11 เมษายน 2569

อย่านิพพานแบบตาลยอดด้วน



พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เรื่องของสวรรค์มายานั้นมันไม่ได้มีอยู่จริง

แต่เป็นสิ่งที่จิตวิญญาณของมนุษย์เฉพาะตน

สร้างมันขึ้นมาจาก #ความเชื่อกับความอยาก

ที่จิตหยาบของคนนั้นสั่นสะเทือนไว้ก่อนตาย


เมื่อถึงวันที่คนนั้นตายภาพมายาของสวรรค์

มันจะหล่นลงไปบันทึกไว้ใน “จิตใต้สำนึก” 

กลายเป็นมรดกบาปให้แก่จิตวิญญาณของตน

โดยมิได้ตั้งใจซึ่งเป็นจริงได้ก็เพราะถูกหลอก

คือหลอกให้เชื่อว่า #สวรรค์มายา นั้นมีอยู่จริง

ร่วมกับ #การหลอกให้อยากไปเกิดอยู่ที่นั่น

อันเป็นความใฝ่ฝันทางจิตวิญญาณ


คนที่มีค่านิยมชมชอบในเรื่อง “สวรรค์มายา”

เพราะไม่รู้ว่าภพภูมิเทพเทวดานี้มิได้มีอยู่จริง

แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ถูกจูงใจให้สร้างขึ้นมาเอง

เพื่อใช้เป็นทางเลือกใหม่ด้วยภพภูมิใหม่

เอาไว้รองรับคนชอบธรรมที่กลัวความทุกข์

ซึ่งเป็นพวกที่ได้รับโอกาสให้มาเกิดเป็นมนุษย์

แต่ถูกหลอกให้ติดทุกข์ติดสุขซึ่งเป็นกิเลส

จนปฏิเสธการมาเกิดเป็นมนุษย์ของตนเองไป


โดย “ผู้หลอกลวง” ได้กระทำการบิดเบือน

สัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้โลกเห็นว่า

การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

สัจธรรมที่ชอบนำมาอ้างเป็นประจำมีสองเรื่อง


“เรื่องแรก” คือ #อริยสัจสาม

อันประกอบด้วย “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ”

โดยเรื่องนี้บิดเบือนมาจากเรื่อง #ธรรมจักร

ที่พระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ผู้หลอกลวงอธิบายว่าทรงหมายถึงอริยสัจสาม

ทั้งที่แท้จริงแล้วนั้นมันเป็นความเท็จทั้งสิ้น


“เรื่องที่สอง” คือ #กฎแห่งไตรลักษณ์

อันประกอบด้วย “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

ผู้หลอกลวงชอบยกมาอ้างเป็นประจำเช่นกัน

โดยยกตัวอย่างการเสด็จออกจากวังเสริมว่า

เพราะพระองค์ทรงต้องการจะหนีความทุกข์

รวมทั้งยกเอาการขจัดทุกข์ด้วยการทรมานกาย

ในสไตล์ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” แบบดาบส

เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มความเชื่อด้วยเช่นกัน


ทั้งที่เรื่องของไตรลักษณ์นั้นเป็นการอธิบาย

เกี่ยวกับเรื่องของ “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว”

คือ #มโนกรรมเป็นผู้สร้างวจีกรรมกับกายกรรม

โดยมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าอยู่เสมอ

ถ้าเงื่อนไขกระทบจิตมันเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใด

พฤติกรรมทางกายภายนอกก็จะเปลี่ยนตาม


พระพุทธเจ้าทรงเรียกการเปลี่ยนแปลงของจิต

ที่ปกติจะมีอาการนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว

แล้วเปลี่ยนไปสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ต่ำ

คือจิตนั้นจะเกิดอาการของสภาวะจิตตกต่ำลง

อาการจิตหยาบแบบนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่าทุกข์

บาลีสันสกฤตอาจใช้เป็นว่า “ทุกขัง” ก็ได้


พระพุทธองค์ทรงหมายถึง

เมื่อจิตหยาบเกิดอาการเปลี่ยนไปจากความสงบ

กายสังขารภายนอกซึ่งเป็นกายหยาบของมนุษย์

มันจะเกิดการสั่นสะเทือนไปตามจิตหยาบนั้น

หากสั่นสะเทือนแรงมากกายสังขารก็จะทนไม่ได้

เมื่อกายสังขารทนไม่ได้จึงต้องออกอาการให้เห็น

การทนได้ยากหรือทนไม่ไหวนี่แหละคือ “ทุกข์”


มนุษย์โลกทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

ความทุกข์โดยหลักสัจธรรมของมนุษย์นั้น

จะเรียกว่าทุกข์ได้มีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกันก็คือ


1.#ความทุกข์ทางจิตใจ

อันเกิดจากสิ่งเร้าที่อายตนะสัมผัสรู้ดูเห็นได้

แล้วส่งสัญญาณเข้าไปสู่จิตหยาบที่อยู่ข้างใน

เมื่อจิตหยาบถูกเร้าด้วยสิ่งเร้านั้นๆเมื่อไหร่

อาการสงบสุขของจิตมันจะอยู่ไม่สุขขึ้นทันที


สิ่งที่เรียกว่าโลภะ โทสะ โมหะ 

สิ่งที่เรียกว่าอารมณ์รู้สึกนึกคิดทั้งหลาย

สิ่งที่เป็นกลุ่มกองของกิเลสตัณหาทั้งหมด

ที่จิตหยาบสั่นสะเทือนขึ้นเป็นคลื่นความถี่ต่ำ

ทำให้จิตหยาบเกิดอาการไม่สงบเสมอ

มันคืออาการของทุกข์ทางจิตใจนั่นเอง


พระพุทธเจ้าทรงพบว่า

อาการป่วยทางจิตนั้นเพราะมันเกิดที่จิต

จึงทรงเลือกดำเนินชีวิตเพื่อการขจัดทุกข์

ด้วยวิธีการปฏิบัติจิตกันเป็นหลักใหญ่

นี่คือที่มาในการค้นพบ #มรรคมีองค์แปด

ซึ่งเป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรวมแปดอย่าง

ถ้าใครทำได้จะไม่สร้างทุกข์ให้ตนเองแน่นอน


2.#ความทุกข์ทางกายสังขาร

เพราะจิตหยาบกับกายสังขารของมนุษย์นั้น

ถูกผูกโยงเชื่อมต่อกันไว้อย่างสนิทแนบแน่น

ยามที่จิตป่วยกายสังขารท่านจึงป่วยตามด้วย

ขณะที่กายสังขารป่วยจิตของท่านก็จะป่วยตาม

ระหว่างจิตกับกายมันจะเป็นของมันเช่นนี้เอง


เพราะว่าคนชอบธรรมส่วนใหญ่

ถูกโน้มน้าวจิตใจด้วยการหลอกให้กลัวทุกข์

จนเกิดกลัวความทุกข์กันขึ้นมาจริงๆเข้าให้

หลายคนจึงรู้สึกว่าตนไม่น่ามาเกิดเป็นมนุษย์

จึงหาทางพ้นทุกข์ด้วยการตายไปจากโลกนี้

โดยตายแล้วไม่ขอกลับมาเกิดบนโลกนี้อีก

ผู้หลอกลวงเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า #นิพพาน

โดยขโมยพระคำบัญญัติของพระพุทธเจ้ามาใช้

จนพระพุทธองค์ต้องทรงเมตตาออกมาเตือนว่า

นั่นเป็น #นิพพานแบบตาลยอดด้วน นะท่าน

ซึ่งเป็น #นิพพานเทียมเท็จ นั่นแหละ


เนื่องจากเมื่อมนุษย์นั้นตายไปจากโลกนี้แล้ว

ถ้าจิตวิญญาณยังหลุดพ้นกลับบ้านที่มาไม่ได้

อีกสถานที่หนึ่งซึ่งจิตวิญญาณนั้นจะต้องไป

นั่นคือดินแดนที่เรียกกันว่า #นรกภูมิ เสมอ

เพราะจิตวิญญาณที่ต้องไปหยุดแวะที่ตรงนั้น

จะเป็นจิตวิญญาณที่ส่วนใหญ่ป่วยด้วยหลงมิติ

จึงจำต้องไปบำบัดรักษาอาการป่วยนั้นให้หาย

แล้วค่อยย้อนมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ต่อไปอีก


เหตุเพราะจิตวิญญาณของท่านนั้นยังอยู่

ไม่ได้ตายไปจากโลกมนุษย์แล้วหายสาบสูญ

การเวียนว่ายตายเกิดจึงเป็นปกติของมนุษย์

แม้ว่าแท้แล้วจิตวิญญาณไม่มีหน้าที่ตายก็ตาม

จะตายได้เมื่อครบหกหมื่นปีที่สิ้นยุคเท่านั้นเอง


จิตวิญญาณของมนุษย์

จะหลุดพ้นกันได้ในวันสิ้นยุคพลังงานเก่า

เพื่อเดินทางข้ามมิติกลับบ้านออกไปข้างนอก

ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจิตวิญญาณที่จากมา

ถ้ากลับบ้านเกิดที่นั่นได้ก็จะหายไปจากเอกภพ

ไม่ว่ามนุษย์ด้วยกันจนแม้แต่เทพไท้เทวดา

จะไม่มีใครสามารถพบเห็นรูปธรรมนั้นได้อีก

เพราะรูปธรรมนั้นแม้ยังคงมีอยู่แต่กลับบ้านแล้ว


ต่างจากจิตวิญญาณที่ยังคงอยู่ในเอกภพ

แม้ตัวจะตายแล้วจิตวิญญาณหายไปจากโลก

ไปติดกับดักหรือกรงขังอยู่บนสวรรค์มายา

พากันไปเสพติดกิเลสคือความสุขกันที่บนนั้น

จนลืมภารกิจสำคัญที่จิตวิญญาณอาสามาทำ

คือต้องทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกไว้

การหายตัวไปติดกับดักอยู่ตรงสวรรค์มายานั้น

พระองค์เรียกว่า #นิพพานแบบตาลยอดด้วน


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

11/04/2569