13 เมษายน 2569

สนามพลังงานสากลคือพระเจ้า

 


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เมื่อมีสิ่งแรกอุบัติขึ้นมาในความว่าง

จากการจัดเรียงตัวกันเพื่อสร้างความสมดุล

ด้วยการเหวี่ยงหมุนของแก่นแท้ของความว่าง

โดยหมุนไปรอบจุดศูนย์กลางของพื้นที่ว่าง

ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางเดียวกันนั้นอย่างต่อเนื่อง


ในที่สุดบริเวณจุดศูนย์กลางของการหมุน

แก่นแท้ของความว่างซึ่งเป็นอนุภาคพลังงาน

ที่ขณะนั้นยังมิได้ปรากฏตัวตนของตนขึ้นมา

เมื่อพวกเขาถูกแรงบีบอัดจนเกิดความเครียด 

จึงทำให้มีการระเบิดใหญ่ขึ้นคือ Big Bang 

เพราะเหตุแห่งการเกิดบิ๊กแบ็งในครั้งนั้นเอง

ทำให้ที่วางโล่งเดิมนั้นเป็นสนามพลังงานไป

ขณะที่ท่านกำลังอ่านพระโอวาทถึงบรรทัดนี้

โลกและทุกสรรพสิ่งรวมทั้งตัวท่านเองด้วย

ล้วนดำรงอยู่ “บน” สนามพลังงานนี้ทั้งสิ้น


ถ้าสิ่งใหม่ที่อุบัติขึ้นนี้เป็นสนามพลังงานสากล

โดยสนามพลังงานสากลอุบัติขึ้นจากความว่าง

พระเยซูผู้เป็นพระศาสดาพระองค์หนึ่งของโลก

ทรงถวายสรรพนามแก่รูปธรรมนี้ว่า #พระเจ้า

มาปลายยุคพลังงานเก่านี้เราถวายพระนามว่า

#องค์จิตจักรวาล คือพระผู้เป็นจิตแห่งจักรวาล


ถ้าท่านทั้งหลายจะกล่าวถึงพระองค์

แทนที่จะถวายสรรพนามว่า “พระเจ้า”

ตามแนวทางแห่งจิตวิญญาณวิทยาแล้ว

จะกล่าวว่าทรงเป็นสนามพลังงานสากลก็ได้


เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าขึ้นมาเมื่อใดก็ตาม

ขอท่านทั้งหลายจงรับรู้ไว้โดยทั่วกันด้วยว่า

เราหมายถึง “สนามพลังงานสากล” นั่นแหละ

มาในปลายยุคพลังงานเก่าก็คือยุคปัจจุบันนี้

ซึ่งเรารับพระบัญชาให้เข้ามาทำหน้าที่ปิดยุค

เพราะจิตวิญญาณพวกท่านขันอาสาเข้ามา

ร่วมกันทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก

นานหนึ่งยุคคือ 60,000 ปีนี่ก็ครบกำหนดแล้ว

เราถวายพระนามต่อพระองค์ว่า #จิตจักรวาล


ทั้งพระนามว่า “เยโฮวา” หรือว่า “อัลเลาะฮ์”

นาม “จิตจักรวาล” ก็เป็นพระนามของพระเจ้า

ซึ่งหมายถึงพระเจ้าพระองค์เดียวกันนั่นเอง


เพราะพระเจ้าทรงเป็นสนามพลังงานสากล

ที่ทรงอุบัติขึ้นจากการเหวี่ยงหมุนรอบตนเอง

ตามหลักการสร้างสมดุลของธรรมชาติดังกล่าว

พระเจ้าหรือองค์จิตจักรวาลจึงทรงเป็นสิ่งแรก

ซึ่งอุบัติขึ้นมาเองจากความสมดุลของธรรมชาติ

ไม่ต้องมีผู้ใดสร้างไม่ต้องมีผู้ใดกำกับให้เกิด


นี่จึงเป็นความจริงสูงสุดในระดับ #อนุตรธรรม

ที่สมองสองซีกของมนุษย์จะเข้าถึงเองไม่ได้

เพราะสมองมีขีดจำกัดในการเข้าถึงอนุตรธรรม

ทำได้แค่เพียง #รับรู้รับฟังเพื่อคิดตาม เท่านั้น


พระเจ้าจึงต้องมีพระบัญชาให้จิตวิญญาณ

ทั้งของพระเยซูหรือพระบุตรเอก

ถือเอาจิตปัญญาช่องทางพิเศษติดตัวมาเกิด

เพื่อใช้สื่อสารกับพระองค์ในระบบจิตสู่จิต

ในการน้อมนำเอาความจริงที่เป็นอนุตรธรรม

มากล่าวต่อพี่น้องมนุษย์โลกให้ได้รู้กัน


จงอย่าสับสนสงสัยอีกเลยว่า

ทำไมโลกมนุษย์จึงมีพระศาสดาหลายพระองค์

บางพระองค์ก็กล่าวถึงพระเจ้าเมื่อกล่าวสอน

บางพระองค์ก็ไม่เคยกล่าวถึงพระเจ้าเลย

บางพระองค์ก็ปฏิเสธว่าพรหมไม่ใช่พระเจ้า

จนทำให้คนโง่ง่ายและงมงายทั้งหลาย

นำเรื่องนี้ไปใช้อ้างอิงในนามพระพุทธเจ้าว่า

พระพุทธเจ้าปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง

ทั้งที่พระองค์ปฏิเสธว่าพรหมไม่ใช่พระเจ้า

ไม่มีบทใดในพระไตรปิฎกที่ปฏิเสธพระเจ้า


คนที่ชอบอ้างแต่พระไตรปิฎกนั้น

รู้หรือเปล่าว่าพระไตรปิฎกมีหน้าปกสีอะไร?

รู้หรือไม่ว่าถ้าสอนธรรมะมั่วหรือสอนผิด

จิตวิญญาณจะตกนรกขุมที่ 13 อย่างยาวนาน

เพราะกว่าจะรู้ตัวจนสำนึกในผิดบาปนั้นได้

ความเคยตัวจะทำให้จิตวิญญาณหลงผิด

จนไม่อาจรู้คิดว่าผิดบาปที่ตรงไหน


กว่าจะพ้นจากนรกขุมที่สิบสามขึ้นมาได้

คนสอนธรรมทั้งหลายเมื่อตายแล้ว

หากพลัดตกนรกขุมนี้ไปจะตกนานจนลืม

ยิ่งถ้าทำผิดบาปกรณีอื่นเอาไว้มากด้วย

จงรับรู้เอาไว้ด้วยว่าจิตวิญญาณของท่าน

จะตกนรกตามลำดับชั้นคือหนึ่งสองสามลงไป

โทษที่เป็นบาปหนักคือชั้นที่มีเลขนับเยอะๆ


นรกขุมที่สิบสามนี่ก็ถือว่าเยอะที่สุดแล้ว

ขุมที่สิบสามจะเป็นนรกขุมสุดท้ายที่ลึกสุด

ส่วนใหญ่พวกนักบวชผู้ทรงศีลกับคนสอนธรรม

จะพลัดตกลงไปในขุมนี้ไม่มียกเว้นแทบทั้งสิ้น 

ถ้าตกลึกเลยลงไปกว่านี้จนถึงชั้นที่ 14 แล้ว

จิตวิญญาณรูปธรรมนั้นจะไม่มีวันได้ผุดเกิดแน่

นี่คือความจริงที่หลายท่านยังไม่รู้ว่าไม่รู้


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

13/04/2569