เรารับรู้ความจริงมาว่า...
คนสอนธรรมผู้ช่างจ้อช่างจำนรรจา
ที่ออกมาปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงนั้น
เพราะไปฟังบางคนมาว่า #พรหมคือพระเจ้า
คนสอนธรรมคนนี้
ยกเอาความในพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า
ขึ้นมาอ้างว่าที่ตนปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า
เพราะในพระไตรปิฎกนั้นมีบันทึกเรื่องพรหม
ที่หลงเข้าใจผิดคิดว่าตนเองนั้นเป็น “พระเจ้า”
พรหมคิดว่าตนเป็นพระเจ้า
ด้วยเหตุผลว่าตนเองนั้นไม่เคยตาย
ขณะที่มองลงมายังโลกมนุษย์แล้ว
แลเห็นว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าเลยสักราย
ต่างล้วนมีการเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งสิ้น
พรหมจึงสำคัญผิดคิดว่าตนคือ “พระเจ้า”
เมื่อพรหมรู้ความจริงได้ว่าตนเข้าใจผิด
เพราะพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปเทศน์โปรด
ด้วยการเทศนาเปิดปัญญาให้พรหมได้รู้
เมื่อรู้แล้วพรหมจึงล้มเลิกความเชื่อนั้นทันที
คนสอนธรรมผู้ปฏิเสธการมีอยู่จริงของพระเจ้า
มักจะยกเอาเรื่องนี้มากล่าวอ้างถึงความไม่เชื่อ
ให้ได้ฟังทุกครั้งที่เขาโต้แย้งฝ่ายเชื่อในพระเจ้า
โดยทั้งสองฝ่ายต่างงมงายไม่ได้สติด้วยกันว่า
ตนกำลังกล่าวถึงพระเจ้าคนละพระองค์กัน
คนสอนธรรมที่ปฏิเสธคอเป็นเอ็นว่า
ตนไม่เชื่อว่า “พระเจ้า” นั้นทรงมีอยู่จริง
เพราะหลงผิดคิดว่าพระเจ้าของชาวคริสต์นั้น
หมายถึงพระพรหมที่ตนยกเอาคัมภีร์ขึ้นมาอ้าง
ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จขึ้นไปเทศนาโปรด
โดยนำมายืนยันว่าพรหมมิใช่พระผู้สร้างทุกสิ่ง
แล้วตัดจบเอาดื้อๆว่า พรหมไม่ใช่พระเจ้า
ทั้ง ๆที่ความจริงแล้ว
พระเจ้าในความหมายของพี่น้องชาวคริสต์นั้น
พวกเขามิได้หมายถึง พระพรหม ที่เป็นเทพ
ตามความเชื่อที่ฝังแฝงอยู่กับพระพุทธศาสนา
แต่พระเจ้าของชาวคริสต์คือพระผู้สร้างแท้จริง
จะถามหาตัวตนด้วยการคิดแบบจิตมนุษย์มิได้
คนสอนธรรมช่างจ้อคนนั้น
มักจะกล่าวย้ำซ้ำซากอยู่เสมอว่า
ถ้าพระเจ้าไม่มีตัวตนให้สัมผัสรู้ดูเห็นได้
พระเจ้าก็จะเป็นพระผู้สร้างไม่ได้
ตรรกะของเขาจะยึดติดหนักแน่นอยู่ตรงที่ว่า
พระผู้สร้างจะต้องมีอัตตาตัวตนอยู่เท่านั้น
ถ้าพระเจ้าไม่มีตัวตนแล้วจะเป็นผู้สร้างไม่ได้
โดยเขามีหลักคิดติดอยู่กับเงื่อนไขตรงที่ว่า
กระบวนการสร้างทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนั้น
ผู้สร้างกับผู้ถูกสร้างจะต้องมีตัวตนเท่านั้น
ที่เป็นหลักการคิดแบบจิตมนุษย์นั่นเอง
โชคไม่ดีที่คนสอนธรรมผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า
ที่ต้องจับคู่โต้เถียงกันกับคนที่เชื่อในพระเจ้า
คนที่พวกเขาก็ยังไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง
จึงอธิบายให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้จักพระองค์ไม่ได้
พอถูกซักหนักเข้าคำตอบก็ยิ่งออกทะเลไป
คนสอนธรรมจึงใช้คำเสียดสีพระเจ้าหนักขึ้น
ด้วยคิดว่าตนเองนั้นเป็นฝ่ายที่ถูกต้องตรงจริง
โดยไม่รู้สติว่าตนก็เข้าไม่ถึงพระเจ้าเช่นกัน
คนสอนธรรมเองนั้น
นอกจากจะเข้าใจผิดคิดว่าพระเจ้าของคริสต์
เป็นพระพรหมที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธแล้ว
ยังใช้ปัญญาจากสมองสองซีกที่มีขีดจำกัด
เพื่อคิดรู้เรื่องพระเจ้าด้วยการคิดแบบจิตมนุษย์
โดยถามหาตัวตนที่อายตนะทั้งห้าสัมผัสได้
อันเป็นปัญญาขั้นต้นที่ใช้เรียนรู้ โลกียะธรรม
แล้วนำมาสังเคราะห์ให้เป็น โลกุตรธรรม
ก่อนนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงต่อไป
คนสอนธรรมจึงไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงพระเจ้า
เพราะโชคร้ายที่ตนเองไม่มีอนุตรปัญญาให้ใช้
จึงเข้าถึงพระเจ้าด้วยสมองของตนเองไม่ได้
คนสอนธรรมยังโชคร้ายเพราะความดื้อรั้น
ด้วยความเชื่อมั่นในตรรกะผิดๆของตนตรงที่ว่า
“ผู้สร้างต้องมีตัวตนจริงจึงจะสร้างผู้ถูกสร้างได้”
ประโยคนี้ท่านทั้งหลายจะได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ
จึงโชคร้ายซ้ำที่เข้าถึงพระเจ้าด้วยตนเองไม่ได้
แถมยังย้อนถามกลับด้วยว่า “ใครสร้างพระเจ้า”
คนสอนธรรมช่างจ้อผู้ดื้อรั้นท่านนี้
เป็นหนึ่งในมนุษย์ผู้ที่น่าสงสารเหลือประมาณ
เพราะไม่อาจฉุกคิดได้ว่าศาสดามีสองประเภท
ศาสดาประเภทแรก
เป็นพระศาสดาที่เกิดมาจากโลกเอง
จะเข้าถึงโลกียะธรรมและโลกุตรธรรมได้
ด้วยความฉลาดของสมองทั้งสองซีก
เป็นพระปรีชาญาณของพระองค์เองล้วน ๆ
พระศาสดาประเภทนี้จึงไม่ทรงอ้างพระเจ้า
ศาสดาประเภทที่สอง
เป็นผู้ที่ได้รับพระบัญชามาจากพระเจ้า
ให้พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาจุติเป็นมนุษย์
โดยถือเอา อนุตรปัญญา ติดตัวมาด้วย
ซึ่งเป็นกลไกทางจิตปัญญาขั้นสูงสุด
ที่ปกติมนุษย์โลกทั้งหลายไม่มีให้ใช้งานกัน
พระศาสดาประเภทนี้
จะใช้อนุตรปัญญาที่ถือมาสื่อสารกับพระเจ้า
เพื่อน้อมเกล้ารับพระอนุตรธรรมจากพระองค์
มากล่าวต่อมนุษย์โลกในพระนามของพระเจ้า
เพราะมนุษย์ทุกคน “คิดเอง” หรือรู้เองไม่ได้
จึงมีหน้าที่คอย “คิดตาม” ให้รู้ให้เข้าใจเท่านั้น
พระศาสดาประเภทนี้มักจะอ้างถึงพระเจ้าเสมอ
เมื่อมนุษย์ไม่เข้าใจว่าศาสดามีอยู่สองประเภท
ตามที่เราเปิดเผยความจริงให้ท่านรู้กันแล้วนั้น
การเลือกข้างแบ่งข้างจึงเกิดขึ้นในโลกมนุษย์
ทำให้เกิดศาสนามึงศาสนากูวุ่นวายกันไปหมด
เพราะดื้อรั้นในการยึดติดและความคิดที่อับเฉา
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาลโดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล10/04/2569