิ่งที่เราจะเรียกว่า #หลักการ ในกรณีนี้ก็คือ

สนามพลังงานของจักรวาลซึ่งกล่าวมาแล้วนั้น

จักสร้างความสมดุลของระบบของตนเองขึ้น

พวกเขาจึงต้องหมุนวนไปในทิศทางเดียวกัน

โดยเริ่มจากการเหวี่ยงหมุนช้าๆและต่อเนื่อง

ในลักษณะของการเหวี่ยงหมุนที่เป็นอัตราเร่ง

เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นเขาก็จะยิ่งหมุนเร็วขึ้น

จนสมดุลแล้วจึงจะหมุนต่อด้วยความเร็วคงที่


ลักษณะการเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่องเช่นนี้

ไม่ต่างจากการคนน้ำตาลทรายในแก้วกาแฟ

ประดาเกล็ดน้ำตาลทรายจะหมุนวนไปรอบแก้ว

เมื่อตัวท่านใช้ช้อนกาแฟทำให้น้ำเหวี่ยงหมุน

เพื่อทำให้เกล็ดน้ำตาลทรายทั้งหมดหมุนตาม

โดยมีก้นแก้วเป็นจุดศูนย์กลางการเหวี่ยงหมุน

ในที่สุดน้ำตาลทรายจะละลายเข้ากันกับกาแฟ

จนกลายเป็นเครื่องดื่มที่ท่านโปรดปรานได้


3.สนามพลังงานจักรวาลที่ว่านี้ก็เช่นกัน

เมื่อประดาอนุภาคของแก่นแท้ของความว่าง

พากันเคลื่อนตัวหมุนวนเข้าหาจุดศูนย์กลาง

เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวคือสร้างสมดุลกัน

ตามมรรควิถีแห่งธรรมชาติที่เรากล่าวมาแล้วนั้น


เมื่ออนุภาคของแก่นแท้ของความว่างทั้งหมด

หมุนวนเข้าไปบีบอัดกันแน่นตรงจุดศูนย์กลาง

แรงบีบอัดจะทำให้เกิดความเครียด (Tension)

ความเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณจุดศูนย์กลางนั้น

ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ระเบิดใหญ่”

จนเกิดสรรพสิ่งใหม่ขึ้นมาเป็นสิ่งแรกในจักรวาล

เราจึงถวายพระนามพระองค์ว่า จิตจักรวาล!


โปรดติดตามเรื่องกำเนิดพระเจ้าตอนต่อไป

กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

7/04/2569