พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายในเรื่อง
ความยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์
ที่ทำให้แต่ละคนหลงทางหลงธรรม
จนสร้างความสับสนวุ่นวายในชีวิตส่วนตน
ทั้งสร้างความสับสนให้กับโลกส่วนรวมได้ด้วย
เหตุเพราะความยึดมั่นถือมั่นส่วนตนนี่แหละ
มีคำถามว่าปัญหาจากการ ยึดมั่นถือมั่น
จนนำไปสู่ การหลงทางหลงธรรม
ที่นำพาความวุ่นวายมาให้ชีวิตส่วนตน
รวมทั้ง สร้างความสับสนในโลกส่วนรวม นั้น
แท้จริงแล้วมันมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่
คำตอบสั้นๆคือเพราะเชื่ออายตนะภายนอก
คือเชื่อตาหูลิ้นจมูกกายสัมผัสทั้งห้าเป็นสำคัญ
ตามคำกล่าวโบราณที่จดจำกันมายาวนานว่า
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
สิบตาเห็นไม่เท่าเอามือคลำเอง
นี่คือการเชื่ออายตนะภายนอกทั้ง 5 อย่าง
อีกทั้งยังมีของแถมเสริมอีกคือ #ไม่ลองไม่รู้
เหมือนกับมนุษย์จะแสดงให้ประจักษ์ว่า
ตนนั้นเป็นผู้ที่เชื่อตนเองมากกว่าใครคนอื่น
ส่วนการเชื่อคนอื่นนั้นจะเลือกเชื่อแค่บางคน
จนการเชื่อนั้นบางครั้งก็นำไปสู่ #การหลงเชื่อ
คือการเชื่อแบบผิดๆหรือเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
หรือถูกหลอกลวงให้เชื่อในสิ่งที่ถูกบิดเบือน
ความเสียหายในชีวิตและจิตวิญญาณมนุษย์
รวมทั้งความป่วยพิการของสังคมโลกเสรีนี้
จนเป็นเหตุให้มนุษย์โลกล้มเหลวในชีวิต
กับล้มเหลวในภารกิจของจิตวิญญาณของตน
ตั้งแต่อดีตกาลนานมาจนถึงปัจจุบันนั้น
เป็นเพราะการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
อันเกิดจากการเห็นผิดรู้ผิดหลงผิดนี่เอง
มีคำถามว่า เห็นผิดรู้ผิดหลงผิดเพราะอะไร
ถ้ารู้แล้วจะได้นำไปสู่การแก้ไขเยียวยากันได้
เราจะขอชี้แนวทางสร้างแนวคิดไว้ดังต่อไปนี้
เพราะเชื่ออายตนะภายนอกทั้งห้ามากไป
โดยไม่เอะใจหรือไม่ฉุกคิดว่าอายตนะทั้งห้านั้น
มันอาจมี “เอ๋อเหรอ” หรือว่ามี Error ได้
ตัวอย่างแรกเกี่ยวกับตา
ขณะขับรถหรือนั่งรถไปตามถนนในหน้าร้อน
เมื่อมองไปข้างหน้าจะแลเห็นเหมือนน้ำท่วม
แต่พอรถแล่นไปถึงตรงบริเวณดังกล่าวนั้น
กลับเป็นถนนตามปกติไม่มีน้ำท่วมแต่อย่างใด
วิทยาศาสตร์เรียกว่าเกิด “ปรัศวภาควิโลม”
ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lateral Inversion
ที่เกิดจากการหักเหของแสงจนเป็นภาพลวงตา
ตัวอย่างที่สองเกี่ยวกับลิ้น
ถ้าท่านทานส้มเขียวหวานหรือสับปะรดก่อน
แล้วค่อยทานแตงโมที่มีรสหวานเย็นชื่นใจ
ลื้นท่านจะรู้สึกว่าแตงโมนั้นมันไม่หวานเลย
ตัวอย่างที่สามเกี่ยวกับหู
ถ้าท่านเข้าไปเที่ยวในดิสโก้เท็คหรือคลับบาร์
ที่มีการเล่นดนตรีเสียงดังจนแก้วหูแทบแตก
หลังจากอยู่ในห้องนั้นนานแล้วออกมาข้างนอก
ความสามารถในการรับฟังของหูของท่านนั้น
จะเกิดอาการวิปริตผิดเพี้ยนไปจากปกติแน่นอน
นั่นคือถ้าหากใครพูดเสียงค่อยๆท่านจะไม่ได้ยิน
ใครพูดเสียงปกติท่านจะได้ยินไม่ชัดเท่าคนอื่น
ตัวอย่างที่สี่เกี่ยวกับจมูก
ถ้าท่านไปเคารพศพในงานศพ
กลิ่นเหม็นของศพจะติดจมูกท่านกลับบ้านด้วย
หากใครคิดมากก็เข้าใจว่า “ผีตามมาบ้านท่าน”
จึงใช้น้ำบริสุทธิ์แช่ยอดต้นทับทิมไว้ล้างหน้า
ก่อนที่ตัวท่านจะย่างเท้าก้าวเข้าสู่ประตูบ้าน
เพื่อจัดการกับวิญญาณของผีที่อาจตามท่านมา
เพราะคนโบราณเขาเข้าใจผิดคิดว่าผีจะตามมา
จึงใช้น้ำแช่ยอดต้นทับทิมทำเป็นน้ำมนต์ไล่ผี
จนกลายเป็น #ความเชื่อ ที่ผิดเพี้ยนไปตามนั้น
ทั้งที่แท้จริงแล้วความเหม็นที่ได้กลิ่นมาถึงบ้าน
มิได้เกิดจากผีอุตริก้าวตามท่านมาแต่อย่างใด
แต่เป็นการหมายรู้ไว้ของกลไกสมองที่รับกลิ่น
แบบเดียวกันกับที่ลิ้นรับรู้รสชาติผิดไปนั่นแหละ
เมื่อท่านถึงบ้านสักพักหนึ่งกลิ่นเหม็นติดจมูกนั้น
มันก็จะเสื่อมสลายหายไปเอง
กลิ่นเหม็นศพที่หายไปจึงไม่ใช่ผีแจ้นหนีไป
เพราะอำนาจวิเศษของน้ำมนต์จากยอดทับทิม
ที่มันหายไปเพราะการหมายรู้กลิ่นของสมองนั้น
มันเสื่อมคลายหายไปเองต่างหาก
ตัวอย่างที่ห้าเกี่ยวกับกายสัมผัส
ถ้าท่านเพิ่งจะอาบน้ำออกมาจากห้องน้ำใหม่ๆ
คนอื่นๆเขาจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
อากาศมันร้อน เพราะคนไม่ใช่หุ่นยนต์
แต่ท่านกลับบอกว่า “เย็นสบาย” ไม่ร้อนเลย
เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายปกติของท่านกับผู้อื่น
ในขณะนั้นมันร้อนเย็นไม่เท่ากันนั่นแหละ
จึงเอาตัวท่านไปเป็นมาตรวัดคนอื่นไม่ได้
ตัวอย่างความวิปริตผิดเพี้ยนของกลไกทั้งห้า
ที่มนุษย์ส่วนใหญ่พากันยึดถือหรือยึดติดกันอยู่
เป็นสิ่งที่เราหยิบยกเอามาเพื่อจะบอกท่านว่า
มันเชื่อถือร้อยเปอร์เซ็นต์พันเปอร์เซ็นต์ไม่ได้
เพราะการสัมผัสของอายตนะภายนอกทั้งห้า
ยังต้องใช้กลไกของประสาทและสมองด้วย
กลไกของประสาท
หมายถึงคุณภาพของอายตนะทั้งห้าก็คือ
ตาหูจมูกลิ้นและกายสัมผัสนั้นเสื่อมหรือปกติ
ถ้าเสื่อมหรือพิการการรับรู้นั้นก็จะผิดเพี้ยนไป
เช่น ตาบอดสีใดก็จะมองไม่เห็นสีนั้น
ถ้าเป็นคนตาบอดก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย
ถ้าเป็นคนหูตึงก็จะได้ยินเสียงไม่ชัดเจน
ถ้าเป็นคนหูหนวกก็จะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
กลไกของสมอง
หมายถึงคุณสมบัติของสมอง
ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกับกลไกอายตนะทั้งห้านั้น
เช่นการหมายรู้รูปรสกลิ่นเสียงนั้นๆได้
ในแต่ละคนก็จะผิดแผกแตกต่างกันออกไป
อายตนะของมนุษย์นั้นแท้แล้วมิได้มีแค่ 5
แต่ยังมีอายตนะภายในอยู่อีกหนึ่งช่องทาง
นั่นคือ #จิตปัญญา ที่พระเจ้าติดตั้งเอาไว้ให้
ท่านทั้งหลายจะลืมใช้งานมันไม่ได้เด็ดขาด
เพราะถ้าไม่มีจิตปัญญาให้ท่านสัมผัสรู้แล้ว
การรับรู้เพื่อเรียนรู้ของท่านมันจะไม่สมบูรณ์
หรือการรับรู้ของมนุษย์จะวิปริตผิดเพี้ยนไป
มนุษย์จะต้องใช้จิตสัมผัสเพื่อการรับรู้
เมื่อรับรู้แล้วท่านจะเข้าถึงความจริงของสิ่งนั้น
ด้วยการใช้ปัญญาของสมองสองซีกที่มีอยู่
วิเคราะห์อย่างมีหลักการและเหตุผลรองรับ
ก่อนจะนำไปสู่ #ความเชื่อว่าใช่ ในที่สุด
ขั้นตอนนี้แหละที่มันทำให้มนุษย์โลก
อวดโง่ แสดงความงมงาย ขายความฉลาด
ความเป็นอัจฉริยะความเป็นอริยะและอรหันต์
จนตลอดเวลาหลายพันปีหมื่นปีที่ผ่านมา
จึงมีคนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงแต่อธิบายไม่ได้
จึงมีผู้เชื่อพระเจ้าด้วยความงมงายอยู่มากมาย
จึงมีผู้ที่ก้าวล่วงพระเจ้าเพราะว่าไม่เข้าใจจริง
จนปฏิเสธพระองค์หัวชนฝาจนหัวล้านก็มีมาก
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
ถ่ายทอดคลื่นความคิดจากจิตจักรวาล
โดยอนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
1/04/2569