10 เมษายน 2569

เรื่องของพระเจ้า (God) ตอนที่ 11


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


สำหรับพระนามว่า “พระเจ้า” หรือ God นี้

มาจากพระนามเต็มว่า พระผู้เป็นเจ้า

หมายถึงผู้ที่มีความดีงามเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

โดยพระแปลว่าคนดีหรือผู้ที่มีแต่ความดีงาม

คำว่าเจ้าคือผู้เป็นใหญ่หรือผู้ที่มีอำนาจสูงสุด

ในจักรวาลอันไพศาลนี้จะมีเพียงพระองค์เดียว

ที่ทรงอุบัติขึ้นมาตรงจุดศูนย์กลางแห่งการหมุน

ของสนามพลังงานจักรวาลก็คือ จิตจักรวาล


เพราะองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้า

เป็นสิ่งแรกสุดที่ทรงอุบัติขึ้นมาก่อนสิ่งอื่นๆ

จึงทรงเป็นสิ่งที่มีอาวุโสสูงสุดเหนือทุกสิ่ง

ซึ่งเกิดขึ้นมาหรือว่ามีขึ้นภายหลังพระองค์


เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงาน

ซึ่งมีขนาดใหญ่ไพศาลมากสุดที่จะประมาณได้

เหตุแห่งการเกิดหรืออุบัติขึ้นของพระองค์นั้น

เริ่มต้นจากการเหวี่ยงหมุนของสนามพลังงาน

เพื่อสร้างความสมดุลของระบบตนเองให้ได้

โดยสนามพลังงานนั้นเดิมยังไม่มีพลังงานอยู่

คงมีแค่เพียง “แก่นแท้ของความว่าง” เท่านั้น


เราบอกความจริงต่อท่านทั้งหลายแล้วว่า

ตัวตนแก่นแท้ของความว่างที่เป็น อนัตตา นี้

ไม่ต่างจากหลอดไฟฟ้าที่กำลังถูกปิดสวิชไว้

ถ้าเปิดสวิชให้กระแสไฟไหลครบวงจรเมื่อไหร่

หลอดไฟดวงนั้นมันก็จะสว่างขึ้นมาโดยพลัน


องค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าก็เฉกเช่นเดียวกัน

พระองค์ทรงอุบัติเกิดขึ้นได้จากการระเบิดใหญ่

ของประดาแก่นแท้ของความว่างที่ดำรงอยู่จริง

ในพื้นที่อันว่างโล่งของจักรวาลเดิมดังกล่าวนั้น

เพราะมีการบีบอัดรัดแน่นของแก่นแท้เหล่านั้น

ผลลัพธ์คือ เกิดแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิด

ทำให้ที่ว่างโล่งแต่เดิมที่ยังคงเป็นอนัตตาอยู่

เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มีอัตตาตัวตนปรากฏขึ้นมาอีก


สิ่งใหม่ที่อุบัติเกิดขึ้นมาในพื้นที่ว่างโล่งตรงนั้น

เป็นสิ่งที่เราจะเรียกว่า แก่นแท้ของพลังงาน

ซึ่งจะสัมผัสรู้ดูเห็นด้วยอายตนะยังไม่ได้อยู่ดี

มนุษย์อย่างพวกท่านจะเข้าถึงสิ่งนี้ได้ทางเดียว

นั่นคือ “ต้องคิดตามเรา” ให้เห็นเป็นภาพเท่านั้น

การเรียนรู้ตามเราที่เป็นพระบุตรเอกจึงจะสำเร็จ

ถ้าไม่ฟังเราเพราะปฏิเสธการทำหน้าที่ของเรา

จิตปัญญาของท่านจะถูกทิ้งไว้กลางทะเลทราย

ที่สุดจะแห้งแล้งเพราะไร้ซึ่งบ่อน้ำโอเอซิส


ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้ว่า

แม้บริเวณของพื้นที่ว่างโล่งแต่เดิมนั้น

จะเต็มไปด้วยตัวตนแก่นแท้ของความว่าง

ซึ่งดำรงอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากมาย

ที่เหวี่ยงหมุนเข้าหาศูนย์กลางของการหมุน

โดยการหมุนวนอย่างต่อเนื่องร่วมกันอยู่นั้น

เป็นการหมุนเพื่อจัดระเบียบของระบบตนเอง

ให้เกิดความสมดุลภายในระบบเดียวกัน

ตามมรรควิถีแห่งธรรมชาติที่เป็นสัจธรรม

โดยไม่ต้องมีผู้ใดกำกับไม่ต้องมีสิ่งใดควบคุม

สัจธรรมของทุกสิ่งมันจึงต้องเป็นเช่นนั้นเอง


เมื่อการบีบอัดของแก่นแท้ของความว่าง

ทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาภายในพื้นที่ว่างโล่งแล้ว

สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นจากแก่นแท้ของความว่างก็คือ

แก่นแท้ของอนุภาคพลังงานในทุกย่านความถี่

ที่พร้อมจะเกิดเป็นคลื่นความถี่ทางพลังงานนั้นๆ

ตามที่รูปธรรมดังกล่าวจะสั่นสะเทือนตนเองขึ้น

ด้วยการกำหนดเองได้ว่าจะสร้างพลังงานอะไร

เพื่อผลที่ต้องการคืออะไรและสร้างเพราะเหตุใด


ทั้งสามประการดังกล่าวนี้

จึงเป็นคุณสมบัติหลักของ “พระเจ้า” ผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อพระองค์ประสงค์จะสร้างสรรพสิ่งใดก็ตาม

จึงเป็นอีกบทบาทของพระเจ้าที่ถูกกล่าวถึง

ในฐานะแห่ง พระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง โดยแท้


พระเจ้าหรือองค์จิตจักรวาล

ทรงเป็นสนามพลังงานที่มีขนาดใหญ่มาก

จึงทรงเป็นอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล

ที่เต็มไปด้วยตัวตนแก่นแท้ของคลื่นพลังงาน

ในทุกย่านความถี่ที่มีอยู่จริงนั่นแหละท่าน


ดังนั้น

พื้นที่ว่างโล่งของจักรวาลตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที

ที่ต่อมาเมื่อพระองค์ได้ทรงอุบัติขึ้นมาแล้วนั้น

จึงเป็นรูปธรรมทางพลังงานของพระองค์ไป

โดยปัจจัยหลักที่เป็นอัตตาของพระองค์ก็คือ

#แก่นแท้ของอนุภาคพลังงานทุกย่านความถี่

เมื่อสั่นสะเทือนขึ้นเมื่อไหร่จะเกิดคลื่นนั้นทันที


ไม่ต่างจากน้ำในสระใหญ่ที่นิ่งสงบอยู่

ถ้าท่านโยนก้อนหินลงไปตรงจุดไหนก็ตาม

จุดที่หินกระทบผิวน้ำในสระนั้นมันจะเกิดคลื่น

โดยคลื่นน้ำนั้นจะกระจายตัวออกเป็นวงกลม

ที่ขยายวงออกไปอย่างต่อเนื่องหลายระลอก


การเป็นพระผู้สร้างของพระเจ้าก็เช่นกัน

พระองค์จะทรงกำหนดสร้างสิ่งใดขึ้นมาก็ตาม

จะทรงเป็นผู้กำหนดสร้างสิ่งนั้นขึ้น

ด้วยการใช้แก่นแท้ของคลื่นความถี่

ชนิดที่พระองค์ทรงมีเป็นวัตถุดิบอยู่แล้ว 

ในการกำหนดสร้างสรรค์พสิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอ


หลักการสร้างสรรค์พสิ่งของพระองค์ก็คือ


ต้องรู้ว่าทรงต้องการจะสร้างสิ่งใดขึ้นมา

ต้องรู้ว่าจะทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาทำไม

ต้องรู้ว่าจะทรงสร้างสิ่งนั้นได้อย่างไร


ทุกหลักการที่เรากล่าวถึงนั้น

วิธีที่พระองค์ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงหลักการนั้นก็คือ

#ทรงกำหนดจิต ให้เกิดการสั่นสะเทือนตามนั้น


ตัวอย่างเช่น

ถ้าสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการสร้างก็คือ #น้ำ

พระองค์จะทรงกำหนดจิตเป็นทำนองว่า


1.ทรงต้องการสร้างให้เป็นของเหลว

2.เป็นของเหลวที่เปลี่ยนสถานะได้

3.เมื่อร้อนให้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอ

3.เมื่อเย็นจัดมากให้เปลี่ยนเป็นน้ำแข็งได้

4.ไม่ว่าจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นอะไรก็ตาม

ให้กลับคืนสถานะเดิมเป็นของเหลวเสมอ


เพราะมนุษย์ที่โง่ง่ายทั้งหลาย

มักเชื่อตามคนสอนธรรมที่อวดโง่โชว์ฉลาด

จากการคิดเป็นคิดได้แต่ก็คิดแบบจิตมนุษย์


เพราะมนุษย์ที่งมงายจนเชื่อตามง่ายๆ

ด้วยการมีปัญญาของสมองแต่ไม่รู้จักใช้

ซึ่งไม่เคยรู้ความจริงในสิ่งที่เรากล่าวมานี้


จึงมักจะอ้าง #อจินไตย เพื่อตัดจบกันเสมอ

เมื่อตนจำนนกับความจริงที่อธิบายต่อไม่ได้


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

10/04/2569