29 เมษายน 2569

วิธีสร้างความสมดุลของเอกภพ ตอนที่ 2


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เพราะว่า “เอกภพ” หรือ อนันตจักรวาล

พระผู้สร้างหรือพระเจ้าคือจิตจักรวาลดวงใหญ่

ทรงมีพระประสงค์ในการกำหนดสร้างขึ้น

เพื่อทรงใช้เป็น “ห้องทดลอง” ของพระองค์

สำหรับการเรียนรู้ว่าจะทรงกระทำสิ่งใดได้บ้าง


เมื่อมีพระประสงค์จะให้เอกภพเป็นห้องทดลอง

จึงต้องทรงค้นหาหลักการและวิธีการหรือเหตุ

ที่จะนำมาใช้ในการกำหนดสร้างเอกภพขึ้น

โดย “หลักการ” กำหนดสร้างที่ทรงยึดมั่นก็คือ

ทั้งระบบจักต้อง สมดุล มั่นคงและยั่งยืน 

โดยจะไม่สมดุลไม่มั่นคงและไม่ยั่งยืนไม่ได้


เมื่อท่านสร้างบ้านเรือนเพื่อการอยู่อาศัย

ตัวท่านนึกคิดอย่างไรเมื่อจะสร้างเอกภพขึ้นมา

พระองค์จะทรงนึกคิดปรารถนาเช่นนั้นเช่นกัน

มิได้ทรงมีอะไรที่แตกต่างไปจากพวกท่านเลย

เอกภพจะต้องสมดุลมั่นคงและยั่งยืนยาวนาน

นานที่สุดเท่าที่จะยาวนานได้นั่นแหละ


เราจะบอกความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ทั้งสามประการนี้จะเป็นความจริงได้ก็ต่อเมื่อ


1.ดาวพลูโต ซึ่งเป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยน

ที่อยู่ระหว่างสองระบบสุริยะต้องสมดุลตลอด

ดาวพลูโตจะทำหน้าที่ผิดพลาดไปไม่ได้เลย


หน้าที่หลักของดาวพลูโตก็คือการ “โล้ชิงช้า” 

โดยโล้ไปโล้มาในระหว่างสองระบบสุริยะ

เพื่อถ่ายน้ำหนักสลับไปสลับมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งไม่ต่างจากการโล้ชิงช้าของพวกพราหมณ์

โดยพราหมณ์ในที่นี้เราหมายถึง “ดาวพลูโต”

ผู้ทำให้กาแล็กซีธารสายน้ำนมคือ Milky Way

เกิดการเคลื่อนไหวโดยแกว่งไปในแนวระนาบ

ให้แกว่งอย่างต่อเนื่องตามพระประสงค์ได้


2.ระบบสุริยะทั้งสองระบบ จะต้องสมดุลกัน

แม้ระบบสุริยะของโลกจะมีดาวเคราะห์เก้าดวง

ส่วนระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามมีดาวเคราะห์ห้าดวง

ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าทั้งสองระบบสุริยะนั้น

ไม่น่าจะสมดุลกันได้เลย


เพราะพระปรีชาญาณของพระเจ้า

จึงทรงกำหนดสร้างให้ระบบสุริยะฝั่งตรงข้าม

มีดาวเคราะห์ของระบบแค่เพียงห้าดวงเท่านั้น

แต่ขนาดมวลของดวงอาทิตย์ของระบบนั้น

ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของโลกหลายเท่า


ที่สำคัญคือเมื่อใดก็ตามที่ระบบสุริยะของโลก

เหลือดาวเคราะห์อยู่ในระบบแค่เพียงแปดดวง

เพราะว่าดาวพลูโตย้ายออกไปจากระบบนี้แล้ว

จึงยังผลให้น้ำหนักมวลของระบบนี้ลดลงไป

จากเดิมที่มีดาวเคราะห์เก้าดวงแล้วหายไปหนึ่ง

เท่ากับว่าระบบสุริยะของโลกได้เสียสมดุลไป


ขณะที่ดาวพลูโตจู่ ๆก็มีการย้ายระบบ

ไปโคจรวนรอบระบบสุริยะฝั่งตรงข้ามนั้นแทน 

แม้ดาวพลูโตจะเป็นดาวดวงเล็กที่มีมวลไม่มาก

แต่ก็ยังช่วยทำให้ระบบนั้นมีดาวเคราะห์เพิ่มขึ้น

รวมกันเป็นหกดวงคือสมดุลขึ้นมาได้แม้ชั่วคราว

พลูโตจึงไปโคจรรอบดวงอาทิตย์นั้นหน้าตาเฉย

เพราะเข้าไปเติมเต็มความสมดุลให้แก่ระบบนั้น

ไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนเกินของระบบนั้นนั่นเอง


เมื่อดาวพลูโตไปโคจรรอบระบบสุริยะฝั่งนั้น

โดยวนจนครบหนึ่งรอบในลักษณะเป็นวงรีแล้ว

เมื่อโคจรเข้ามาเฉียดใกล้ระบบสุริยะเดิมของตน 

ก็จะถูกดึงดูดเหนี่ยวรั้งให้กลับมาเติมเต็มสมดุล

ให้แก่ระบบสุริยะของตนทางฝั่งนี้ดังเดิมอีกครั้ง


กระบวนการที่เกิดขึ้นซึ่งเรากล่าวพอสังเขปนี้

เป็นปรากฏการณ์จริงที่ตามนุษย์มองไม่เห็นมัน

โดยท่านจะมองเห็นความจริงนี้ได้ก็ด้วยปัญญา

ไม่ใช่ถามหาความจริงแบบมักง่ายด้วยตาเนื้อ

โดยนำเอาความเชื่อไม่เชื่อมาปักหมุดไว้ก่อน

ซึ่งเป็นการมองโลกหรือขบคิดด้วยจิตมนุษย์

จนไม่อาจเข้าถึงอนุตรธรรมชั้นสูงนี้ได้ง่ายๆ

แม้เราจะอธิบายให้ท่านรู้เป็นแนววิทยาศาสตร์

เพื่อให้ท่านพิจารณาตามโดยคิดให้เห็นภาพ


คนส่วนใหญ่จะเข้าถึงสัจธรรมระดับนี้ไม่ได้

เพราะใช้ จินตมยปัญญา กันไม่เป็น

ล้วนเป็นแต่ “เพ้อเจ้อ” กับเก่งแต่ “เพ้อฝัน”

โดยสร้างจินตนาการที่เป็นจริงตามเราไม่ได้

โดยเฉพาะพวกคนสอนธรรมที่ปฏิเสธพระเจ้า

ด้วยการไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง

ไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงมีอยู่จริงนั่นแหละ


(อยากติดตามตอนต่อไปให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

29/04/2569