พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
บุรุษผู้ที่จะมีความสามารถกล่าวเรื่องพระเจ้า
ให้แก่คนชอบธรรมซึ่งเป็นชาวโลกทั่วไป
เข้าใจแจ้งจนเห็นแจ้งได้ต้องเป็นพระบุตรเอก
ที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า
ในแต่ละยุคจะมีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์
ที่พระเจ้าทรงเจิมแต่งให้ข้ามมิติเข้ามาจุติ
จะเป็นจิตวิญญาณรูปธรรมเดียวในยุคนั้น
ที่ทรงถือเอา “อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ”
ติดตัวมาเพื่อสื่อสารกันกับพระเจ้าด้วย
เพราะในมนุษย์ทั่วไปปัญญาของสมองมีจำกัด
คือมีสติปัญญาสมองซีกซ้ายไว้คิดวิเคราะห์
กับมีปัญญาญาณสมองซีกขวาไว้สังเคราะห์
พระศาสดาที่เสด็จมาจากพระเจ้านั้น
จะเป็นผู้ข้ามมิติเข้ามาเพื่อสื่อสารกับพระองค์
เสมือนพระเจ้าเสด็จเข้ามากล่าวพระโอวาทเอง
ตัวอย่างเช่น พระเยซูคริสต์ เป็นต้น
เมื่อกล่าวพระโอวาทกับมนุษย์
จะทรงอ้างถึง #พระเจ้า ทรงเป็นผู้กล่าวเสมอ
แต่มนุษย์สับสนและเข้าใจผิดกันไปว่า
พระเยซูเจ้านั้นทรงเป็นพระเจ้าเสียเอง
ทั้ง ๆที่พระองค์ไม่เคยทรงกล่าวไว้เช่นนั้นเลย
เพราะพระองค์จะทรงกล่าวแต่ความจริงเท่านั้น
มีคำถามว่าทำไมผู้ที่จะกล่าวเรื่องพระเจ้า
ต้องเป็น “พระบุตรเอก” ที่เสด็จมาจากพระเจ้า
เหตุผลข้อแรก
พระศาสดาที่เกิดจากโลกก็เหมือนมนุษย์ทั่วไป
จะไม่สามารถเข้าถึงสัจธรรมความจริงในระดับที่
เหนือกว่า #โลกียะธรรม และ #โลกุตรธรรม ได้
เพราะความฉลาดทางปัญญาของสมองมีจำกัด
ขณะที่พระบุตรเอกผู้เสด็จมาจากพระเจ้านั้น
ทรงถือกลไกการสื่อสารพิเศษติดตัวมาด้วย
จึงทรงติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าได้ดังกล่าวแล้ว
เหตุผลข้อที่สอง
เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างและสิ้นสุดทุกสิ่ง
โดยทรงสร้างขึ้นไว้นานกว่าแปดล้านล้านปีแล้ว
จิตวิญญาณของผู้ที่เข้ามาเกิดเป็นมนุษย์โลก
จึงผ่านการเกิดแล้วตายพอตายแล้วเกิดใหม่อีก
เวียนวนอยู่ในสังสารวัฏจนนับภพชาติไม่ถ้วน
เมื่อได้มาเกิดนานปีเข้าการลืมอดีตจึงบังเกิดขึ้น
โดยเฉพาะอดีตของจิตวิญญาณของตนเอง
เหตุผลข้อที่สาม
เพราะการจำได้หมายรู้ของมนุษย์แต่ละคนนั้น
ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องทางโลกเสียมากกว่า
เช่นจะจำได้ว่าอดีตชาติตนเคยเกิดเป็นอะไร
ตนเคยทำสิ่งใดเอาไว้ในชาติที่แล้วบ้าง
แต่ก็จำได้แค่บางเรื่องบางสิ่งมิใช่จำได้ทั้งหมด
แต่เรื่องของ “พระเจ้า”
ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณมนุษย์นั้น
เป็นสัจธรรมความจริงในมิติของแก่นแท้
มิใช่ความจริงที่จริงแท้ในมิติโลกทางกายภาพ
เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์โลกในทุกชาติแล้ว
จิตวิญญาณแก่นแท้ผู้ขันอาสามาเกิดบนโลก
มิได้ทำหน้าที่เป็นคนสองมิติด้วยตนเอง
แต่มอบอำนาจให้ “จิตหยาบ” เป็นมนุษย์แทน
แม้จิตวิญญาณมนุษย์จะรู้เรื่องของพระเจ้า
แต่ไม่สามารถบอกกล่าวต่อจิตหยาบของตนได้
เพราะถูกปิดกั้นเอาไว้ในเซฟเฮ้าส์คือพิทูอิทารี่
จึงไม่อาจติดต่อกับจิตหยาบภายนอกได้
มีเพียงจิตหยาบเท่านั้นเองที่จะติดต่อเข้าไปได้
ถ้ามีความสามารถและรู้วิธีสื่อสารระหว่างกัน
ซึ่งจิตหยาบก็คือมนุษย์คนนั้นจะต้องสำนึกรู้ว่า
ตนนั้นยังมีจิตวิญญาณเป็นแก่นแท้อยู่ข้างใน
เพราะจิตหยาบไม่สามารถติดต่อกับจิตวิญญาณ
ผู้เป็นตัวตนแก่นแท้ของตนขณะเป็นมนุษย์ได้
การจะรู้เรื่องราวของพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
สำหรับมนุษย์แล้วจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้น
เพราะเหตุนี้เองโลกจึงต้องมีพระบุตรเอก
เป็นพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่เสด็จข้ามมิติมา
ทำหน้าที่เป็นพระศาสดาซึ่งมาจากพระเจ้า
เพื่อเข้ามากล่าวพระโอวาทในพระนามพระเจ้า
ที่เป็นสัจธรรมขั้นสูงสุดคือ #อนุตรธรรม
ซึ่งมนุษย์โลกทั้งหลายเข้าถึงกันเองไม่ได้
หนึ่งในเรื่องที่เข้าถึงเองไม่ได้คือเรื่องพระเจ้า
อีกหนึ่งชุดที่มนุษย์โลกก็เข้าถึงเองไม่ได้
ซึ่งเป็นอนุตรธรรมความจริงเหมือนกันนั่นคือ
จิตวิญญาณตนเองเป็นใคร
จิตวิญญาณตนเองมาจากไหนใครให้มาเกิด
จิตวิญญาณตนเองมาเกิดเป็นมนุษย์ทำไม
จิตวิญญาณของตนมีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดบ้าง
เพียงแค่สี่ประเด็นที่กล่าวมาเหล่านี้
ถ้าพวกท่านที่มาเกิดยังไม่รู้ว่าตนเองนั้นไม่รู้
ท่านก็จะเสียชาติเกิดเพราะเป็นมนุษย์ไม่เป็น
หลายคนเปลี่ยนไปเกิดเป็นเทพเทวดาแทนก็มี
เพราะไม่รู้ว่าตนมีหน้าที่เกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น
มิได้มาเกิดเป็นเทพเทวดาหรือว่าเป็นอย่างอื่น
แค่ย่อหน้าข้างบนนี้
พวก “คนสอนธรรม” ช่างจำนรรจ์ทั้งหลาย
ที่ยุแยงตะแบงสอนคนชอบธรรมกันอยู่
ก็ยังสอนคนไทยให้ไขว่คว้าหาสวรรค์วิมานกัน
โดยไม่รู้ว่าสวรรค์มายานั้นพระเจ้ามิได้สร้างไว้
แต่เป็นผีโสโครกหรือมารหลอกมนุษย์
ให้ใช้ความอยากกับความเชื่อของจิตหยาบ
สั่งจิตใต้สามนึกคือจิตวิญญาณตนเองเมื่อตาย
เนรมิตมันขึ้นมาให้เองตามความปรารถนานั้น
เพราะมนุษย์ไม่รู้ว่า...
ความเชื่อกับความอยากบวกกับศรัทธาแรงกล้า
เมื่อถูกถ่ายทอดเข้าไปถึงจิตใต้สามนึกเมื่อไหร่
จิตวิญญาณเขามีหน้าที่สนับสนุนจิตหยาบอยู่
จะเนรมิตมายาสวรรค์ตามภาพที่จิตหยาบส่งให้
เพื่อเป็นการ #เขียนฝัน ในมิติแห่งจินตภาพได้
โดยภาพต้นแบบจะได้จากผนังโบสถ์ผนังถ้ำ
หรือได้จากภาพวาดภาพเขียนที่ตนตรึงใจอยู่
มายาสวรรค์ทั้งหลายที่จิตวิญญาณเนรมิตขึ้น
ล้วนเป็นมรดกบาปที่จิตหยาบผู้งมงายโง่ง่าย
ทิ้งเอาไว้ให้แก่นแท้ของตนเมื่อก่อนจะตาย
เหตุการณ์นี้พระเจ้าทรงเรียกว่า “การหลงมิติ”
พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “หลงทางนิพพาน”
เรานำความจริงนี้มาเปิดเผยไว้หลายปีแล้ว
แต่มีผู้คนแค่นับนิ้วมือได้ที่เข้าใจและเข้าถึงกัน
แม้จะใช้สมองสองซีกที่ต่างล้วนมีกันอยู่แล้ว
รับรู้รับฟังเพื่อเรียนรู้และขบคิดด้วยจิตมนุษย์
ก็ยังไม่ยอมใส่ใจกันเลยด้วยซ้ำเพราะยึดติด!
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
3/04/2569