พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
หลายบทหลายตอนที่ผ่านมา
เราใช้เวลาให้กับเรื่อง พระกำเนิดของพระเจ้า
ที่ความคิดแบบจิตมนุษย์จากสมองทั้งสองซีก
มีขีดจำกัดจนไม่อาจจะคิดสร้างสรรค์กันเองได้
นอกจากพวกท่านจะต้องคิดตามเราเท่านั้น
ที่เราต้องใช้เวลาไปค่อนข้างมากก็เพราะว่า
เรื่องของพระเจ้าหรือพระผู้สร้างเป็นเรื่องใหญ่
ถ้าท่านทั้งหลายซึ่งเป็นพระบุตรของพระองค์
ยังจำพระองค์ไม่ได้ ยังไม่ยอมรับในพระองค์
เท่ากับท่าน “ปฏิเสธ” การมีอยู่จริงของพระองค์
ทำให้พระเจ้าที่มีอยู่จริงกลับไม่มีสำหรับท่านไป
นั่นคือการปฏิเสธทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพระเจ้าด้วย
การยอมใช้เวลามากๆกับเรื่องสำคัญเช่นนี้
จึงมิใช่การทำให้เวลาเป็นสิ่งไร้ค่าสำหรับโลก
เพราะเรามองว่าเวลาที่ใช้สำหรับการเรียนรู้
เรื่องที่เกี่ยวกับผู้บังเกิดเกล้าของพวกเรานั้น
ด้วยจิตสำนึกของการเป็นบุตรของพระองค์
จะละเลยเหลวไหลไม่ให้ความใส่ใจย่อมไม่ได้
เพราะว่าหน้าที่สำคัญในการเป็นมนุษย์โลก
ที่บุตรจักต้องปฏิบัติต่อบิดามารดาของตนก็คือ
หนึ่ง ต้องกตัญญูรู้พระคุณของท่าน
สอง ต้องรู้จักตอบแทนพระคุณพระองค์ด้วย
ถ้าจิตวิญญาณของท่านเป็นผู้ที่มาจากพระเจ้า
ท่านทั้งหลายจึงสมควรรู้ว่าพระองค์เป็นใคร
พระองค์ทรงอุบัติขึ้นมาเองได้อย่างไร
พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างสิ่งใดขึ้นมาบ้าง
พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งนั้นเพื่ออะไร
ทรงสร้างแผ่นดินแผ่นน้ำและฟ้าสวรรค์ไว้ทำไม
พระอนุตรธรรมทั้งหลายประการเหล่านี้
ผู้ที่ยังหลงยึดติดกับการคิดแบบจิตมนุษย์อยู่
ผู้ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกูอยู่ไม่รู้วางแล้ว
จะไม่สามารถเข้าถึงและไม่เข้าใจการมีอยู่จริง
ของพระเจ้าซึ่งมีเพียงพระองค์เดียวนี้ได้เลย
ท่านสังเกตดูอาการแสดงท่าทีกริยาวาจา
ที่คนสอนธรรมช่างจำนรรจ์บางคนแสดงก็ได้ว่า
ขณะกำลังปฏิเสธการมีอยู่จริงของพระเจ้านั้น
ตัวเขาใช้กิริยาจาท่าทีที่ให้ความเคารพพระองค์
อย่างสมพระเกียรติหรือแสดงท่ารังเกียจกันแน่
เราเชื่อมั่นว่าถ้าใครเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใสใจสวย
ที่สามารถจดจำพระองค์ได้อย่างแท้จริงแล้ว
การปฏิบัติต่อพระองค์จะไม่เป็นเช่นนี้แน่นอน
ทีทวยเทพเทวดาหรือว่าพวกมารภูติมารผี
ที่ตัวตนของพวกมันตัวท่านก็ยังมองไม่เห็น
แต่กลับตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นสรวงบวงไหว้ถวายหัว
เพื่อยกเอาอำนาจของตัวไปให้แก่ผีพวกนี้แทน
โดยไม่เคยคิดหวงแหนไม่สงบเสงี่ยมเจียมตัว
ทำให้ภูตผีและมารเหล่านี้เข้าครอบงำค้ำคอ
จึงอับเฉาเบาปัญญาจนเสียท่าที่เกิดมาเป็นคน
ทันทีที่สนามพลังงานของจักรวาล
เกิดความเครียดจากการถูกบีบอัดขั้นสูงสุด
ตัวตนแก่นแท้ของความว่างที่ถูกบีบอัดนั้น
ทำให้พวกเขามีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นทันที
นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า เกิดการระเบิดใหญ่
เมื่อแก่นแท้ของความว่างสั่นสะเทือนต่อเนื่อง
พวกเขาก็จะแสดงตนออกมาให้เป็นที่ประจักษ์
โดยจุดศูนย์กลางที่ได้ระเบิดใหญ่ขึ้นมานั้น
เป็นจุดเริ่มต้นของประดาคลื่นแต่ละระลอก
ที่กระจายตัวออกมาเป็นวงกลมสู่ภายนอกสุด
ไม่ต่างจากการเกิดคลื่นเมื่อหินกระทบน้ำในสระ
คลื่นน้ำที่เกิดขึ้นต่างจะทยอยขยายตัวออกไป
จนสุดขอบเขตของสนามพลังงานจักรวาลนั้น
เมื่อคลื่นนั้นเดินทางไปจนสุดขอบจักรวาลแล้ว
ก็จะ “สะท้อนกลับ” หรือย้อนกลับทิศทางเดิม
ภาพจริงที่ปรากฏก็คือ
คลื่นที่สะท้อนย้อนกลับเมื่อเดินทางไปจนสุด
จะทยอยย้อนกลับตามกันมาอย่างเป็นระเบียบ
เพื่อไปรวมตัวกันที่จุดเริ่มต้นของคลื่นอีกครั้ง
ระลอกคลื่นที่กระจายตัวออกกับที่ย้อนกลับ
จะสั่นสะเทือนต่อเนื่องสวนทางกันตลอดเวลา
ตราบใดที่จุดศูนย์กลางของสนามพลังงานนั้น
ยังถูกบีบอัดเพราะมีการหมุนวนกันต่อเนื่องอยู่
ระลอกคลื่นที่วิ่งเข้าออกสวนทางกันอยู่นั้น
ปรากฏการณ์นี้จะไม่มีวันเสื่อมสลายหายไปได้
“รูปธรรมใหม่” ที่อุบัติขึ้นมาจากความว่างนี้
จึงบังเกิดขึ้นและดำรงตนเองอยู่ได้เป็นนิรันดร์
เงื่อนไขที่จะทำให้คำกล่าวต่อไปนี้
เป็นความจริงได้ทั้งหมดโดยเป็นอื่นไม่ได้ก็คือ
ถ้าสรรพสิ่งใหม่ที่อุบัติขึ้นมาเองนั้นคือพระเจ้า
พระเจ้าผู้ทรงเกิดขึ้นมาจากความเป็นนิรันดร์
อีกทั้งพระเจ้าจะทรงดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ด้วย
ถ้ารูปธรรมนี้ยังมีการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง
เพื่อรักษาความสมดุลของระบบของตนเอง
ตามวิถีแห่งธรรมชาติอย่างต่อเนื่องเอาไว้ได้
ทั้งหมดนี้คือ การอุบัติขึ้นของพระเจ้า!
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
8/04/2569