18 เมษายน 2569

การเรียนรู้ตนเองของพระเจ้า

 


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 

หลังจากที่พระองค์ทรงเรียนรู้แล้วว่า

ทรงมีอำนาจในการ “กำหนดสร้าง” สรรพสิ่ง

ตามน้ำพระทัยของพระองค์ซึ่งเป็นพระประสงค์

ที่ทรงสร้างขึ้นมาได้ก็คือ จิตจักรวาลดวงเล็ก 

คือรูปธรรมทางพลังงานที่เหมือนกันกับพระองค์

โดยให้มีจำนวนเหลี่ยมมุมน้อยกว่าที่พระองค์มี

ซึ่งรูปธรรมที่สร้างใหม่จึงมีเพียง 11 เหลี่ยมมุม

ตามที่ทรงกำหนดพระจิตเนรมิตขึ้นมาได้


จึงทรงมีพระดำริที่จะเรียนรู้ตนเองต่อไปว่า

พระองค์จะทรงสามารถกระทำสิ่งใดได้อีกบ้าง

แต่เนื่องจากว่าบนพระอุระของพระองค์นั้น

แม้จะเป็นสนามพลังงานแห่งองค์จิตจักรวาล

ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลสุดจะประมาณ

ซึ่งพระองค์ทรงสร้างจิตจักรวาลดวงเล็กขึ้นไว้

แล้วจัดตั้งอยู่บนพระอุระจนเกือบเต็มพื้นที่แล้ว


จึงทรงมีพระดำริที่จะสร้าง #ห้องทดลอง ขึ้น

โดยกำหนดพื้นที่สำหรับทดลองสร้างสรรพสิ่ง

เพื่อการเรียนรู้ของพระองค์ในแบบที่ดูแลง่าย

จัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้ง่ายและเรียนรู้ง่ายด้วย

ทุกวันนี้มนุษย์เรียกห้องทดลองที่ทรงสร้างนี้ว่า

“อนันตจักรวาล” หรือชาวโลกเรียกว่า เอกภพ


ขั้นตอนในการสร้างเอกภพ


1.ทรงใช้พื้นที่ว่างบนพระอุระของพระองค์

เท่าที่ยังคงพอมีเหลือให้ทรงใช้งานอยู่บ้างนั้น

โดยใช้พระจิตกำหนดสร้างอนุภาคพลังงานขึ้น

แล้วปูลงบนพื้นพระอุระตรงจุดที่ต้องการสร้าง


เมื่อทรงปูอนุภาคพลังงานลงไปจำนวนหนึ่งแล้ว

สิ่งที่พระองค์จะต้องทรงเรียนรู้ในขั้นตอนต่อไป

ก็คือจะทรงใช้อนุภาคพลังงานที่เตรียมไว้นั้น

เป็นวัตถุดิบเพื่อก่อสร้างห้องทดลองได้อย่างไร

โดยทรงมีเงื่อนไขสำคัญที่สุดอยู่ประการหนึ่งว่า

ห้องทดลองนั้นต้องสร้างด้วย #อนุภาคพลังงาน

ที่ทรงปูพื้นเอาไว้ทั้งหมดก่อนหน้านั้นแล้ว


พระองค์จึงต้องทรงนึกตั้งคำถามต่อตนเองว่า

จะทรงทำให้อนุภาคพลังงานนั้นฟุ้งกระจาย

ให้เป็นรูปธรรมของ “ห้องทดลอง” ได้อย่างไร


คำตอบแรกที่เกิดขึ้นในพระจิตก็คือ

ทรงต้องสร้างเครื่องมือหรือกลไกในการทำงาน

เพื่อ “กวาดเกลี่ย”อนุภาคพลังงานบนพื้นราบ

ที่ทรงปูวางเอาไว้ล่วงหน้านั้นแล้วเสียก่อน

จึงเป็นที่มาของ Milky Way คือธารสายน้ำนม

ซึ่งต่อมาก็เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางในแนวระนาบ

ของห้องทดลองที่ว่านี้คือ “เอกภพ” นั่นเอง 


หลักการคิดของพระเจ้าก็คือ

จะทรงใช้ “กาแล็กซีธารสายน้ำนม” ที่สร้างขึ้น

ทำการกวาดเกลี่ยอนุภาคพลังงานให้ฟุ้งกระจาย

จนเกิดเป็นรูปทรงห้องทดลองที่มีขอบเขตจำกัด

เป็นรูปธรรมขนาดใหญ่หรือเป็นห้องทดลองใหญ่

ที่พระองค์จะทรงกำหนดสร้างสิ่งใดไว้ในนั้นก็ได้

เงื่อนไขสำคัญคือห้องทดลองใหญ่ที่ทรงสร้างนั้น

จะต้องดำรงคงอยู่อย่างสมดุลได้ตราบชั่วนิรันดร


ห้องทดลองที่จะทรงสร้างขึ้นมานั้น

จึงต้องไม่เสียรูปไม่เสียทรงไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์

คือห้องทดลองของพระองค์จักต้องสมดุลนั่นเอง


เพื่อทำให้กาแล็กซีธารสายน้ำนม

กวาดเกลี่ยอนุภาคพลังงานกระจายไปทั่วพื้นที่

จึงทรงกำหนดสร้างระบบสุริยะเอาไว้สองระบบ

บนปลายปีกทั้งสองข้างของกาแล็กซีใหญ่นี้

โดยระบบสุริยะทั้งสองระบบจะประกอบด้วย

ระบบสุริยะของโลกจะมีดาวเคราะห์รวม 9 ดวง

ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันตลอด

กับอีกระบบหนึ่งซึ่งเป็นระบบสุริยะฝั่งตรงข้าม

ระบบนี้จะมีดาวเคราะห์รวมทั้งสิ้นห้าดวง

เพื่อความสมดุลกันจึงสร้างดวงอาทิตย์ฝั่งนี้

ให้มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของโลกสิบเท่า


เพราะทรงต้องการให้เส้นผ่านศูนย์กลาง

ที่เป็นกาแล็กซีธารสายน้ำนมดังกล่าวนี้

สามารถที่จะเหวี่ยงหมุนไปอย่างต่อเนื่องได้

จึงทรงกำหนดให้ดาวพลูโตซึ่งเป็นดวงที่เก้า

ทำหน้าที่เป็นดาวบริวารของระบบตรงข้ามด้วย

จึงทรงกำหนดาร้างให้ดาวพลูโต “โล้ไปโล้มา”

เพื่อไปเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 6 ของฝั่งตรงข้าม

แล้วย้ายตัวเองกลับมาเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9

ด้วยทิศทางการโคจรเป็นแบบ #อินฟินิตี้ 

ทำให้ดาวพลูโตเป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยนไป


เพราะนักวิทยาศาสตร์โลกไม่รู้ความจริงเรื่องนี้

จึงบังอาจตัดดาวพลูโตออกจากระบบสุริยะโลก

ทั้งที่ถ้าเอกภพนี้ไม่มีดาวพลูโตคอยโล้ไปโล้มา

ช่วยทำหน้าที่เป็นเศษส่วนของเมอริเดี้ยนแล้ว

เอกภพที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝุ่นผงพลังงานล้วน ๆ

จะไม่อาจสามารถสมดุลจนดำรงคงอยู่ถึงวันนี้ได้


(อยากติดตามตอนต่อไปให้ยกมือขึ้น)

กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

18/04/2569