19 เมษายน 2569

ขันธ์ห้าไม่ใช่อัตตาของจิตวิญญาณ

 


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

การที่จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
เดินทางข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์โลกนี้นั้น
ท่านไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนขึ้นมาได้
เพราะว่ากินง้วนดินตามนิยายน้ำเน่าที่เล่ากันมา
ตั้งแต่สมัยโบราณที่ผีโสโครกหรือพวกมาร
หลอกเล่าเป็นนิทานผ่านคนนำทางตาบอดชรา
ด้วยการส่งเสียงเข้าไปในหัวแต่อย่างใด

แต่จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน
ได้เดินทางข้ามมิติเข้ามาเกิดกันในระบบโลก
เพื่อมาช่วยกันใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก
ตามอนุตรธรรมชั้นสูงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้
ไม่ได้เกิดมาจากความตะกละตะกลาม
ตามที่ผีโสโครกหรือมารด้อยค่าพวกท่านไว้
ด้วยการแต่งนิทานให้เป็นนิยายน้ำเน่า
โดยกำหนดให้กินง้วนดินโสโครกแต่อย่างใด

ดังนั้น
พวกท่านมิได้เติบโตหรือกลายร่างเป็นมนุษย์
ที่มีกายสังขารหรือมีเนื้อหนังสังขารขึ้นมาได้
เพราะจิตวิญญาณของท่านมี #ขันธ์ห้า
แล้วมั่วว่า “ขันธ์ห้า” เป็นอัตตาของจิตวิญญาณ
เมื่อจิตวิญญาณดูดกินง้วนดินเข้าไป
เจ้าขันธ์ห้าจึงเจริญเติบโตจนมีกายหยาบขึ้นมา
ล้วนเป็นเรื่องเท็จอย่างสิ้นเชิง...จงอย่าเชื่อตาม

แท้แล้วแรกที่จิตวิญญาณหรือพระจิต
ข้ามมิติเข้ามาภายในเอกภพเพื่อมาเกิดยังโลกนี้
จิตวิญญาณของท่านทั้งหลายยังไม่มีขันธ์ห้า
จะแวะรับเอาขันธ์ห้าที่ด่านนภาลัยตรงประตูมิติ
ระหว่างแดนสุญตาบ้านเกิดจิตวิญญาณของท่าน
กับห้องทดลองของพระเจ้าที่เรียกว่า เอกภพ
ซึ่งบริเวณประตูมิตินั้นจะมีวิหารสีขาวดำรงอยู่
เพื่อถือติดตัวมาให้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์ได้ใช้
เมื่อได้โอกาสให้มาเกิดมีภพชาติเป็นคนสองมิติ
ก่อนจะคนสองมิติให้เข้ากันเพื่อเป็นมนุษย์ต่อไป

ถ้าจิตหยาบหรือจิตมนุษย์
ซึ่งจิตวิญญาณจะต้องแบ่งภาคตนเองออกมา
ให้ทำหน้าที่แทนตนเองเมื่อมาเกิดในทุกชาติ
โดยจะมีความสามารถทำหน้าที่ในสองมิติได้
จะต้องใช้ “ขันธ์ห้า” เป็นเครื่องมือเท่านั้น

“ขันธ์ 5” ไม่ใช่กลไกอวัยวะใดๆในกายมนุษย์
แต่เป็นกระบวนการสั่นสะเทือนห้าขั้นตอน
อันเป็นคุณสมบัติของจิตหยาบหรือจิตมนุษย์
เมื่อจิตหยาบรับรู้จากผัสสะของกลไกอายตนะ
ซึ่งถ่ายทอดสัญญาณเข้าไปยังจิตหยาบข้างใน
การสั่นสะเทือนของจิตหยาบรวม 5 ขั้นตอน
มันก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ
ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อการรับรู้ของท่านทั้งสิ้น
หาใช่อัตตาตัวตนของจิตวิญญาณแต่อย่างใด

ถ้าท่านไปเข้าใจว่าขันธ์ห้าเป็นอัตตา
ซึ่งเป็นเหตุให้จิตวิญญาณของท่านต้องมาเกิด
นี่คือการถูกหลอกให้ออกทะเลไปนั่นแหละ
ท่านจึงพยายามที่จะนั่งกรรมฐานดับขันธ์ห้า
เพราะเข้าใจว่าถ้าดับได้จิตวิญญาณจะนิพพาน
ด้วยการไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์โลกอีก
ซึ่งสอดคล้องกับผีโสโครกหลอกไว้อีกแหละว่า
นิพพานคือการตายแล้วไม่กลับมาเกิดอีก
ถ้านิพพานมีความหมายแบบนี้ก็ไม่ถูกต้องแล้ว

กระบวนการขันธ์ห้า
คือห้าขั้นตอนของกระบวนการนั้นหมายถึง

1.จิตจะ รับรู้รูปขันธ์ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม
2.จิตจะตรวจสอบว่าที่รับรู้อยู่เคยรู้มาก่อนไหม
ถ้าไม่เคยเรียนรู้มาก่อนจิตก็จะจำได้หมายรู้ไว้
นี่จึงเป็นขั้นตอนสำคัญของ สัญญาขันธ์

3.จิตรับรู้รูปแล้วเกิด “ความรู้สึก” คือกิเลส ขึ้น
เมื่อจิตเกิดกิเลสขึ้นมาแล้วมันจะไม่หยุดแค่นั้น
จิตจะสั่นสะเทือนจนเกิด “ตัณหา” ต่อไปทันที
เมื่อกิเลสมาตัณหาก็จะตามติดๆห้ามไม่ทันแล้ว

ถ้าจิตหยาบของมนุษย์คนนั้น
มีกิเลสตัณหาเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตาม
กระบวนการของจิตหยาบ
ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนที่สามดังกล่าวนี้
พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า เวทนาขันธ์ 

4.เมื่อจิตหยาบนั้นสั่นสะเทือนเป็น “กิเลส” 
แล้วสั่นสะเทือนต่ำลงจนเกิดเป็น “ตัณหา” แล้ว
อารมณ์ขยะรายวันมันก็จะเกิดขึ้นตามมาเสมอ

ถ้าถูกอกถูกใจอารมณ์ที่เกิดขึ้นก็จะเป็นบวก
ถ้าผิดอกผิดใจอารมณ์ที่เกิดนั้นก็จะเป็นลบ
โดยทั้งอารมณ์บวกหรือลบที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น
ล้วนเป็น “อารมณ์ขยะรายวัน” ที่เป็นลบทั้งสิ้น
หมายถึงจะเกิดเป็นมโนกรรมด้านลบนั่นเอง

มโนกรรมด้านลบ
จะนำไปสู่วจีกรรมคำพูดคำจาด้านลบ
รวมทั้งพฤติกรรมด้านลบทั้งหลายด้วย

ถ้าเป็นมโนกรรมด้านบวก
จะนำไปสู่วจีกรรมคำพูดคำจาด้านบวก
รวมทั้งพฤติกรรมด้านบวกที่พึงประสงค์ด้วย

ขั้นตอนที่สี่ของจิตหยาบกลุ่มนี้
พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า สังขารขันธ์
อันเป็นขั้นตอนการปรุงแต่งของจิตหยาบ
หลังจากจิตหยาบรับรู้สิ่งเร้าแล้วรับเอาเกิดขึ้น
บาปกรรมเคราะห์กรรมและเวรกรรมของมนุษย์
มันจะผุดจะเกิดขึ้นมาได้ก็ในขั้นตอนนี้เอง

5.วิญญาณขันธ์จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของจิต
ที่จะถูกนำไปใช้เป็นเงื่อนไขในมิติทางพลังงาน
เพื่อการผลิตสร้างคลื่นพลังงานไฟฟ้าแบบหนึ่ง
ในรูปของพลังจิตที่เป็นด้านบวกหรือลบออกมา

ถ้าหากเป็นพลังงานจิตด้านบวก
ตั้งแต่ขั้นตอนที่หนึ่งจนถึงขั้นตอนที่ห้านี้
จะต้องสั่นสะเทือนจิตหยาบเป็น รักเพื่อให้
หรือไม่จิตหยาบท่านก็จักต้อง นิ่งสงบ เท่านั้น 
เพราะว่าอาการนิ่งสงบของจิตหยาบขณะนั้น
คือการสั่นสะเทือนด้านบวกเป็นความถี่สูงสุด
จนท่านรู้สึกเหมือนว่ามันไม่สั่นสะเทือนเลย

กระบวนการของวิญญาณขันธ์
เพื่อผลิตพลังงานจิตออกมาแบบที่โลกต้องการ
มันจะเกิดขึ้นที่ต่อมพิทูอิทารีหรือต่อมใต้สมอง
อันเป็นที่ตั้งของจิตวิญญาณของท่านนั่นแหละ
โดยต่อมพิทูอิทารีจะเปลี่ยนจากคลื่นไฟฟ้าเคมี
ไปเป็นคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวกแทน
ก่อนที่จะขับเคลื่อนหรือเหวี่ยงออกมาข้างนอก
เพื่อค้ำจุนสมดุลโลกและสมดุลทางจิตของผู้อื่น

แต่ถ้าพวกท่านสั่นสะเทือนจิตหยาบด้านลบ
กระบวนการขันธ์ห้านี้แทนที่จะเป็น #ธรรมจักร
ก็จะเป็น กรรมจักร ที่จิตวิญญาณต้องมีปัญหา
เพราะจะมีภพชาติหน้าหรือว่าต้องตกนรกแทน

เราจึงขอกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
ขันธ์ห้าของจิตวิญญาณมนุษย์ทุกคนนั้น
มันมิใช่อัตตาของจิตวิญญาณอย่างที่คิด
ทั้งห้าขันธ์มันเป็นกระบวนการอัตโนมัติของจิต
มิใช่กลไกอวัยวะอะไรที่จะดับมันให้สิ้นไปง่ายๆ
เพียงแค่นั่งดับมันด้วยการกดข่มจิตเอาไว้ให้นิ่ง
หรือแค่ปิดหูปิดตาปิดปากปิดกายทำเป็นพิการ
เพื่อหมายจะดับอัตตาทั้งห้านี้ให้สิ้นอยู่อย่างนั้น
อันเป็นวิธีการปฏิบัติที่เป็น “อธรรม” มิใช่ธรรม
หมายถึงมิได้ปฏิบัติตนไปตามธรรมชาติเลย
ท่านจะไม่มีวันเข้าถึงมรรคผลคือหลุดพ้นได้แน่

เราจะบอกความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
อัตตาตัวตนที่น่ากลัวที่เป็นเหตุให้เกิดชาติหน้า
มาจากขั้นตอนเวทนาขันธ์ที่ท่านต้องแทรกแซง
เพื่อดับการเกิดดับหรือนิพพานมันให้สิ้นให้ได้
เพราะถ้ายอมให้จิตรับรู้แล้วรับเอามาปรุงแต่ง
จนเกิดกิเลสขึ้นตัณหาก็จะเกิดตามมาทันที
ซึ่งท่านจะหยุดยั้งมันไว้มิให้เกิดตัณหาไม่ได้
เพราะตัณหาจะทำให้สิ่งที่รับรู้นั้นเกิดมีอัตตา
ทำให้จิตหยาบสามารถ “ยึดติด” สิ่งนั้นได้
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม

ดังนั้น
ถ้าท่านต้องการจะตายแล้วหลุดพ้นทันที
ท่านจะต้องไม่พิศวาสสวรรค์มายา
เพราะว่าที่นั่นมันไม่ได้มีอยู่จริงในสาระบบ
เป็นภพภูมิโกหกของผีโสโครกที่โยกย้ายท่าน
ให้ทิ้งภารกิจของจิตวิญญาณไปจากโลกนี้

นอกจากนั้นท่านต้องไม่พยายามดับอัตตา
ที่คิดว่าเป็นขันธ์ห้าด้วยวิชากรรมฐานสมาธิ
ซึ่งเป็นหนทางการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตรงธรรม
เพียงแค่ท่านนิพพานกิเลสโดยดับเวทนาให้สิ้น
ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ในชาตินี้ก็พอแล้ว

สวรรค์นิรันดรของพระบิดา
คือบ้านเกิดของจิตวิญญาณของท่านต่างหาก
ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในภารกิจของท่าน
ที่จะต้องเข้าถึงกันให้ได้ในชาติสุดท้ายนี้แล้ว
ไม่ว่าท่านจะถือพุทธถือคริสต์หรือถืออิสลาม
แม้กระทั่งยังไม่ตัดสินใจว่าจะถือศาสนาอะไร
จิตวิญญาณท่านทุกคนจะต้องไปตามทางนั้น

กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
19/04/2569